World Travel News. Travel News Travel Articles and Travel Books. | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
"ทุนฟูลไบรท์" ( Fulbright Scholarships ) ทุนยอดฮิตรัฐบาลอเมริกัน
| ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ที่มา : MarketatNation
|
ห้าแพร่ง ห้าแพร่ง --- ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ เรื่องย่อ :
หลาวชะโอน - สำหรับ เป้ (เก้า-จิรายุ ละอองมณี) เด็กชายวัยสิบสี่ ‘กรรม’ เป็นเรื่องเชยโคตรๆ เขาลงมือปาหินใส่รถกระบะแถวบ้านเพียงเพราะอยากได้มือถือใหม่ เมื่อเหยื่อตาย แม่พาเป้หนีไปบวชในวัดป่าห่างไกล ภายใต้ผ้าเหลืองเป้พ้นจากมือกฎหมาย แต่กลับตกอยู่ในเงาของมืออีกมือหนึ่ง มันเอื้อมเข้ามาหาเขาช้าๆ ทว่าไม่หยุดยั้ง นั่นเพราะ ‘กรรม’ ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ใคร มันไม่รู้จักคำว่า ‘ให้อภัย’ |
|
|
ได้ โปสเตอร์แบบรวม มาอีกสองแบบ และ ข้อมูลเรื่องย่อว่า แต่ละแพร่ง มันมีเนื้อหาอย่างไร แต่ถ้าอยากรู้ว่า แต่ละแพร่ง เชื่อมโยงกันได้อย่างไร คงต้องรอดูในโรงหนัง วันที่ 9 เดือน 9 ปี09 “5แพร่ง” จากประเด็นข่าวหน้า 1 สู่ไอเดียหนังสยองขวัญ การรวมตัวของ 5 ผู้กำกับมือหลอน กับการพลิกบทบาทครั้งสำคัญของ 5 นักแสดงชื่อดัง ที่มาพร้อม 5 เรื่องราวที่จะทำให้คุณหลับไม่ลง อย่าเซอร์ไพร์ส ถ้าคุณเสพติดความกลัว 09.09.09 นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ 5 แพร่ง โปรเจคท์หนังผี 5 เรื่อง 5 ผู้กำกับระดับเซียน อุดมด้วย 5 รสชาติของหนังผีผี….ที่จะทำให้ขนหัวลุกแบบไม่ทันตั้งตัว!!
5 แพร่ง ‘ความกลัว’ ใหม่สะใจกว่าเดิม ผลงานเสียวสันหลังชุดล่าสุดจากกลุ่มผู้กำกับนักหลอนมืออาชีพของค่าย GTH – ทรงยศ สุขมากอนันต์ (เด็กหอ), ปวีณ ภูริจิตปัญญา (ยันต์สั่งตาย) , ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (เที่ยวบิน 224), บรรจง ปิสัญธนะกูล (คนกลาง) บวกด้วยหนึ่งตอนรับเชิญจาก วิสูตร พูลวรลักษณ์ ผู้อำนวยการสร้าง ‘นางนาก’ หนังผีรายได้อันดับหนึ่งของประเทศ มาลองดูกันเลย ว่าแต่ละแพร่งจะน่าสนใจแค่ไหน
“หลาวชะโอน” หลาวชะโอน – สำหรับ เป้ (เก้า-จิรายุ ละอองมณี) เด็กชายวัยสิบสี่ ‘กรรม’ เป็นเรื่องเชยโคตรๆ เขาลงมือปาหินใส่รถกระบะแถวบ้านเพียงเพราะอยากได้มือถือใหม่ เมื่อเหยื่อตาย แม่พาเป้หนีไปบวชในวัดป่าห่างไกล ภายใต้ผ้าเหลืองเป้พ้นจากมือกฎหมาย แต่กลับตกอยู่ในเงาของมืออีกมือหนึ่ง มันเอื้อมเข้ามาหาเขาช้าๆ ทว่าไม่หยุดยั้ง นั่นเพราะ ‘กรรม’ ไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่แม่ใคร มันไม่รู้จักคำว่า ‘ให้อภัย’
“Backpackers” Backpackers – คู่รักญี่ปุ่นคู่หนึ่งฉลองเรียนจบด้วยการแบ็กแพ็กตะลุยเมืองไทย ขากลับจากสมุยพวกเขาใช้วิธีโบกรถเข้ากรุงเทพฯ แต่โบกไม่ได้สักคัน หนุ่มยุ่นตัดสินใจใช้แบงค์พันเป็นรางวัลล่อ รถพ่วงคันหนึ่งจึงจอดรับ โชคร้ายที่สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังตู้คอนเทนเนอร์และใบหน้ายิ้มแย้มของคนขับกับเจ้าเด็กรถ (แน๊ก-ชาลี ไตรรัตน์) เป็นบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้อะดรีนาลีน ของทุกคนต้องคลั่ง
“รถมือสอง” รถมือสอง – คนมีประวัติ รถก็มีประวัติ ยิ่งเป็นรถมือสองประวัติศาสตร์ของแต่ละคันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของใหม่อยากรู้ กลางดึกสงัดหลังเต๊นท์ปิด นุช (นิโคล เทริโอ) เจ้าของเต๊นท์รถมือสองขนาดใหญ่ย่านชานเมืองพบว่าลูกชายของเธอหายตัวไป ท่ามกลางแถวรถนับร้อยคัน เทปกล้องวงจรปิดจับภาพได้ว่าลูกของเธอแอบเข้าไปเล่นในรถคันหนึ่งที่เธอเพิ่งรับซื้อมา…แล้วไม่กลับออกมาอีกเลย
“คนกอง” คนกอง – เต๋อ, เผือก, ชิน และ เอ เป็นทีมงานหนังผีที่การถ่ายทำดำเนินมาถึงคิวสุดท้าย คืนสุดท้าย ฉากสุดท้าย เหลือเพียงสองช็อตสุดท้าย แต่แล้วนักแสดงสาวหน้าใหม่ที่รับบทเป็นผีเกิดหัวใจวายตายกลางกองถ่าย ซวยสุดยอดที่ก่อนหน้านั้นเต๋อดันไปเสร่อทำเท่สอนเธอว่า “The show must go on” เธอจึงกลับมาเพื่อแสดงต่อ ทั้งสี่จึงต้องถ่ายหนังผี ที่มีผี เล่นเป็นผี ให้จบให้จงได้…โดยห้าม ‘พี่ช่า’ (มาช่า วัฒนพานิช) นางเอกของหนังรู้ความจริงเป็นอันขาด!!!
“ห้องเตียงรวม” ห้องเตียงรวม – หนุ่มทะเล้นขี้เล่นคนหนึ่ง (แดน วรเวช) มอเตอร์ไซค์คว่ำขาหักทั้งสองข้าง จากห้องฉุกเฉินเขาถูกย้ายไปสู่ห้องเตียงรวม ทั้งๆที่อยากนอนห้องพิเศษ และในห้องรวมนี้ คนไข้เตียงติดกับชายหนุ่มเป็นร่างไร้สติของชายชราอาการโคม่าที่นอนรอวันปิดอ็อกซิเจนมาแล้วร่วมเดือน แต่เหมือนกับจะรู้ว่าเพื่อนหนุ่มหน้าใหม่เป็นคนขี้กลัว คืนนั้นชายแก่จึงลุกขึ้นมาเยี่ยมเขาถึงข้างเตียง!! |
ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง ห้าแพร่ง 5 แพร่ง
|
คุณรู้รึเปล่าว่าเครื่องสำอางมีความเป็นมาอย่างไร ?

เครื่องสำอาง
เครื่องสำอาง หมายถึง ผลิตภัณฑ์สิ่งปรุงเพื่อใช้บนผิวหนัง หรือส่วนใดส่วนหึ่งของร่างกาย โดยใช้ทา ถู นวด พ่น หรือโรย มีจุดประสงค์เพื่อทำความสะอาด หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปลักษณะ
คำว่า cosmetics มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า kosmetikos ซึ่งมีความหมายว่า ตกแต่งให้สวยงามเพื่อดึงดูดความ.สนใจจากผู้พบเห็น ( คำว่าkomosแปลว่า เครื่องประดับ) โดยในสมัยแรกๆนั้น ใช้เครื่องสำอางเนื่องจากความจำเป็น เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมหรือธรรมชาติ
กำเนิด และ วิวัฒนาการ
เท่าที่ปรากฎในโบราณคดี สันนิษฐานว่าคงมีการใช้เครื่องหอมในพิธีศาสนา สำหรับ บูชาพระเจ้าโดยการเผา ใช้น้ำมันพืชทาตัวหรือใช้อาบศพเพื่อไม่ให้เน่าเปื่อย มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายกันจากประเทศตะวันออก และใช้เครื่องหอมนี้ไม่ต่ำกว่า 5000 ปี เชื่อวาอียิปต์เป็นชาติแรกที่รู้จักศิลปะการตกแต่งและการใช้เครื่องสำอางและแพร่ไปถึงแลสซีเรีย บาบีโลน เปอร์เซียและกรีก เมื่อคราวที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้ยกทัพเข้ายึดประเทศอียิปต์ ประเทศในยุโรปบางส่วน ตลอดจนถึงกรีก ทำให้ความรู้เรื่องเครื่องสำอางแพร่หลาย ศูนย์การของความเจริญอยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย จนถึงสมัยจูเลียส ซีซาร์รบชนะกรีก ก็ได้รับศิลปวิทยาการต่างๆมาจากกรีก ศูนย์การของศิลปวิทยาการต่างๆได้ย้ายมาอยู่ที่กรุงโรม มีการอาบน้ำหอม ในระยะที่โรมันกำลังรุ่งเรือง ซีซาร์ได้ยกกองทัพไปตีอียิปต์ซึ่งมีพระนางคลีโอพัตราเป็นราชินี รู้จักวิธีการใช้ศิลปะการตกแต่งใบหน้าและร่างกาย ทำให้การใช้เครื่องสำอางเป็นที่แพร่หลายยิ่งขึ้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 2 Galen บิดาแห่งเภสัชกรรม กายวิภาค อายุศาสตร์และปรัชญา ได้ประดิษฐ์coldcreamขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมา เมื่อจักรวรรดิโรมันอ่อนกำลังลง ประเทศที่นำหน้าเรื่องเครื่องสำอางคือฝรั่งเศส และมีสเปนเป็นคู่แข่ง

ประวัติเครื่องสำอาง
การใช้เครื่องสำอางจัดเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มีมาแต่สมัยโบราณ มีการค้นพบว่า มีการใช้เครื่องสำอางมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ จีน อินเดีย และต่อมาจนถึงปัจจุบัน โดยชาวกรีกเป็นชาติแรกที่มีการแยกการแพทย์และเครื่องสำอางออกจากกิจการทางศาสนา และยังถือว่าการใช้เครื่องสำอางเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติต่อร่างกายให้ถูกต้องสม่ำเสมอ เป็นกิจวัตรประจำวัน
ศิลปะการใช้เครื่องสำอางและเครื่องหอมได้ถึงขีดสุดในระหว่าง 2 ศตวรรษแรกแห่งอาณาจักรโรมัน แล้วค่อยๆ เสื่อมลง และเมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมอำนาจลงในศตวรรษที่ 5 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางจึงแพร่หลายเข้าสู่ทวีปยุโรป นอกจากนี้ ชาวอาหรับก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในการผลิตเครื่องสำอาง โดยได้มีการดัดแปลง แก้ไขส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีคุณภาพดีขึ้น เช่น การใช้กรรมวิธีการกลั่นเพื่อให้มีความบริสุทธิ์สูง การใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวทำละลาย เป็นต้น
เมื่อศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แพร่หลายเข้าสู่ในประเทศฝรั่งเศสมากขึ้น เจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศสได้พยายามเสนอให้มีการแยกกิจการด้านเครื่องสำอางไว้เฉพาะ โดยให้แยกออกจากกิจการด้านการแพทย์ เนื่องจากกิจการด้านการแพทย์และเครื่องสำอางต้องอยู่ในการควบคุมของกฎหมาย ในระหว่างปี ค.ศ. 1400 – 1500 และความพยายามก็ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ.1600 ศิลปะการใช้เครื่องสำอางได้แยกออกมาจากกิจการด้านการแพทย์อย่างชัดเจน ต่อมาในปี ค.ศ. 1800 ได้มีการรวบรวมและแยกแยะความรู้ในด้านศิลปะการใช้เครื่องสำอางออกเป็นหลายๆ ประเภท เช่น เภสัชกร ช่างเสริมสวย นักเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งต้องใช้ความรู้ที่ได้มาจากเภสัชกรรมและครื่องสำอางมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละอาชีพ
การผลิตเครื่องสำอางในช่วงแรกๆ นั้น ยังมีกรรมวิธีการผลิตที่ไม่แน่นอน เครื่องสำอางบางประเภทมีขายในร้านขายยา การผลิตเป็นความรู้ส่วนบุคคลที่ได้รับสืบทอดมาหรือได้จากการศึกษาค้นคว้า ลองผิดลองถูก จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีผู้นำวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาช่วยในการผลิตแทนวิธีเก่า และเมื่อผลิตเครื่องสำอางแต่ละชนิดจะมีเครื่องหมายการค้าชัดเจน และ มีกรรม วิธีในการผลิตที่แน่นอน ทำให้เครื่องสำอางที่ผลิตขึ้นมีคุณภาพ สามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิต ทำให้มีการเพิ่มการผลิต และพยายามปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูงขึ้น ต่อมาได้มีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เข้ามาปรับปรุงคุณภาพของเครื่องสำอาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชาเคมี ได้มีส่วนเข้ามาช่วยในการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางให้มีคุณภาพสูง ในการผลิตแต่ละครั้งต้องมีส่วนประกอบที่คงที่ ได้ผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกัน มีหลักการเลือกใช้วัตถุดิบที่ได้มาตรฐานในการผลิต และมีการตรวจสอบคุณสมบัติ ตลอดจนการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง
ในปี ค.ศ. 1895 ได้มีการเปิดสอนวิชาการเครื่องสำอาง ในเมืองชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นครั้งแรก ทำให้นักศึกษาได้รู้จักวิธีการใช้เครื่องสำอางชนิดต่างๆ ในการรักษาผิวหนังและเส้นผม ต่อมาการศึกษาวิชานี้ได้แพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว

การศึกษาประวัติของเครื่องสำอาง อาจแบ่งตามยุคต่างๆ ตามประวัติศาสตร์สากลของโลก ได้ดังนี้
1. ยุคอียิปต์หรือยุคก่อนคริสตกาล
นักโบราณคดียกย่องให้ชาวอียิปต์เป็นชาติแรก ที่รู้จักคิดค้นและผลิตเครื่องสำอาง เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณวัตถุที่เก่าแก่ และร่องรอยในการทำพิธีกรรมทางศาสนา และการบูชาเทพเจ้าต่างๆ ในสมัยนั้น โดยได้มีการเผาเครื่องหอมหรือกำยาน และมีการใช้เครื่องเทศ สมุนไพร และน้ำมันต่างๆ สำหรับรักษาคงสภาพของศพไว้ เพราะมีความเชื่อว่า วิญญาณของคนที่ตายแล้วจะกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมอีกครั้ง ในความเป็นจริงประเทศจีน น่าจะเป็นชาติแรกที่มีการผลิตเครื่องสำอางขึ้นมาใช้ แต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการยืนยัน จึงถือว่าประเทศอียิปต์เป็นชาติแรกที่มีการผลิตเครื่องสำอางขึ้นมาใช้ โดยนักโบราณคดีได้ค้นพบหลักฐาน ดังต่อไปนี้
1.1 ที่ฝังพระศพของกษัตริย์องค์แรกในราชวงศ์เทไนท์ (Thenite) นักโบราณคดี ได้ค้นพบภาชนะที่ใช้บรรจุผงสำหรับทาเปลือกตา เรียกว่า Kohl ซึ่งทำมาจากผงเขม่าผสมกับพลวง โดยเครื่องสำอางที่พบนี้ น่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 3,500 ปี ก่อน คริสตกาล
1.2 ที่ฝังพระศพของกษัตริย์องค์ที่ 18 มีการค้นพบดินสอเขียนคิ้วและขอบตา (Stibium pencil) ซึ่งทำมาจาก แอนทิโมนีซัลไฟด์ (antimony sulfide) นอกจากนี้ยังมีการค้นพบ ภาพเขียนในกระดาษพาพีรูส (papyrus) แสดงรูปผู้ชายผู้หญิงใส่เครื่องประดับผม เรียกว่า นาร์ด (Nard) บนศีรษะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ชาวอียิปต์ในสมัยนั้น รู้จักการเสริมสวยแล้ว 1,500 ปี ก่อนคริสตกาล
1.3 ที่ฝังพระศพของกษัตริย์ทูทันคาเมน (Tutankhamen) นักโบราณคดีชื่อ ฮอเวิร์ด คาร์เตอร์ (Howard Carter) ได้ค้นพบเครื่องสำอางมากมายหลายชนิด รวมทั้งน้ำมันหอมชนิดต่างๆ จากกษัตริย์องค์นี้ เมื่อ 1,350 ปี ก่อนคริสตกาล
2. ยุคโรมัน
ในยุคที่โรมันเรืองอำนาจ ชาวโรมันได้เข้าไปครอบครองกรีกและอียิปต์ ไปจนถึงเมืองอเล็กซานเดรีย บุคคลที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ยุคนี้คือ จูเลียส ซีซาร์ (Jullius Caesar) มาร์ค แอนโทนี (Marcus Antonius) และ พระนางคลีโอพัตราที่ 7 (Cleopatra VII) ซึ่งพระนางคลีโอพัตรา รู้จักการเสริมสวยทำให้เป็นที่ดึงดูดใจแก่ผู้พบเห็น และยังเป็นผู้คิดค้นเครื่องสำอางหลายประเภท ชาวโรมันได้รับอิทธิพลจากชาวกรีกและชาวอียิปต์ จึงทำให้รู้จักศิลปะการใช้เครื่องสำอาง และการแต่งกาย
3. ยุคมืด
หลังจากอาณาจักรโรมันได้เสื่อมอำนาจลง เนื่องจากเกิดสงครามทางศาสนา ความ เจริญก้าวหน้าทางเครื่องสำอางก็หยุดชะงัก แต่ในขณะเดียวกัน ในโลกตะวันออกกลับมีความเจริญก้าวหน้าของศิลปะการใช้เครื่องสำอาง นำโดยประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งได้ทำการค้าติดต่อกับประเทศทางยุโรป ผ่านทางเอเชียไมเนอร์ หรือเอเชียตะวัตกเฉียงใต้ โดยมีการซื้อขายสินค้าต่างๆ เช่น เครื่องเทศ ผ้า รวมทั้งเครื่องสำอาง
4. ยุคอิสลาม
ยุคอิสลามอยู่ในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 7 – 12 หลังจากเสร็จสิ้นสงครามหลายศตวรรษ ความเจริญก็ได้เกิดขึ้นบริเวณเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ หรือเอเชียไมเนอร์ ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวอาหรับ ในยุคนี้เป็นยุคของการเกิดศาสดาของศาสนาอิสลาม คือ พระมะหะหมัด การเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ทำให้สามารถรวมรวบอาณาจักรตั้งแต่ซีเรียจดประเทศอียิปต์ และยังข้ามไปทวีปแอฟริกาไปยึดครองประเทศสเปนและยุโรปบางส่วนได้ ชาวอาหรับมีข้อดีคือ เมื่อสามารถยึดครองประเทศใดได้ จะไม่เผาทำลายบ้านเมือง แต่จะนำเอาวิชาการของประเทศนั้นๆ มาใช้ ในยุคนี้มีบุคคลที่มีความสำคัญต่อวงการเครื่องสำอางคือ อิบน์ ซีนา (Ibn Sina) เป็นชาวเปอร์เซียที่ค้นพบวิธีการกลั่นน้ำหอมจากดอกกุหลาบ (rose water) อีกคนหนึ่งคือ อาบู มอนเซอ มูวาฟแฟส (Abu Monsur Muwaffax) เป็นเภสัชกรชาวเปอร์เซียที่ค้นพบความมีพิษของทองแดงและตะกั่วในเครื่องสำอาง และยังค้นพบว่า สามารถใช้แคลเซียมออกไซด์ (CaO) ในการกำจัดขน อีกคนที่สำคัญก็คือ อูมาร์ อิบน์ อัล-อาดิม (Umar Ibn Al-Adim) เป็นนักประวัติศาสตร์และครู ชาวซีเรีย ได้เขียนคู่มือเกี่ยวกับการทำน้ำหอมไว้มากมาย ยุคอิสลามนี้เรืองอำนาจอยู่ 300 ปี ก็เสื่อมอำนาจลงเนื่องจากแพ้สงครามแก่ชาวคริสเตียนในประเทศสเปนและหมู่เกาะซิซิลี
5. ยุคยุโรปเริ่มเฟื่องฟู
ยุคยุโรปเริ่มเฟื่องฟูนี้ อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9 –10 โดยเริ่มแรกความเจริญรุ่งเรืองจะอยู่บริเวณยุโรปตอนใต้ แถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน แต่หลังจากที่มีการเผลแพร่ศาสนาคริสต์เข้าสู่ประเทศในยุโรป ก็ได้มีการเผยแพร่อารยธรรมและวัฒนธรรมเข้าไปด้วย โดยถือว่ากรุงโรมเป็นศูนย์กลางที่ได้รับการเผยแพร่อารยธรรมและวัฒนธรรม
6. ยุคยุโรปก้าวหน้า
ยุคยุโรปก้าวหน้า ถือเป็นยุคทองของยุโรป อยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 – 16 เป็นยุคที่ชาวยุโรปเริ่มมีการแสวงหาความรู้ทุกสาขาวิชา ได้มีการเปิดสถานที่ในการสอนวิทยาการทางการแพทย์และเภสัชกรรม โดยตั้งโรงเรียนที่เมืองซาลาโน (Salarno) และเปิดมหาวิทยาลัย ที่เมืองเนเปิลส์ (University of Naples) และมหาวิทยาลัยแห่งโบโลญา (University of Bologna) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการรักษาโดยการทำศัลยกรรมเป็นแห่งแรก และมีความเกี่ยวข้องกับเครื่องสำอางในยุคนี้ เป็นยุคที่ชาวยุโรป มีความรู้ในการผลิตน้ำหอมจากพืชและสัตว์บางชนิด และสามารถทำรูจ (rouge) สำหรับทาแก้มจากดินสีแดงที่เรียกว่า ซินนาบาร์ (cinnabar) ซึ่งมีไอร์ออน ออกไซด์ เป็นองค์ประกอบ นอกจากนี้ ยังสามารถทำแป้งทาหน้าจาก เลดคาร์บอเนต และรู้จักการทำน้ำมันแต่งผมจากน้ำมันพืชและน้ำมันดินจากธรรมชาติ

คำจำกัดความของเครื่องสำอาง
คำจำกัดความของเครื่องสำอาง มีมากมายหลายแบบ ขึ้นอยู่กับผู้ให้ความหมายว่ามีความต้องการสื่อหรือมีวัตถุประสงค์อย่างไร โดยมีหลักการและพื้นฐานในการให้คำจำกัดความดังต่อไปนี้
1. Cosmetics Science and Technology โดย Edward Sagarin พิมพ์ครั้งที่ 1 หน้า 4
- Articles intended to be rubbed, pour, sprinkle, or sprayed on, introduced into, or otherwise applied to the human body or any part thereof for cleansing, beautifying promoting attractiveness, or altering the appearance, and
- Articles intended for use as a component of such any article, except that the term shall not include soap.
2. หนังสือมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก. 152-2518) มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ได้ให้คำจำกัดความเครื่องสำอางว่า เครื่องสำอางหมายถึง :
- ผลิตภัณฑ์สิ่งปรุงเพื่อใช้บนผิวหนังหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ โดยถู ทา พ่น หรือ โรย เป็นต้น เช่นในการทำความสะอาดป้องกัน แต่งเสริมเพื่อความงาม หรือเปลี่ยนแปลงรูปลักษณะ
- สิ่งใดๆ ที่ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์สิ่งปรุงที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
3. หนังสือพิมพ์เภสัชกรรม สมัยสยาม ปีที่สิบห้า เล่มสาม พฤษภาคม ถึง มิถุนายน พ.ศ.2505 ได้ให้คำจำกัดความว่า เครื่องสำอาง หมายถึง ผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่มีความตั้งใจหรือจงใจผลิตขึ้นมาสำหรับใช้กับบุคคลใดโดยตรง เพื่อความมุ่งหมายในการทำความสะอาด หรือการทำให้เกิดความสวยงามโดยเฉพาะ ภายใต้กฎหมายควบคุมอาหาร ยา และเครื่องสำอางของสหรัฐอเมริกา ความหมายรวมไปถึง ยาและสารต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย ซึ่งจะต้องถูกควบคุมตามกฎหมาย และในด้านปฏิบัติการหรือเทคนิคต่างๆ ที่จะใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง รวมทั้งวิธีรักษาและเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับการทำความสะอาดร่างกายและการทำให้เกิดความสวยงามที่ใช้ในร้านเสริมสวยด้วย
4. พระราชบัญญัติ เครื่องสำอาง พ.ศ.2517 เครื่องสำอางหมายถึง
1. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ ทา ถู นวด โรย พ่น หยอด ใส่ อบ หรือด้วยอื่นใด ต่อส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเพื่อความสะอาด ความสวยงาม หรือส่งเสริมให้เกิดความสวยงาม ตลอดจนเครื่องประทินผิวต่างๆ ด้วย
2. วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอางโดยเฉพาะ หรือ
3. วัตถุอื่นที่กำหนดโดยกฎกระทรวงให้เป็นเครื่องสำอาง
คุณลักษณะเครื่องสำอาง เครื่องสำอางโดยทั่วไป จะต้องบอกคุณลักษณะของเครื่องสำอางนั้นๆ ไว้ ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เช่น ส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ ข้อควรระวัง ภาชนะและการบรรจุ รวมถึงการทดสอบ การตรวจหาปริมาณ และการวิเคราะห์ต่างๆ

ในการผลิตเครื่องสำอาง มีลักษณะการเตรียมหรือการผลิตเหมือนกับการเตรียมหรือการผสมยา แต่ในกรณีของการเตรียมเครื่องสำอางจะมีลักษณะที่เฉพาะเด่นชัดที่แตกต่างจากการผลิตยาอยู่ 3 ประการ คือ
1. เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นหอมชวนดม
2. มีลักษณะสวยงาม ทั้งลักษณะของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการบรรจุหีบห่อ
3. ใช้งานได้ง่าย สะดวกต่อการพกพา
ประเภทของเครื่องสำอาง
เครื่องสำอางสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท แต่โดยทั่วไปมักจะแบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1. เครื่องสำอางที่ไม่ได้ใช้แต่งสีของผิว
เครื่องสำอางประเภทนี้ ใช้สำหรับการทำความสะอาดผิวหนัง หรือใช้เพื่อป้องกันผิวหนังไม่ให้เกิดอันตรายจาสิ่งแวดล้อม เครื่องสำอางประเภทนี้ได้แก่ สบู่ แชมพู ครีมล้างหน้า ครีมกันผิวแตก น้ำยาช่วยกระชับผิวให้ตึง เป็นต้น
2. เครื่องสำอางที่ใช้แต่งสีผิว
เครื่องสำอางประเภทนี้ ใช้สำหรับการแต่งสีของผิวให้มีสีสดสวยขึ้นจากผิวธรรมชาติที่เป็นอยู่ เช่น แป้งแต่งผิวหน้า ลิปสติก รู้ช เป็นต้น
![]() |
เครื่องสำอางที่พบในท้องตลาดอาจจะแบ่งออกเป็น 10 ประเภท ดังนี้ 1. เครื่องสำอางสำหรับผิวหนัง ได้แก่ a. ครีมทาผิว b. ผลิตภัณฑ์ขจัดสิว c. ผลิตภัณฑ์ขจัดสีผิวและขจัดฝ้า d. ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและขจัดกลิ่นตัว e. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด f. ผลิตภัณฑ์ป้องกันแมลงกัดต่อย 2. เครื่องสำอางสำหรับผมและขน ได้แก่ a. แชมพูและครีมนวดผม b. ผลิตภัณฑ์ตกแต่งผม c. ผลิตภัณฑ์สำหรับโกนหนวดและกำจัดขน 3. เครื่องสำอางสำหรับแต่งตาและคิ้ว 4. เครื่องสำอางสำหรับแต่งใบหน้า a. ผลิตภัณฑ์พอกและลอกหน้า b. ผลิตภัณฑ์กลบเกลื่อน c. ผลิตภัณฑ์รองพื้นแต่งหน้า d. แป้งผัดหน้าและแป้งโรยตัว 5. เครื่องสำอางสำหรับแต่งแก้ม 6. เครื่องสำอางสำหรับแต่งปาก 7. เครื่องสำอางสำหรับทำความสะอาดผิวปาก และฟัน a. ครีมล้างหน้าและครีมล้างมือ b. ยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก 8. เครื่องสำอางสำหรับเล็บ 9. เครื่องสำอางสำหรับเด็ก 10. ผลิตภัณฑ์น้ำหอม |
ส่วนประกอบของเครื่องสำอาง
1. หัวน้ำหอม
1.1 หัวน้ำหอมที่ได้จากธรรมชาติ
1.2 หัวน้ำหอมที่ได้จากการสังเคราะห์
2. ไขมัน ส่วนที่เป็นลาโนลีน
2.1 ไขมันที่ได้จากสัตว์หรือแมลง
2.2 ไขมันที่ได้จากพืช
2.3 ไขมันที่ได้จากน้ำมันแร่
2.4 ไขมันที่ได้จากการสังเคราะห์
3. น้ำมัน
3.1 น้ำมันที่ได้จากสัตว์
3.2 น้ำมันที่ได้จากพืช
3.3 น้ำมันที่ได้จากน้ำมันแร่
3.4 น้ำมันที่ได้จากการสังเคราะห์
4. ตัวทำละลาย
4.1 น้ำ
4.2 แอลกอฮอล์
4.3 เอสเทอร์
4.4 คีโตน
5. สี
เครื่องสำอางประเภททำความสะอาด
![]() |
สบู่ก้อน คนไทยผลิตสบู่ก้อนใช้ในครัวเรือนมานาน โดยนำมาเป็นสารชะล้างเอนกประสงค์ จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ความนิยมในการใช้แชมพู สบู่เหลวมากยิ่งขึ้น ทำให้ภูมิปัญญาการผลิตสบู่เริ่มถดถอยจนแทบไม่เหลือในปัจจุบัน ข้อดี |
| ส่วนประกอบหลัก 1. ไขมัน สบู่จะมีคุณภาพดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับชนิดของไขมันที่ใช้เป็นส่วนประกอบ ไขมันที่นำมาใช้มีหลายชนิด มีทั้งน้ำมันชนิดระเหยยาก และไขมัน ไขมันแต่ละชนิดประกอบด้วยกรดไขมันมากกว่า 1 ชนิด โดยรวมตัวกับสารอื่นๆในไขมันอยู่ในรูปกลีเซอไรด์ เมื่อด่างทำปฏิกิริยากับกรดไขมัน กรดไขมันจะหลุดออกจากกลีเซอไรด์รวมตัวเป็นสบู่ สารที่เกาะอยู่กับกรดไขมันก็จะหลุดออกมาเป็นกลีเซอรีน ดังสมการ : กลีเซอไรด์ + ด่าง ------> เกลือของกรดไขมัน + กลีเซอรีน กรดไขมันแต่ละชนิดเมื่อรวมตัวกับด่างแล้ว จะให้สบู่ที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนี้ 1.1 ไขมันวัว สบู่ที่ได้จะแข็ง มีสีขาว อายุการใช้งานนาน มีฟองน้อยทนนานแต่นุ่มนวล ชะล้างสิ่งสกปรกได้ดี 1.2 น้ำมันมะพร้าว สบู่ที่ได้จะมีเนื้อแข็ง กรอบ แตกง่าย สีขาวข้น มีฟองมาก แต่มักจะทำให้ผิวแห้ง 1.3 น้ำมันปาล์ม สบู่ที่ได้จะแข็งเล็กน้อย ให้ฟองน้อยแต่คงทน ชะล้างสิ่ง สกปรก ได้ดีแต่ทำให้ผิวแห้งและผลิตเองได้ยาก 1.4 น้ำมันละหุ่ง เป็นน้ำมันที่ใช้เพิ่มคุณสมบัติความชุ่มชื้นและนุ่มแก่ผิวสบู่ ช่วย ให้ผิวนุ่มสบู่ที่ได้จะมีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก 1.5 น้ำมันมะกอก สบู่ที่ได้จะแข็ง ใช้ได้นาน มีฟองเป็นครีมนุ่มนวลมาก ให้ ความชุ่มชื้นไม่ทำให้ผิวแห้ง เนื่องจากต้องนำเข้าจากต่างประเทศจึงมีราคาแพง 1.6 น้ำมันรำข้าว เป็นแหล่งวิตามินE ให้ความชุ่มชื้น 1.7 น้ำมันงา ให้วิตามินE ให้ความชุ่มชื้น รักษาผิว มีกลิ่นเฉพาะตัว 1.8 น้ำมันเมล็ดทานตะวัน ทำให้สบู่นุ่มขึ้นแต่มีฟองน้อย 1.9 น้ำมันถั่วเหลือง ให้วิตามิน E ให้ความชุ่มชื้น เกิดฟองมากและทำให้เนื้อสบู่ มี รูพรุน ไม่สวยงาม 2. ด่าง 2.1 โซดาไฟ ( sodium hydroxide ) ทำให้ได้สบู่ก้อนแข็ง 2.2 โปตัสเซียม ไฮดรอกไซด์ ( potassium hydroxide ) ทำให้ได้สบู่เหลว 2.3 น้ำขี้เถ้า ปริมาณด่างที่ใช้ทำปฏิกิริยาปกติค่า pH ของผิวหนังค่อนข้างมาทางกรดอ่อน pH ของสบู่ที่ดี ควรอยู่ระหว่าง 8-10 เพื่อให้ผิวหนังที่สัมผัสสบู่ ภายหลังล้างออก จะสามารถปรับสภาพเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการทำปฏิกิริยาระหว่าง กรดไขมันและด่าง จึงต้องทำให้ด่างและไขมันหมดพอดี หรือเหลือไขมันเพียงเล็กน้อย ห้ามมีด่างเหลือภายหลังการทำปฏิกิริยา เพราะจะเป็นอันตรายต่อผิวหนัง |
|
![]() |
สบู่เหลว ข้อดี คือ
|
|
ส่วนประกอบหลัก คือ สารชำระล้าง ได้แก่สบู่ของเกลือpotassium หรือเกลือtrithanolamine หรืออาจใช้สารลดแรงตึงผิวชึ่งแบ่งออกเป็น |
|
แชมพู เป็นสารทำความสะอาดที่ใช้กับเส้นผม ทำให้ผมดูสะอาดสวยงามขึ้น มีส่วนประกอบคล้ายสารซักฟอกสังเคราะห์ แต่เลือกใช้สารลดแรงตึงผิวที่ใช้กับวัสดุที่ละเอียดอ่อน คือ ชนิดที่มีสองประจุ และใส่น้ำหอมให้แตกต่างออกไป อย่างไรก็ดี แชมพูมักนิยมใส่สารลดแรงตึงผิวประจุลบ เพราะให้ฟองดีในน้ำทุกสภาพ แต่ระคายเคืองตา น้ำยาดัดผม สารประกอบหลักในแชมพู ได้แก่

ครีมนวดผม
เนื่องจากแชมพูส่วนมากประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวประจุลบ ซึ่งทำให้ผมฟูหลังการสระ จึงต้องมีการใช้สารทั่วไปหักล้างปะจุลบที่เหลืออยู่ โดยใช้น้ำยานวดผมซึ่งมักเป็น ผลิตภัณฑ์ในรูปของครีมที่มีประจุบวก และมักมีสมบัติเป็นกรด เพื่อช่วย กำจัดคราบและทำให้ผมนิ่ม จัดทรงง่าย
น้ำยาดัดผม เป็นเครื่องสำอางเสริมแต่ง มีสารประกอบหลักคือ เบส และไธโอไกลโคเลต เนื่องจากเส้นผมประกอบขึ้นด้วยสารเคราตินเป็นส่วนใหญ่ เคราตินเป็นโปรตีนที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 12 ชนิด เชื่อมกันด้วยพันธะซีสตีนไดซัลไฟด์ ซึ่งทำให้เส้นผมแข็งแรง และยืดหยุ่นได้ หลักของการดัดผมจะต้องทำให้เคราตินอ่อนตัวลงโดยใช้เบสแล้วจึงให้สารเคมีไธโอไกลโคเลต ทำปฏิกิริยาในเส้นผม ตรงพันธะไดซัลไฟด์ให้แตกออกเมื่อผมถูกม้วนก็จะงอตามรอยม้วนได้ เมื่อได้ความหยิกงอตามที่ต้องการแล้ว ต้องใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดจัดพันธะของผมใหม่ ซึ่งก็คือน้ำยาโกรกผม และยังมีสารปรุงแต่งอื่นๆเพื่อช่วยปรับสภาพเส้นผม ได้แก่ สารเพิ่มความมันของเส้นผมและสารป้องกันการแตกหัก
1. สารลดแรงตึงผิว ซึ่งทำให้เกิดฟอง และเป็นตัวทำความสะอาดเส้นผมและศีรษะ สารลดแรงตึงผิวที่เหมาะจะใช้ในแชมพู ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดดี
- เกิดฟองเร็วทั้งในน้ำอ่อนและน้ำกระด้าง
- ให้ฟองคงตัวอยู่นาน
- สามารถทำให้ฟองเพิ่มขึ้น และคงตัวด้วยการเติมสารอย่างอื่นลงไป
- ต้องไม่ทำให้ผมแก้งกรอบ สามารถจัดทรงได้ง่าย
- ล้างฟองออกหมดได้ง่าย
- ไม่ระคายเคือง
2. สารปรุงแต่งในแชมพู ใส่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแชมพู และเพื่อผลทางการค้า เช่น สารเพิ่มฟอง สารปรับสภาพเส้นผม ได้แก่ลาโนลินและกลีเซอรอล สารทำให้ขุ่น สารทำให้ใส สารเพิ่มความหนืด สารกำจัดคราบ สารกันเสีย ได้แก่ ฟอร์มาลดีไฮด์ และสารกันรังแค
ครีมและโลชั่นล้างหน้า ครีมและโลชั่นล้างหน้า มีสารประกอบหลักคือน้ำมัน ไขมันและขี้ผึ้ง สมบัติที่สำคัญของครีมและโลชั่นล้างหน้าคือความสามารถในการทำความสะอาดเครื่องสำอาง และคราบสิ่งสกปรกออกจากใบหน้า โดยไม่ทำให้ผิวแห้งหรือเกิดความเหนียวเหนอะหนะจนเกินไป สารเคมีหลักได้แก่ เครื่องสำอางผสมสารกันแดด
1. น้ำมันแร่ ซึ่งสังเคราะห์แยกจากปิโตรเลียม เป็นสารที่เหมาะสมในการทำเครื่องสำอาง เพราะมีความคงตัวสูงมาก ไม่เกิดการเหม็นหืนและมีราคาถูก ทำความสะอาดได้ดี เช็ดล้างออกได้ง่าย
2. ไขผึ้งเป็นไขมันธรรมชาติ ซึ่งต้องผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ เพื่อให้เนื้อครีมมีลักษณะเป็นเนื้อเดียว เป็นเอสเทอร์ของกรดไขมันกับแอลกอฮอล์ที่มีOH 1 หมู่ ไขมันเป็นเอสเทอร์ของกลีเซอร์รอล
3. น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ต้องมีความบริสุทธิ์ มีจุลินทรีย์ไม่เกิน 1000 โคโลนีต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
4. สารปรุงแต่ง ใส่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการทำให้ผิวหน้านุ่ม ให้ความชุ่มชื้น บำรุงรักษาผิวหน้า นอกจากนี้ บางผลิตภัณฑ์จะเติมกรดลงไปเพื่อรักษาสภาพเดิมของผิวหน้าซึ่งเป็นกรด มีค่าpH 5-6 และบางสูตรมียาฆ่าเชื้อด้วย

สารที่นำมาใช้ป้องกันแดดมี 2 ชนิดคือ
1. สารกรองแสงทางฟิสิกส์ ทำหน้าที่กระจายแสงเหนือม่วง ( ultraviolet , UV ) ไม่ให้ถูกผิวหนังโดยตรงเช่น สังกะสีออกไซด์ และไทเทเนียมออกไซด์ ซึ่งจะกระจายแสงเหนือม่วงจากผิวหนัง
2. สารกรองแสงทางเคมี ทำหน้าที่ดูดซึมพลังงานแสงเหนือม่วงเอาไว้ในตัวและเกิดปฏิกิริยาเคมีในตัวสารแสงเหนือม่วง หรือ UV มีช่วงความยาวคลื่นระหว่าง 200-400นาโนเมตร
ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ
1. UV-A มีความยาวคลื่นในช่วง 320-400 นาโนเมตร เป็นช่วงคลื่นที่ทำให้เกิดสีผิวคล้ำขึ้นเป็นสีแทน
2. UV-B มีความยาวคลื่นในช่วง 290-320 นาโนเมตร เป็นช่วงคลื่นที่ทำให้เกิดอาการจากแสงแดดเผา ทำให้ผิวคล้ำ อาการแดงอักเสบที่ผิวและปวดแสบปวดร้อน
3. UV-C มีความยาวคลื่นในช่วง 200-290 นาโนเมตร เป็นแสงส่วนที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโดยไม่มีผลต่อการทำให้เกิดผิวคล้ำ แต่ทำให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนได้ แต่ส่วนมากจะถูกกรองโดยโอโซนในชั้นบรรยากาศ สารกรองแสงที่ใช้ได้แก่ โฮโมซาเลต ซึ่งถ้าใช้ในปริมาณร้อยละ 15 ทำหน้าที่เป็นผลิตภัณฑ์กรองแสง แต่ถ้าใช้ในความเข้มข้นร้อยละ 8 ทำหน้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวคล้ำขึ้น
ข้อมูลจาก :158.108.70.5/e-book/oila/2.html
: chem.sci.tsu.ac.th/users/yutthakorn/sub/CH358/doc/Cosmetic%20History.doc
คำทำนายอวสานโลก ปี 2012

ฮือฮาไม่ใช่เล่น เมื่อมีการเปิดปูมจดหมายของ เซอร์ ไอแซค นิวตัน บิดาแห่งฟิสิกส์และดาราศาสตร์ยุคใหม่ ที่ทำนายว่าโลกจะถึงกาลอวสานในปี 2060 หรืออีก 53 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นเวลาที่การวางรากฐานของอาณาจักรโรมันในยุโรปตะวันตก เวียนมาครบ 1,260 ปี ไม่มีใครบอกได้ว่าคำทำนายดังกล่าวจะเป็นจริงหรือไม่ หรือถ้าเป็นจริง คนที่มองโลกในแง่ดีสุดขีด โดยเฉพาะในรายที่ย่างเข้าเลข 2 แก่ๆ แล้ว คงไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่ถึงป่านนั้น แหม...มันตั้งอีก 50 กว่าปีเชียวนะ
การทำนายทายทักถึงวันอวสานของโลกมีมากมายหลายทฤษฎี เชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ขึ้นอยู่กับว่าใช้หลักการหรือศาสตร์ใดมาสนับสนุนคำทำนาย
ทฤษฎีที่โด่งดังมากสุดคงต้องยกให้กับคำทำนาย ที่ว่า โลกบูดเบี้ยวใบนี้จะแตกดับในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 หรืออีกแค่ 5 ปีข้างหน้า...ด้วยชุดเลขสวย 212012 ทฤษฎีนี้คิดค้นขึ้นโดยชนเผ่ามายัน วันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาต์ (Long Count) หรือ ปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน โดยปฏิทินลอง เคาต์ เล่มล่าสุดนั้น เริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และจะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (baktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี การเริ่มต้นของ 13 รอบบักตุน เรียกได้อีกอย่างว่า “อาทิตย์ดวงที่ 5” ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะเวียนมาบรรจบเพื่อก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ครบ 5 ดวง ในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 โดยคำทำนายระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ไล่เรียงตั้งแต่ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่งไปจนถึงสงครามอภิมหาโลกาวินาศจนไม่มีมนุษย์คนใดมีชีวิตรอด ซึ่งอย่างหลังนี้อาจเชื่อมโยงได้กับทฤษฎีสงครามโลกครั้งที่ 3 ของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง
สถานการณ์น่าระทึกในวันอวสานโลกข้างต้นตามจินตนาการของ อง โคลด โคเวน นักเขียนหนังสือแนวอภิปรัชญาชาวฝรั่งเศส บรรยายว่า ให้นึกถึงภาพตัวเองอยู่ในสถานีรถไฟอันแออัดตอนเช้า แล้วทันใดนั้นก็เกิดเหตุโกลาหลครั้งใหญ่ทั้งธรรมชาติแปรปรวนและระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบควบคุมการทำงานของเครื่องจักรเครื่องยนต์ต่างๆ ขัดข้อง จนเป็นเหตุให้ขบวนรถไฟในชานชาลาพากันวิ่งออกไปคนละทิศ คนละทาง คล้ายกับซี่วงล้อเกวียน ในสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนั้นยังกดดันให้คุณจำเป็นต้องเลือกขึ้นรถไฟสักขบวน อย่างน้อยก็ยังรอดจากการโดนรถไฟทับตาย แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่คุณไม่มีทางรู้เลยว่า รถไฟขบวนที่หลับหูหลับตาขึ้นไปนั้นจะพาคุณไปไหน?
น่าแปลกที่นอกจาก 212012 จะเป็นวันสุดท้ายของปฏิทินชนเผ่ามายันแล้ว ยังมีข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่ระบุไว้ว่า จะเกิดพลังงานลึกลับที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไปตลอดกาล โดยในเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรมากที่สุดในช่วง ฤดูหนาวของปี 2012 นั้น ดวงอาทิตย์จะอยู่ในระนาบเดียวกับใจกลางของทางช้างเผือกเป็นครั้งแรกในรอบ 2.6 หมื่นปี ซึ่งหมายความว่า พลังงานทุกประเภทจากใจกลางของทางช้างเผือกจะถาโถมและเกิดการปะทะกับพลังงานทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นของโลกในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 เวลา 23.11 น. (11.11 pm ตามเวลาสากล)
สมมติว่า มีมนุษย์เหลือรอดบนโลก ก็ไม่อาจรู้ว่าจะจำตัวเองได้หรือไม่ เนื่องจากพลังงานทั้งหลาย แหล่ข้างต้นจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ ดีเอ็นเอ นำมาซึ่งการกลายพันธุ์ หรือสรุปคร่าวๆ ได้ว่า ถึงตอนนั้นโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คนที่รอดต้องดิ้นรนสร้างสิ่งต่างๆ นับจากศูนย์
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ชี้ว่า ปี 2012 คือปีที่ซูเปอร์โวลคาโน หรือภูเขาไฟใต้น้ำครบกำหนดเวลา 7.4 หมื่นปีที่จะทำลายหรือระเบิดตัวเอง โดยสัญญาณเตือนภัยครั้งล่าสุด คือ โศกนาฏกรรมคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี 2004 ที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า โครงสร้างพื้นผิวโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และการระเบิดของซูเปอร์โวลคาโนอาจไม่ใกล้ไม่ไกลบริเวณที่เคยเกิดสึนามิมาก่อน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ระยะหลังมานี้ เกิดเหตุแผ่นดินไหว ดินถล่ม และน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบเหือดแห้งบ่อยครั้งทั่วโลก เป็นไปได้ที่ส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่าโครงสร้างของพื้นผิวโลกกำลังขยับและเปลี่ยนแปลงตัวเองโดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัว
อีกหนึ่งทฤษฎียิ่งน่าสะพรึงกลัวเข้าไปอีก เมื่อมีการย่นระยะเวลาอวสานของโลกให้ใกล้เข้ามามากกว่านั้น โดยกลุ่มเชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ก่อตั้งโดย เจ.อาร์.บ็อบ ด็อบบ์ส ทำนายว่า จุดจบของโลกจะเกิดขึ้นในวันที่ 5 ก.ค. หรืออีกไม่กี่วันข้างหน้า
เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส เป็นลัทธิแนว โพสต์โมเดิร์น (เชื่อเรื่อง Scientology แบบเดียวกับ ทอม ครูซ) และเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มที่เสียดสีความเชื่อทางศาสนา ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มไซอันโตโลจี, ยูนิฟิเคชัน เคิร์ช หรือกลุ่มที่เกลียดการแบ่งแยกเชื้อชาติ นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ด็อบบ์ส ได้ประกาศว่า กองทัพจานบินนอกโลกจะยกขบวนมาถล่มโลกช่วงต้นเดือน ก.ค. โดยจะทำลายล้างทุกคนที่ต่อต้านลัทธิเชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ขณะที่นักบวชหรือสาวกของกลุ่มจะได้ร้บการช่วยเหลือให้พ้นจากภัยพิบัติดังกล่าว
ในเว็บไซต์ของ เชิร์ช ออฟ เดอะ ซับจีเนียส ได้มีการเชิญชวนให้บรรดาสาวกมาร่วมกันเตรียมพร้อมกับวันอวสานโลก โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของวันสิ้นโลกนั้น ทางกลุ่มจะจัดคอนเสิร์ตร็อกและประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของกลุ่ม ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ด้านนักวิทยาศาสตร์บางรายกลับมองว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกจะเป็นภัย คุกคามที่ย้อนกลับมาทำลายล้างมนุษยชาติเองในท้ายที่สุด โดยในบทความเรื่อง “วันสิ้นโลก” ของไมเคิล แฮนลอน ในเว็บไซต์เดลี เมล์ ระบุว่า วันสิ้นโลกที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากการระเบิดครั้งใหญ่ของโลกตามคำทำนายใดๆ ทั้งสิ้น ทว่า กลับเป็นภัยเงียบที่ก่อตัวมานาน ที่มนุษย์กลับไม่เคยใส่ใจหรือรู้สึกต่างหาก
ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 1990 ที่คอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ หลังจากนั้น โลกเราได้รู้จักอินเทอร์เน็ตและสามารถคิดค้นเครื่องจักรและหุ่นยนต์ ที่มีศักยภาพทัดเทียมหรือเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าไปทุกที
และช่วงศตวรรษที่ 20 ได้เกิดปรากฏการณ์เครื่องจักรที่เคยถูกสร้างเพื่อเป็นทาสรับใช้ ผันตัวเองมาเป็นผู้ควบคุมมนุษย์โลก และจุดจบของโลกจะเริ่มขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 มี.ค. 2065 ที่บรรดาหุ่นยนต์อันชาญฉลาดได้หันมาเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นบ้านใหม่สำหรับพวกมัน และเริ่มเข้ามาควบคุมมนุษย์โลก จนในช่วงปลายศตวรรษเดียวกัน มนุษย์นับพันล้านคนต้องขาดแคลนอาหาร และในท้ายที่สุดในปี 2100 ต้องผันตัวเองกลับไปใช้ชีวิตในถ้ำอย่างในอดีต ขณะที่เมืองต่างๆ ก็ตกเป็นของเหล่าเครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคำทำนายทุกรูปแบบจะน่าสะพรึงกลัวสักเท่าใด ก็ไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า เวลานี้โลกของเราอาการหนักจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อนที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าเกินไปจน ทำให้หลายชาติอยากแสดงแสนยานุภาพของตัวเองเต็มแก่ หากโลกไม่แตกอย่างคำทำนาย ก็คงมีสักวันที่ต้องล่มสลายตามอายุขัย เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครเคยทำนายเลยว่า จริงๆ แล้วโลกมีอายุยืนยาว กี่ปีกันแน่?

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
เรียกได้ว่ากระแสความดังของศิลปินชายกลุ่มใหม่ ที่มาพร้อมกับท่าเต้นผาดโผนนามว่า "2PM" ไม่หยุดอยู่ที่เกาหลีเท่านั้น เพราะพวกเขาข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาขโมยหัวใจสาวๆ ถึงประเทศไทยเลยทีเดียว หลังจากออกซิงเกิ้ลอัลบั้ม Hottest Time of the Day และทันทีที่โมเดิร์นไนน์ทีวี หยิบเอารายการ "Hot Blood Guys ปฏิบัติการหนุ่มล่าฝัน" มาออกอากาศต้อนรับปีใหม่ ก็เรียกกระแสความนิยมเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัว เพราะเป็นรายการคล้ายๆ กับเรียลลิตี้โชว์ บอกเล่าเรื่องราวของ "2PM" ว่ากว่าจะมาเป็นศิลปินคุณภาพ และได้ออกอัลบั้มนั้นมีที่มาอย่างไร
งานนี้ทำเอาสาวๆ ติดตามเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ไม่ไปไหน พร้อมๆ กับอยากรู้จัก 7 หนุ่ม 2PM ให้มากขึ้น วันนี้กระปุกดอทคอมไม่รอช้า รีบทำตามคำเรียกร้อง พาเพื่อนๆ ไปเจาะลึกประวัติ "2PM" กันค่ะ...

"2PM" เป็นวงน้องใหม่แกะกล่อง ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในแดนกิมจิ แต่กว่าที่พวกเขาจะก้าวเข้ามาโลดแล่นในวงการบันเทิงได้นั้น ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก โดยพวกเขาได้รับคัดเลือกเข้ามาเป็น 1 ใน 13 คน ที่ผ่านการออดิชั่นมาจากทั่วประเทศ จากนั้นก็ต้องเข้าคอร์สฝึกอบรมทั้งการร้อง เล่น เต้น
ซึ่งหลังจากผ่านการฝึกฝนอันเข้มข้นก็ใช่ว่าทั้ง 13 คน จะได้ผ่านเข้ามาในวงการบันเทิง เพราะต้องถูกคัดออกไปอีก 2 คน ให้เหลือเพียง 11 คน ซึ่ง 4 คน ที่เชี่ยวชาญในด้านเพลงจะถูกส่งไปเดบิวในชื่อ "2AM" ส่วนอีก 7 คนเชี่ยวชาญในด้านการเต้น ก็จะได้เดบิวในชื่อวง "2PM" ซึ่งสมาชิก 7 คนของ "2PM" ประกอบด้วย...

ชื่อ – สกุล : Park Jaebeom
วันเกิด : 25 เมษายน 1987 (พ.ศ. 2530)
ตำแหน่ง : Rapper, นักร้อง
ภาษา : อังกฤษ / จีน
การศึกษา : Dankook University
น้ำหนัก : 55 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 175 เซนติเมตร

ชื่อ – สกุล : Kim Junsu
วันเกิด : 15 มกราคม 1988 (พ.ศ. 2531)
ตำแหน่ง : นักร้อง
ภาษา : จีน / อังกฤษ
การศึกษา : Donga School for the Arts
น้ำหนัก : 73 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ชื่อ – สกุล : Ok Tae Cyeon
วันเกิด : 27 ธันวาคม 1988 (พ.ศ. 2531)
ตำแหน่ง : Rapper, นักร้อง, นายแบบ
ภาษา : จีน / อังกฤษ
การศึกษา : Dankook University
น้ำหนัก : 76 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 185 เซนติเมตร

ชื่อ – สกุล : Nichkhun Horvejkul (คุณ - นิชคุณ หรเวชกุล หนุ่มน้อยหน้าใสจากประเทศไทย)
เกิด : 24 มิถุนายน 1988 (พ.ศ. 2531)
ตำแหน่ง : นักร้อง, นายแบบ, นักแสดง
ภาษา : เกาหลี / จีน / อังกฤษ / ไทย
การศึกษา : Los Osos High School (USA)
น้ำหนัก : 61 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร

ชื่อ – สกุล : Jang Wooyoung
วันเกิด : 30 เมษายน 1989 (พ.ศ. 2532)
ตำแหน่ง : นักร้อง
ภาษา : จีน
การศึกษา : Seoul School for the Arts (Dance Major)
น้ำหนัก : 65 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ชื่อ – สกุล : Lee Junho
วันเกิด : 25 มกราคม 1990 (พ.ศ. 2533)
ตำแหน่ง : นักร้อง
ภาษา : จีน
การศึกษา : Ho Won University (Program acting Major)
น้ำหนัก : 64 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

ชื่อ – สกุล : Hwang Chansung
วันเกิด : 11 กุมภาพันธ์ 1990 (พ.ศ. 2532)
ตำแหน่ง : นักร้อง, นายแบบ, นักแสดง
ภาษา : จีน
น้ำหนัก : 72 กิโลกรัม
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้พวกเขาจะสามารถผ่านการออดิชั่นมาได้แล้ว แต่พวกเขาก็ต้องฝึกฝนทักษะด้านการเต้นที่หนักขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแบบบีบอย หรือแบบอาโครบาติก (ผาดโผน) เพราะ JYP Entertainment ต้นสังกัด ต้องการคนที่เชี่ยวชาญในด้านการเต้นอย่างแท้จริง โดยทำการเปิดตัวในรายการ Hot Blood Man ทางช่อง Mnet จนได้รับเสียงกรี๊ดและกระแสตอบรับอย่างท่วมท้น อาจเป็นเพราะหน้าตาใสๆ หล่อๆ และประโยคเด็ดๆ ที่ว่า ... ถ้าผมไม่สามารถทำวงบอยแบนด์วงใหม่ ให้แตกต่างจากบอยแบนด์ทั่วไปในยุคนี้ได้ ผมคงจะไม่เปิดตัวออกมาอย่างแน่นอน! ... บวกกับความสามารถด้านการเต้นที่ขนมาเอาใจแฟนเพลง ทำให้พวกเขากลายเป็นขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ได้ไม่ยาก


สำหรับรายการ "Hot Blood Guys ปฏิบัติการหนุ่มล่าฝัน" มีความยาวทั้งหมด 8 ตอน ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.00 - 11.00 น. ทางช่อง 9 เริ่มเทปแรกวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2552 เป็นต้นไป โดย คุณ - นิชคุณ สมาชิก 2PM พูดถึง "Hot Blood Guys ปฏิบัติการหนุ่มล่าฝัน" ว่า ตอนแรกทีมงานก็ประชุมกันว่าจะทำรายการที่ไม่เหมือนใครครับ โดยจะมีภารกิจที่จัดขึ้นมาโดยไม่บอกให้พวกเรารู้ก่อน ตอนแรกก็บอกว่าพรุ่งนี้ต้องรีบตื่น เพราะจะพาไปตกปลาที่เกาะ แต่ที่ไหนได้ พอเช้ามืดมีเสียงนกหวีดดัง แล้วมีทหารเอาเสื้อผ้ามาให้ใส่ แล้วออกไปฝึก ไปวิดพื้นอะไรแบบนี้ครับ เหนื่อยมากๆ
"คือจริงๆ แล้วจุดประสงค์ของรายการนี้คือ อยากจะให้พวกเรารักกันครับ เพราะมีคนเคยบอกว่าถ้าคนเหนื่อยสุดๆ แล้วจะแสดงธาตุแท้ออกมาใช่ไหมครับ นั่นแหละครับเลยเป็นที่มาของภารกิจโหดนั้น แต่ทางพี่ๆ ทีมงานก็บอกว่าเวลาเหนื่อยอย่าคิดถึงตัวเองครับ ให้คิดถึงเพื่อนๆ ในกลุ่ม เพื่อจะได้รักกันมากๆ สามัคคีกันเพื่อวันข้างหน้าครับ ส่วนประสบการณ์ที่จำไม่ลืมคือ ตอนที่ต้องคัดสมาชิกออก พวกเราเศร้ากันมากเลยครับ ตอนนั้นพอต้องรู้ว่ามี 3 คนที่ต้องออก แล้วทีมงานบอกพวกเขาต้องกลับบ้านไปเลย ไม่ได้เจอกันอีก ไม่ได้เป็นศิลปิน เศร้ากันมากครับ" นิชคุณ กล่าว

ประวัติ 2PM ประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PMประวัติ 2PM2pm thailand2pm thailand2pm thailand2pm thailand2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2pm thailand 2PM JYP 2PM JYP 2PM JYP 2PM JYP 2PM JYP แล้วเตรียมพบกับ 2pm new album อัลบั้ม Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change 2pm Time For Change
เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
![]() |
|
||||||||||||||
![]() |
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
ขอขอบคุณข้อมูลดีดี จาก : ระบบงานรับนิสิตใหม่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 ) รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553 รับตรง ม.ศ.ว - ( สอบตรง มศว.ปี 53 - มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร ประจำปี 2553
|
การรับตรงของมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ
ที่ไม่ใช้คะแนน A-NET เป็นองค์ประกอบในการคัดเลือกฯ
สถาบันอุดมศึกษา คณะ/สาขาวิชา ช่วงรับสมัคร
1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่มีเปิดรับ -
2. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
- องค์ประกอบในการรับเข้าอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดรับภาคพิเศษ ไม่ระบุ
3. มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไม่มีเปิดรับ -
4. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- องค์ประกอบในการรับเข้าอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดรับภาคพิเศษ ไม่ระบุ
5. มหาวิทยาลัยทักษิณ เปิดรับโควตาความสามารถพิเศษ
- คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ทัศนศิลป์ดุริยางค์สากล ศิลปะการแสดง
- คณะนิติศาสตร์ (ภาคสมทบ) ใช้วิธีสอบสัมภาษณ์รับสมัครถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552
6. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีเปิดรับ -
7. มหาวิทยาลัยนเรศวร
- องค์ประกอบในการรับเข้า อยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดรับภาคพิเศษ
- คณะมนุษยศาสตร์
- คณะสังคมศาสตร์
- คณะนิติศาสตร์
- คณะวิศวกรรมศาสตร์
- คณะวิทยาศาสตร์
- คณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์(องค์ประกอบในการรับเข้า อยู่ระหว่างการพิจารณา)
8. มหาวิทยาลัยบูรพา
- องค์ประกอบในการรับเข้าอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดรับภาคพิเศษ
- คณะมนุษยศาสตร์
- คณะรัฐศาสตร์
- คณะนิติศาสตร์
ประมาณเดือนมีนาคม
รายละเอียดทางเว็ปไซด์www.buu.ac.th สถาบันอุดมศึกษา คณะ/สาขาวิชา ช่วงรับสมัคร
9. มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่มีโครงการเปิดรับตรงเพิ่มเติม -
10. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไม่มีโครงการรับตรงเพิ่มเติม -
11. มหาวิทยาลัยแม่โจ้ - คณะผลิตกรรมการเกษตร
- คณะประมง
- คณะวิทยาศาสตร์
รับสมัครถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2552
12. มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
- มหาวิทยาลัยจัดสอบข้อเขียนเองทุกสำนักวิชา/สาขาวิชา (ที่มีที่ว่าง) เดือนเมษายน – ประมาณวันที่
15 พ.ค. 52 www.mfu.ac.th
13. มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ - สำนักวิชาศิลปศาสตร์ รับ 240 คน
- สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ รับ 10 คน
- สำนักวิชาการจัดการ รับ 520 คน
- สำนักวิชาสารสนเทศศาสตร์ รับ 430 คน
- สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร รับ 210 คน
- สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และทรัพยากรรับ 210 คน
- สำนักวิชาสหเวชศาสตร์และสาธารณสุขศาสตร์รับ 70 คน
- สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ รับ 10 คน
- สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบรับ 70 คน2 ก.พ. 52 - 17 พ.ค. 52www.wu.ac.th
14. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ดูจำนวu3609 .ผู้ผ่านการคัดเลือกจาก Admissions ก่อนถ้าบางคณะได้จำนวนไม่ครบ จะเปิดรับเพิ่ม
15. มหาวิทยาลัยศิลปากร
- คณะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์การรับดูจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกจาก Admissions ก่อนถ้าบางคณะได้จำนวนไม่ครบ จะเปิดรับเพิ่ม
16. หาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
- ใช้ GPAXดูจำนวนผู้ผ่านการคัดเลือกจาก Admissions ก่อนถ้าบางคณะได้จำนวนไม่ครบ จะเปิดรับเพิ่ม
17. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
- คณะวิศวกรรมศาสตร์ รับ 20 คน
- คณะศิลปกรรมประยุกต์ รับ 40 คน
- คณะเกษตรศาสตร์ รับ 150 คน
- คณะรัฐศาสตร์ รับ 30 คน
- คณะบริหารศาสตร์ รับ 70 คน
- คณะวิทยาศาสตร์ รับ 100 คน
- คณะศิลปศาสตร์ รับ 70 คน
เดือนมีนาคม 2552
สถาบันอุดมศึกษา คณะ/สาขาวิชา ช่วงรับสมัคร
18. ส.เทคโนโลยีลาดกระบัง ไม่มีนโยบายเปิดรับเพิ่ม -
19. ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
- คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์
- คณะอุตสาหกรรมเกษตร
(ปราจีนบุรี)
- คณะเทคโนโลยีและการจัดการ
อุตสาหกรรม (ปราจีนบุรี)
เดือนพฤษภาคม 2552
20. ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี - ทุกคณะ เดือนมีนาคม 2552
21 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
ไม่มีนโยบายเปิดรับเพิ่ม
มหาวิทยาลัยราชภัฎบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
- เปิดรับตรงโดยเปิดรับเป็นช่วงเวลาผ่านทางระบบ Internet และสามารถสมัครได้ด้วย
ตนเองได้ตลอดเวลาที่มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยจะมีการทดสอบความรู้เพื่อวัด
ระดับความรู้ของผู้สมัคร (ไม่ได้ทดสอบเพื่อคัดออก) ทั้งนี้การเปิดรับของมหาวิทยาลัย
ราชภัฏจะยึดนโยบายรัฐบาลที่จะต้องรับทุกคนที่ไปสมัครเพื่อให้ผู้สมัครได้เข้าเรียน
ตรงตามสาขาวิชาและศักยภาพของตนเอง
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
- เปิดรับตรงก่อนและหลังการคัดเลือกฯ ระบบ Admissions โดยผู้สมัครบางส่วน
มหาวิทยาลัยจะทำการทดสอบเอง และการรับสมัครเข้าศึกษาบางส่วนใช้คะแนนจาก สกอ.
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
- เปิดรับตรงทุกสาขาวิชา ระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 – 6 มีนาคม 2552 รับสมัคร
ผ่านทางระบบ Internet และสามารถสมัครได้ด้วยตนเอง ผู้สมัครไม่ต้องทำการทดสอบ
แต่อย่างใด ทางมหาวิทยาลัยจะตรวจสอบคุณวุฒิทางการศึกษาให้ตรงตามสาขาที่
เปิดรับเท่านั้น
มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์
- เปิดรับตรงทุกสาขาวิชา ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2551 – 24 พฤษภาคม 2552 โดย
ผู้สมัครไม่ต้องทำการทดสอบแต่อย่างใด ทางมหาวิทยาลัยจะตรวจสอบคุu3603 .วุฒิทางการ
ศึกษาให้ตรงตามสาขาที่เปิดรับ และพิจารณาจาก GPA และ PR เท่านั้น
มหาวิทยาลัยราชภัฎธนบุรี
- เปิดรับตรงทุกสาขาวิชาตลอดเวลา โดยเปิดรับผ่านระบบ Internet และสามารถสมัคร
ได้ด้วยตนเอง แต่กำหนดการรายงานตัวเป็นช่วงเวลา องค์ประกอบในการเข้าศึกษา
มหาวิทยาลัยจะตรวจสอบคุณวุฒิให้ตรงตามสาขาที่เปิดรับ และบางสาขาวิชาจะมีการ
สัมภาษณ์ เช่น สาขาทางด้านศิลป
มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี
- เปิดรับตรงสองรอบ โดยรอบที่สองจะใช้คะแนนจาก สกอ. และการรับสมัครเข้าศึกษา
บางส่วนใช้คะแนน GPA
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
ไม่มีการรับสมัครเพิ่มเติม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
- เปิดรับตรงทางเวปไชต์ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2551 – 28 กุมภาพันธ์ 2552
- สมัครด้วยตนเอง ตั้งแต่วันที่ 2 – 13 มีนาคม 2552
ทางมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้จัดทดสอบเอง
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี
- เปิดรับตรงทางเวปไชต์ ตั้งแต่ ตุลาคม 2551 – 31 มกราคม 2552
- สมัครด้วยตนเอง ตั้งแต่วันที่ 1 – 28 กุมภาพันธ์ 2552
ทางมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้จัดทดสอบเอง
|
โครงการรับตรง ปีการศึกษา 2553
การรับสมัครคัดเลือกโดยวิธีรับตรง (แบบปกติ)
หมายเหตุ องค์ประกอบและค่าร้อยละในการรับบุคคลเข้าศึกษาในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวิธีรับตรง (แบบปกติ)
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
![]() |
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย