เมื่อ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้ เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 มีผลบังคับใช้แล้ว เท่ากับว่าประเด็นการเพิ่มค่าต๋งเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ก็ต้องหาข้อสรุปโดยเร็ว
แม้ว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวจะเปิดช่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปช่วยชำระหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) จากที่ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งให้สำนักงานคุ้มครองเงินฝากอยู่แล้ว 0.4%
โดยประเด็นเรื่องตัวเลขที่จะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ยังไม่ใช่ประเด็นร้อน แต่เรื่องที่นายแบงก์ใหญ่ต่างออกมาเรียกร้องคือ ความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาคในการแข่งขันของแบงก์พาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่ไม่ต้องจ่ายค่าต๋ง
แบงก์โวยแข่งขันไม่เท่าเทียม
"บัณฑูร ล่ำซำ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย แสดงความคิดเห็นว่า ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ต้องนำส่งเงินเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝากอยู่แล้ว การจะเปลี่ยนนำไปชำระหนี้ก่อนเป็นเรื่องที่ทำได้ หรือแม้กระทั่งจะเก็บเงินนำส่งเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 1% ตามกฎหมาย เพื่อไปชำระหนี้ก็เป็นระดับที่พอรับได้ เพราะถือว่าเป็นภาระที่เกิดขึ้นในระบบ แต่ประเด็นที่ซ้อนขึ้นคือกรณีแบงก์เฉพาะกิจไม่มีต้นทุนต้องนำส่ง 0.4% เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ทั้งที่มีการระดมเงินฝากในตลาดเดียวกัน
"ทำให้การแข่งขันในตลาดเงินฝากเขย่งกันอยู่ เพราะคนหนึ่งจ่ายค่าต๋ง อีกคนไม่ต้องจ่าย ทั้งนี้ไม่ได้เรียกร้องให้เก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากแบงก์รัฐ เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตถึงการแข่งขันที่มีผู้ได้เปรียบจากที่ไม่มีต้นทุน เพื่อเป็นข้อมูลให้รัฐบาลซึ่งมีอำนาจตัดสินใจนำไปประกอบการพิจารณา"
นายบัณฑูร ชี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือระบบธนาคารที่มีต้นทุนสูงจะแข่งขันหาเงินฝากลำบากขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อระบบธนาคารพาณิชย์ทำให้กำไรลดลง ส่วนผลต่อเสถียรภาพรวมยังยากที่จะประเมิน การที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปสู่ประชาชนทั้งหมดนั้นไม่สามารถทำได้ เพราะการกำหนดดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากมีกลไกตลาดเป็นตัวกำหนด ขณะที่คู่แข่งธนาคารเฉพาะกิจมาค้ำราคาเพราะมีต้นทุนต่ำกว่า
ขณะที่ นางกรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ปีนี้ธนาคารจะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากที่ต้องนำส่งค่าธรรมเนียมเพื่อใช้ชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ พร้อมกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทำให้ต้องเฝ้าระวัง
"หนี้กองทุนฟื้นฟูฯเป็นปัญหาของส่วนรวม เราก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศ เรายอมรับ แต่ขอให้มีการช่วยกันจากทุกฝ่าย และขอให้กติกาแบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์เหมือนกัน เพราะต้นทุนที่ต่างกันในปัจจุบันแบงก์พาณิชย์ก็หน้ามืดแล้ว หากมากกว่านี้จะทำให้ระบบการเงินผันผวนมาก และทำให้ระยะยาวอ่อนแอลง เพราะไม่มีประเทศไหนที่มีระบบเงินฝาก 2 ระบบ หากต้นทุนขึ้นทั้งระบบจะกระทบไม่มาก จึงอยากให้ดูความเสมอภาค"
นางกรรณิการ์กล่าวรับว่า ปีนี้ส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) จะลดเหลือไม่ต่ำกว่า 3% จากปี"54 เป็นผลจากการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากที่สร้างความผันผวน ทำให้เน้นการเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย
กดประสิทธิภาพ "ดบ.นโยบาย"
ด้าน นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ให้ความเห็นว่า กรณีที่ธนาคารเฉพาะกิจเพิ่มบทบาทในตลาดเงินฝากมากขึ้น จนปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 29% ซึ่งฐานเงินฝากของแบงก์พาณิชย์ทยอยลดลง เป็นประเด็นที่น่ากลัว เพราะถ้าอนาคตเงินฝากแบงก์รัฐเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 50% เท่ากับว่าเงินฝาก 50% ถูกกำกับดูแลโดยรัฐบาล ก็จะลดทอนประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายการเงิน อีกทั้งอำนาจการกำกับดูแลของ ธปท.อ่อนกำลังลง
สอดคล้องกับ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ที่เห็นว่า ธนาคารรัฐเข้ามาแข่งขัน ทำให้มีเงินฝากไหลออกจากธนาคารพาณิชย์เข้าสู่ธนาคารเฉพาะกิจ ส่งผลให้การส่งผ่านนโยบายการเงินไปสู่ระบบเศรษฐกิจไม่มีประสิทธิภาพ แต่ ธปท.คงไม่สามารถเข้าไปจัดการปัญหาได้ทั้งหมด เนื่องจากธนาคารเฉพาะกิจไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท.
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องการแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐบาล ซึ่ง ธปท. จะทำหนังสือแสดงความกังวลไปยังกระทรวงการคลัง และถ้ามีโอกาสก็คงจะเข้าหารือกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในประเด็นการแข่งขันที่เท่าเทียมกัน เพราะผลจากที่สถาบันการเงินของรัฐสามารถออกผลิตภัณฑ์เงินออมที่ให้ดอกเบี้ยสูง ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต้องรักษาฐานลูกค้า จึงไม่สามารถลดดอกเบี้ยตามดอกเบี้ยนโยบาย มีผลต่อประสิทธิภาพของการดำเนินนโยบายการเงิน
เปิดข้อมูลฐานเงินฝากแบงก์รัฐ
จากที่แบงก์รัฐไม่ต้องเสียค่าต๋งทำให้ออกผลิตภัณฑ์เงินออมดอกเบี้ยสูงเข้ามาดูดเงินฝาก สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันนั้น ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พบว่ายอดเงินฝากรวมของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 4 แห่งคือ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) มีการเติบโตอย่างน่าสนใจ (ดูตาราง) ซึ่งพบว่า ณ สิ้นเดือน พ.ย. เงินฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจรวม 2.8 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วน 28%ของทั้งระบบ ส่วนเงินฝากธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ 7.39 ล้านล้านบาท
ธนาคารออมสินถือว่าเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ออกผลิตภัณฑ์ดูดเงินฝากแข่งกับธนาคารพาณิชย์มากที่สุด ช่วง 4 ปีที่ผ่านมามียอดเงินฝากเติบโตก้าวกระโดด โดยสิ้นเดือน พ.ย. 2554 ธนาคารออมสินมียอดเงินฝากอยู่ที่ 1.42 ล้านล้านบาท จากเมื่อ ม.ค. 2551 มียอดเงินฝาก 6.19 แสนล้านบาท เพียง 4 ปี ยอดเงินฝากเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว
สำหรับ ธ.ก.ส. ล่าสุดมียอดเงินฝาก 8 แสนล้านบาท จาก ม.ค. 2551 มียอดเงินฝากอยูที่ 5.07 แสนล้านบาท ขณะที่ ธอส.มียอดเงินฝาก 5.68 แสนล้านบาท จากเมื่อ 4 ปีที่แล้วมียอดเงินฝาก 4.77 แสนล้านบาท และไอแบงก์มียอดเงินฝาก 1.15 แสนล้านบาท จากเมื่อ ม.ค. 2551 มียอดเงินฝาก 1.29 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถาบันการเงินเฉพาะกิจอาศัยความได้เปรียบที่มีต้นทุนต่ำ เข้ามาแย่งฐานเงินฝากแบงก์พาณิชย์ แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้กระทบต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงสามารถทำกำไรเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ในปี 2554 ธนาคารกสิกรไทยมีกำไรสุทธิ 24,226 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.85% โดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 19.78% ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มีกำไรสุทธิ 27,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.2% โดยรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 4.9% และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) มีกำไรสุทธิ 36,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.9% รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 37.9%
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ