หากไม่นับเหตุแผ่นดินไหวพร้อมสึนามิเมื่อเดือน มี.ค. 2554 และภาวะน้ำท่วมใหญ่ในไทยช่วงปลายปีเดียวกันที่กระทบฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยอย่างหนัก
หากไม่นับเหตุแผ่นดินไหวพร้อมสึนามิเมื่อเดือน มี.ค. 2554 และภาวะน้ำท่วมใหญ่ในไทยช่วงปลายปีเดียวกันที่กระทบฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นในไทยอย่างหนัก ฤดูแห่งการรายงานผลประกอบการ (ไตรมาส 3 ปี 2554) ในช่วงนี้ ก็คือห้วงเวลาที่บีบหัวใจภาคเอกชนญี่ปุ่นมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะแทบจะเต็มไปด้วยข่าวร้ายรายวัน และส่งผลกระทบถึงระบบเศรษฐกิจญี่ปุ่นในภาพรวม ที่ภาคเอกชนแทบจะเป็นเนื้อเดียวกันกับภาครัฐไปแล้วในนาม “เจแปน อิงก์” (Japan Inc.)
ว่ากันว่า เจแปน อิงก์ ซึ่งมีหัวหอกนำโดยกลุ่มบริษัทส่งออกยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” หนักหนาสาหัสที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นที่คาดกันว่ารัฐบาลอาจต้องพบการขาดดุลการค้าเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี ในปีงบประมาณ 2554 (สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค. 2555) นี้ด้วย
ที่สำคัญก็คือปัญหาของเศรษฐกิจญี่ปุ่นย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปด้วย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งในแง่ของการเป็นฐานการผลิต และในฐานะคู่ค้า
หลังผ่านพ้นปีใหม่เป็นต้นมา บรรษัทญี่ปุ่นชั้นนำต่างก็ตบเท้ารายงานมหกรรมการเลย์ออฟ จากผลประกอบการไตรมาส 3 (สิ้นสุดเดือนธ.ค. 2554) อันแสนย่ำแย่
ซัมโก คอร์ป ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ให้กับโซนี่ คอร์ป และโตชิบา คอร์ป ประกาศเลย์ออฟ 1,300 อัตรา ส่วนบริษัท นิปปอนชีท กลาส ผู้ผลิตกระจกรถยนต์รายใหญ่ป้อนให้ค่ายมาสด้า คอร์ป ก็ต้องโละพนักงานถึง 3,500 อัตรา ก่อนจะตามมาด้วย เอ็นอีซี คอร์ป ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารรายใหญ่ในญี่ปุ่น ที่ประกาศเลย์ออฟหนักหนาสาหัสที่สุด 1 หมื่นอัตราทั่วโลก แบ่งเป็นในประเทศ 7,000 อัตรา และต่างประเทศอีก 3,000 อัตรา หรือคิดเป็น 8.6% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด
ไม่เพียงเท่านี้ อีกหลายบริษัทชั้นนำยังรายงานตัวเลขกำไรที่ดิ่งลงครั้งใหญ่หรือถึงขั้นขาดทุน จากผลพวงของภัยธรรมชาติ และผลกระทบของภาวะเงินเยนที่แข็งค่าต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน รวมแข็งค่าขึ้นแล้ว 7% ตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
พานาโซนิค โซนี่ มาสด้า และชาร์ป คอร์ป ต่างพบกับการขาดทุนที่ขยายวงเพิ่มขึ้น โดยที่ชาร์ปยังมีแผนที่จะระงับการผลิตโทรทัศน์ในโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของตนเองด้วย ซึ่งภาคการผลิตส่วนใหญ่ต่างก็เผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องย้ายฐานการผลิตออกไปนอกประเทศ และต้องไปกดดันซัพพลายเออร์อีกทีให้ตัดลดค่าใช้จ่ายลง
“เมื่อยักษ์ใหญ่อย่างโซนี่และชาร์ปย่ำแย่ลง บรรดาซัพพลายเชนทั้งหมดต่างก็ต้องขาดทุนตามไปด้วย เงินเยนกำลังฆ่าฐานการผลิตในญี่ปุ่นลง” มิตสึชิเงะ อากิโนะ จากบริษัทลงทุน อิจิโยชิ อินเวสเมนต์ แมเนจเมนต์ในกรุงโตเกียว เปิดเผยกับบลูมเบิร์ก
ทว่าปัญหาที่กระทบต่อไทยก็คือ แม้บริษัทเหล่านี้จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเงินเยนแข็งค่าจนต้องย้ายการผลิตออกนอกประเทศมากขึ้น เป้าหมายในการย้ายฐานการผลิตก็อาจไม่ใช่ประเทศไทย เนื่องจากมีบทเรียนมาแล้วจากภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนถึงแผนจัดการน้ำจนถึงปัจจุบัน บวกกับค่าจ้างที่แพงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งทำให้บางบริษัทตัดสินใจไม่ขยายฐานการผลิตในประเทศไทยต่อ และหันไปยังเพื่อนบ้าน อาทิ กัมพูชา เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย แทน
นอกจากนี้ ก็ต้องไม่ลืมว่าญี่ปุ่นยังเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 1 กับไทยในปีที่แล้ว และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย รองลงมาจากจีนในปีเดียวกันด้วย ผลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจญี่ปุ่นจึงย่อมกระทบต่อประเทศคู่ค้าตามมาด้วย
และปัญหาของเจแปน อิงก์ ก็ยังมีทิศทางยาวนานต่อเนื่องอีกตลอดทั้งปีนี้ อันเป็นผลมาจากเงินเยนแข็งค่า และไม่มีวี่แววว่าจะอ่อนค่าลง
เมื่อช่วงปลายปี 2554 นั้นเคยมีการคาดการณ์กันมาแล้วว่าเงินเยนญี่ปุ่นจะเป็นสกุลเงินที่น่าลงทุน หรือพูดให้ชัดว่าน่าเข้าไปเก็งกำไรมากที่สุดสกุลหนึ่งของโลก และจะให้เงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องอีกในปี 2555 นี้
แม้รัฐบาลญี่ปุ่น นำโดย จุน อาซึมิ รัฐมนตรีคลังสายเหยี่ยว จะส่งสัญญาณพร้อมเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนในตลาดแลกเปลี่ยนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องทันที หลังจากที่ทุ่มเงินเข้าซื้อดอลลาร์ไม่อั้นชนิดทุบสถิติสูงสุดมาเมื่อปีที่แล้วเพื่อฉุดให้เงินเยนอ่อนค่าลง ทว่าก็ไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ได้ผลเท่าใดนัก ตราบใดที่สหรัฐยังคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำแบบซูเปอร์โลว์ 00.25% ต่อไป ซึ่งจะยังคงทำให้นักลงทุนในสหรัฐกู้เงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปเก็งกำไรค่าเงินและเก็งกำไรด้านอื่นๆ ในหลายประเทศทั่วโลกต่อไป
และ เบน เบอร์แนนคี ก็ส่งสัญญาณมาแล้วด้วยว่าจะคงดอกเบี้ยต่ำนานไปถึงปี 2557 เป็นอย่างน้อย
ขณะที่วิกฤตการณ์หนี้ยุโรปที่ยังยืดเยื้อก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ฉุดยูโรให้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยนญี่ปุ่นต่อไป
เห็นได้ชัดว่าทิศทางของเจแปน อิงก์ ทั้งภาคเอกชน และรวมไปถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นในภาพรวมอาจมีทิศทางที่ไม่สวยนักในระยะยาว ซึ่งคงจะดีกว่าหากประเทศคู่ค้าและฐานการผลิตของเจแปน อิงก์ จะเตรียมตัวและเตรียมใจวางมาตรการรับผลกระทบกันตั้งแต่เนิ่นๆ
ที่มา: โพสต์ทูเดย์