อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงได้รับยาหอมจากนักลงทุนญี่ปุ่น แม้ว่าในช่วงปีที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วม รวมไปถึงปัจจัยการเมืองที่ไม่แน่นอน และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยต่างๆเหล่านั้นไม่ได้ทำให้นักลงทุนจากแดนปลาดิบมีการชะลอการลงทุนแต่อย่างไร
+อีซูซุ ยึดไทยหัวหาดฐานการผลิต
นายฮิโรชิ นาคางาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์อีซูซุในประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถที่สำคัญของอีซูซุ และเป็นศูนย์กลางอาร์แอนด์ดี หรือ อีซูซุ เทคนิคอล เอเชีย เซ็นเตอร์ (ไอทีเอ)ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและวิจัยของอีซูซุในภาคพื้นเอเชีย นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยคือ การทุ่มงบประมาณราว 6,500 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
สำหรับโรงงานแห่งใหม่จะแล้วเสร็จประมาณไตรมาสที่ 3 หรือเดือนตุลาคมของปี 2555 และจะทำให้อีซูซุมีกำลังการผลิตจากเดิมประมาณ 200,000 - 250,000 คันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 400,000 คันต่อปี
"เราคาดว่าตลาดรวมจะมียอดขายประมาณ 1 ล้านคัน และยอดขายของเราก็จะเป็น 200,000 คัน หรือ 20% ส่วนตลาดต่างประเทศที่มีการส่งออกทั้งที่เป็นซีเคดีและตัวรถไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ก็คาดว่าจะส่งออกประมาณ 50,000 คัน เมื่อรวมกันในปี 2555 อีซูซูน่าจะมียอดขายประมาณ 250,000 คัน"
นายนาคางาวะ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในปีนี้ รถปิกอัพน่าจะได้รับความนิยม โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50 - 60% ส่วนรถอีโคคาร์ ที่คาดว่าจะโตนั้น แต่หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาทำให้กระแสความต้องการรถปิกอัพมีเพิ่มสูงขึ้น โดยในส่วนของผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ทั้งหลายได้พยายามที่จะกลับมาผลิตให้เต็มร้อย แต่เนื่องจากยังติดปัญหาเรื่องผู้ผลิตชิ้นส่วนได้รับผลกระทบทำให้ไม่สามารถส่งมอบชิ้นส่วนบางชิ้นได้ ก็ทำให้การผลิตยังไม่สมบูรณ์ โดยคาดว่าในเดือนมีนาคมนี้สถานการณ์ต่างๆจะกลับมาผลิตได้เต็ม 100%
"ลูกค้าที่จองรถกับเราตอนนี้ ต้องรอรถประมาณ 3 เดือน เพราะเรายังไม่สามารถกลับมาผลิตได้เต็มที่ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับโรงงานของอีซูซุ แต่ติดที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ไม่สามารถผลิตและป้อนชิ้นส่วนกลับมาได้ตามความต้องการ ซึ่งเราก็คาดว่าภายในเดือนมีนาคมนี้ทุกอย่างจะพร้อม ส่วนความกังวลใจเรื่องน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ตรงจุดนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนของเราก็จะเป็นผู้รับหน้าที่ในการวางแผนการรับมือหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีกครั้ง แต่ในส่วนของอีซูซุเอง ถือว่ามีการเตรียมความพร้อมและยังยืนยันว่าจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปที่ไหนและจะยังคงลงทุนเพิ่มเติมต่อเนื่องไปอีก"
นอกจากแผนการสำหรับตลาดในประเทศแล้ว ในส่วนของการเตรียมรับมือกับเออีซี หรือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 อีซูซูก็ได้เล็งเห็นประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งอีซูซุมีโรงงานอยู่ในประเทศอาเซียนไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์,อินโดนีเซียและเวียดนาม โดยประโยชน์ที่จะได้รับก็จะมีการแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆในราคาที่ถูก และจะส่งผลทำให้ราคาขายรถก็จะอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม นอกจากนั้นแล้วในแง่ของความต้องการของผู้บริโภค ก็จะทำให้รับรู้พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในประเทศต่างๆได้ว่าเป็นอย่างไร และต้องการรถประเภทไหน
โดยนายนาคางาวะ กล่าวว่า ตลาดรถปิกอัพในอาเซียนมีจำนวนประมาณ 1 ล้านคัน และไทยเป็นตลาดใหญ่มีจำนวนความต้องการมากถึงปีละ 500,000-600,000 คัน รองลงมาคือ อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งแนวโน้มของตลาดรถปิกอัพในภูมิภาคนี้จะเติบโตสูงขึ้นอย่างแน่นอน
+โตโยต้าขยายผลิตเครื่องยนต์
ขณะที่ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า โดยบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นก็ได้ออกมาประกาศแผน เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์เบนซิน ZR สำหรับรถยนต์โตโยต้า โคโรลล่าอีกจำนวน 100,000 เครื่องต่อปี ด้วยเงินลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท การลงทุนดังกล่าวจะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 200 อัตรา ในบริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด และนอกจากจะเป็นการลงทุนในการผลิตเครื่องยนต์แล้ว ยังเพิ่มสายการผลิตการหล่ออะลูมิเนียมอีกด้วย โดยคาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จในปี 2557
โดยบริษัท สยามโตโยต้าอุตสาหกรรม จำกัด ถือเป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์หลัก สำหรับการประกอบรถยนต์ของโตโยต้าทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยรวมถึงการส่งออก ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัท เน้นการผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเป็นส่วนใหญ่ เพื่อตอบสนองตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ และในปัจจุบันความต้องการของลูกค้าในตลาดรถยนต์นั่งในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกมีแนวโน้มสูงขึ้น ทำให้โตโยต้าเล็งเห็นความสำคัญและโอกาสของการผลิตเครื่องยนต์เบนซินเพิ่มมากขึ้น จึงได้ทุ่มงบประมาณดังกล่าว
การลงทุนเพิ่มในครั้งนี้ จะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 840,000 เครื่องต่อปี หรือประมาณ 10% ของการผลิตรวมของโตโยต้าทั่วโลก ทั้งนี้ ยังได้เพิ่มสายการผลิตของงานหล่ออะลูมิเนียมซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญในการผลิตเครื่องยนต์รุ่นนี้อีกด้วย โดยการลงทุนในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของการผลิตรถยนต์ในประเทศและช่วยส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วบริษัท ยังมีแผนการส่งออกเครื่องยนต์เบนซิน ZR ไปยังกลุ่มโตโยต้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เช่น ประเทศเวียดนาม ไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี
การทุ่มเม็ดเงินขยายกำลังการผลิตของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ครั้งนี้เท่ากับเป็นการตอกย้ำความมั่นใจในศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์การผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก
ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ