Hot News
มะกันสะดุด ศก.โลกสะดุ้งน้ำมันแพงทั้งแผ่นดิน

ต้องยอมรับว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมัน ณ ปัจจุบันมาแรงแบบยั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ นอกเหนือจากความตึงเครียดบนคาบสมุทรอิหร่าน อันมีเหตุปัจจัยจากโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านที่ทำให้ชาติตะวันตกหนาวๆ ร้อนๆ จนต้องใช้มาตรการคว่ำบาตรกดดันอิหร่านให้ถอดใจแล้ว

ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันในตลาดที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสัญญาณบวกทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มว่ากำลังฟื้นตัว ยืนยันได้จากตัวเลขผลิตผลอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น 0.3% ดัชนีราคาผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น 0.4% และตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นอีก 2.27 แสนตำแหน่ง มากกว่าที่คาดหวังเอาไว้ถึง 3.1 หมื่นตำแหน่ง เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ชนิดที่ทำเอาเงินในกระเป๋าผู้บริโภคเบาหวิวได้ง่ายๆ

ทั้งนี้ แม้บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จากหลายสำนักจะเห็นตรงกันว่า ราคาน้ำมันแพงที่มีปัจจัยสืบเนื่องมาจากสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ จะถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่สมควรยอมรับได้

เพราะเมื่อมหาอำนาจฟื้น ประชาชนในประเทศก็ย่อมต้องมีแรงจับจ่ายใช้สอย จนประเทศต่างๆ ที่ทำมาค้าขายกับสหรัฐก็ย่อมได้รับอานิสงส์ตอบแทนจากความคึกคักนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 107 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,210 บาท) ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แถมยังมีปัจจัยกระเทือนต่อราคาน้ำมันที่ทำให้มีแนวโน้มเป็นไปได้ว่าราคาจะอยู่ในระดับราคาที่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลกินเวลานาน ก็ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักโดยเฉพาะจากฟากสหรัฐอดที่จะออกมาสะกิดไม่ได้ว่า ระดับราคาดังกล่าวอาจทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐเกิดอาการสะดุดเอาได้ง่ายๆ

เรียกได้ว่า สำหรับประเทศผู้บริโภคน้ำมันอันดับ 1 ของโลกอย่างสหรัฐ หากว่าเศรษฐกิจมีการขยับขยายเติบโต การปรับตัวเพิ่มของราคาน้ำมันย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความต้องการใช้น้ำมันมีมาก เนื่องจากน้ำมันเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในทุกๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคการผลิต หรือแม้กระทั่งภาคการเกษตร

ทว่า หากราคาพุ่งแรงมากเกินไป หรือมากกว่าราคาขายในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ที่ 3.83 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน (ราว 30.3 บาทต่อลิตร)

บรรดานักบริโภคนิยมมะกันชนทั้งหลายอาจเกิดอาการหวาดผวาเข็ดขยาดถึงขั้นลดการใช้จ่ายของตัวเองลง เนื่องจากเริ่มไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจของประเทศจะฟื้นตัวดีจริง

เพราะต้องไม่ลืมว่า สำหรับสหรัฐแล้ว ราคาน้ำมันในตลาดค้าปลีกที่ติดขายกันอยู่หน้าปั๊มในปัจจุบัน เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ชาวสหรัฐใช้ประเมินสุขภาพทางการเงินของตนเอง เนื่องจากเกือบ 80% ของชาวสหรัฐ ใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางไปทำงานในแต่ละวัน  

อีกหนึ่งหลักฐานยืนยันก็คือ ผลการศึกษาสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐของทอมป์สัน รอยเตอร์ส ซึ่งร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมิชิแกนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า แม้การซื้อขายในตลาดหุ้นจะเพิ่มขึ้น ขณะที่ตัวเลขการว่างงานจะลดลงจนน่าพึงใจในสายตาของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนก็ดี

แต่สำหรับบรรดาผู้บริโภคชาวสหรัฐ ซึ่งถือเป็นรากฐานที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตัวเลขเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถทำให้ชาวมะกันเชื่อมั่นได้ เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นทุกวันๆ คอยรบกวนจิตใจอยู่ตลอดเวลา โดยราคาน้ำมันของสหรัฐในปีนี้ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่แล้วถึง 17%

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า เมื่อน้ำมันเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน และถ้าต้องสิ้นเปลืองเงินส่วนใหญ่ในกระเป๋าไปกับของที่จำเป็นต้องใช้เสียแล้ว เงินน้อยนิดที่เหลืออยู่ก็สมควรที่จะหยอดกระปุกเก็บไว้ย่อมเป็นการปลอดภัยกว่าแน่นอน

ดังนั้น ของสิ้นเปลืองอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า ยันเฟอร์นิเจอร์ หรือแม้กระทั่งสินค้าอุปโภคบริโภคตัวอื่นก็คงต้องใช้อย่างประหยัดมัธยัสถ์ตามไปด้วย

และเมื่อบริษัทขายของไม่ได้ เนื่องจากผู้บริโภคไม่ซื้อ ก็ย่อมต้องชะลอการลงทุน พร้อมเดินหน้าตัดลดค่าใช้จ่าย เช่น การปลดคนงานออก กลายเป็นวงจรถดถอยซ้ำหล่มเดิม ทั้งๆ ที่อัตราการว่างงานเพิ่งจะชะลอตัวไม่เพิ่มขึ้นไปจากระดับ 8.3% ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

หรือแม้จะไม่ได้ปลดพนักงานออก แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ก็ส่งผลให้บรรดาธุรกิจห้างร้านในสหรัฐต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไล่เรียงตั้งแต่กระบวนการผลิตในโรงงานยันค่าขนส่ง ซึ่งท้ายที่สุดย่อมต้องกระเทือนผลประกอบการของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัย

พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ แม้บริษัทจะสามารถประคับประคองตัวไปได้ แต่ผลกำไรที่ได้คืนมากับที่ลงทุนลงแรงไปก็ดูจะไม่ค่อยคุ้มค่าสักเท่าไรนัก เนื่องจากโดนน้ำมันดูดเอาไปเสียส่วนใหญ่

เรียกได้ว่า ผลกระทบทั้งหมดจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันแพงที่นักวิเคราะห์ด้าน พลังงานคำนวณออกมานี้ มีแววกลายเป็นปัจจัยคุกคามร้ายแรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ทั้งๆ ที่เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มหนึ่งเพิ่งจะยอมรับว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นไม่น่าจะเป็นอันตรายร้ายแรงกระเทือนสหรัฐมากสักเท่าใดนัก

แต่ราคาน้ำมันที่ผันผวนในช่วง 23 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์เริ่มตระหนักได้ว่า ราคาน้ำมันในตลาดสหรัฐมีสิทธิขายแตะระดับที่ 4 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน (หรือราว 31.8 บาทต่อลิตร) หรือ 5 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน (หรือราว 39.6 บาทต่อลิตร) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

หรือหากมองในแง่ดีสักนิด ราคาน้ำมันอาจจะผ่อนคลายลงหลังจากหมดช่วงฤดูร้อน เนื่องจากปริมาณความต้องการลดลง แต่สถานการณ์ภายนอกอย่างอิหร่านก็ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐประเมินได้อย่างไม่มีลังเลว่า ราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยในปีนี้สมควรอยู่ในระดับที่ 3.79 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน (ราว 30 บาทต่อลิตร) ก่อนที่จะลดลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 3.72 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน (ราว 29.4 บาทต่อลิตร) ในปี 2556

แต่ราคาดังกล่าวก็ยังนับได้ว่าแพงเอาการอยู่ดีสำหรับเศรษฐกิจที่มีการเติบโตแบบกระท่อนกระแท่นของสหรัฐ

คริส คริสโตเฟอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ แสดงความเห็นว่า ปัจจัยด้านราคาน้ำมันเป็นเสมือนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงบรรดาธุรกิจและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในสหรัฐได้อย่างชะงัดนัก ซึ่งถ้าหากว่าสหรัฐไม่ต้องปวดหัวและหวั่นใจกับราคาน้ำมันแพงอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เศรษฐกิจประเทศย่อมต้องดีกว่าและแกร่งกว่ามากกว่าในขณะนี้แน่นอน

ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นนี้ยังส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐที่ต้องจ่ายเงินหลายล้านเหรียญสหรัฐให้กับบรรดาบริษัทน้ำมันในการชดเชยราคาเพื่อช่วยให้ชาวสหรัฐได้ใช้น้ำมันในราคาที่ไม่แพงมากนัก ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่น่าเจ็บปวดว่า รัฐบาลกลางของสหรัฐในขณะนี้กำลังเผชิญหน้ากับภาวะการขาดดุลอย่างหนักสูงสุดในรอบ 3 ปี

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่โลกจะได้เห็นประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ออกมาประกาศอย่างแข็งขันว่า จะเดินหน้าสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ พร้อมจะยุติโครงการชดเชยน้ำมันที่ผลาญงบประมาณของรัฐบาลเสียที

ทั้งหมดก็เพื่อให้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมัวห่วงหน้าพะวงหลังจากทั้งปัญหาเงินเฟ้อ หรือเงินฝืด ที่สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมัน และทำให้สหรัฐหวนกลับมาผงาดเป็นเบอร์ 1 ของโลกได้อย่างผ่าเผย สมกับที่หลายประเทศทั่วโลกตั้งความหวังเอาไว้

เพราะต้องไม่ลืมว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจของยุโรปที่กำลังท่วมหนี้ และเศรษฐกิจของจีนที่กำลังแผ่วความร้อนแรง

สหรัฐ จึงเป็นความหวังหนึ่งเดียวที่โลกต่างรอคอย

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ 

Comment
Share idea
* Name
* Comment
* Secure code
Other news
พาณิชย์จ่อปรับเป้าเงินเฟ้อ คาดทั้งปีต่ำ3%
โลกฟื้น เอเชียไม่ฟื้น ถึงเวลาปรับตัวเล็กพึ่งจีน
โฆษิต โลหะวัฒนะกุล นักเชื่อมรอยต่อโกลบอลแบรนด์
พลิกโฉมนักสื่อสาร CSR ลดสร้างภาพ-ตอบโจทย์ stakeholder
เทรนด์นักธุรกิจรุ่นใหม่ "เกาะไอที ลงทุนต่ำ กำไรสูง"
ดัชนีเชื่อมั่นร่วงทุกตัว ครึ่งปีหลังไม่สดใส
ข่าวร้ายถล่ม...เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง
5เทรนด์ใหม่"ยุคดิจิทัล"บีบหนังสือพิมพ์ปรับตัว
ต่างชาติพาเหรดลงทุนโคราช "นวนคร"ลุยขยายพื้นที่เฟส3
ทุนยุ่นไม่หวั่น"บาทแข็ง-เยนอ่อน" เคลื่อนทัพ บุกไทย
แฟนตาชี-การ์ตูนแรงฟีเวอร์!สมาคมหนังสือชี้ นิยายรัก ธรรมะแผ่ว
เตือนลงทุนพม่าหลังปี58 ที่แพง-ค่าแรงพุ่ง
» Read all

ภาษาญี่ปุ่น(เชิงธุรกิจ)วันละคำ

วันนี้ขอเสนอคำว่า
手続き (n.)
คำอ่าน(ฮิรางานะ) てつづき
คำอ่าน(โรมันจิ) te-tsu-zu-ki
แปลว่า การดำเนินการ, ขั้นตอนการเดินเรื่อง

ตัวอย่างการใช้
入学の手続きは今月中に完了しなければなりません。
にゅうがくのてつづきはこんげつちゅうにかんりょうしなければなりま
nyuu-ga-ku no te-tsu-zu-ki wa kon-ge-tsu-chuu ni kan-ryou-shi-na-ke-re-ba na-ri-ma-sen

คำแปล
การดำเนินการเข้าเรียนต้องทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนนี้

Contact us
Technology Promotion Association(Thailand-Japan)
Sukhumvit5-7 Sukhumvit Road
Soi 29 Klongtoey Nua Vadhana
Bangkok 10110
Tel. 0-2258-0320-5 ext. 1400 -1404
Tel(Direct) 0-2258-6437
Fax. 0-2258-6440, 0-2259-9117
Contact E-mail: , ,
J-SMEs Services
  1. Arrange business trip/ business matching
    • For Japanese investors (to Thai and Southeast Asia)
    • For Thai investors (to Japan)
  2. Arrange workshops for both Thai and Japanese SMEs
  3. Business Coordination Service
    • Advisory Service (providing business advises by short briefings, e-mails)
    • Market Research Service (questionnaire, focus group)
    • Arrange Local Business Trip (including creating lists of target companies, preparing schedules, appointments and interpreters for the trips)
    • Market Development Support (negotiations with local companies, management support)
  4. Interpreting and Translating Services