ไม่บ่อยครั้งนักที่ประเทศไทยจะได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก นอกเหนือไปจากการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (Asean Summit) พ่วงด้วยการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ซึ่งมีขึ้นทุกๆ ปีในแต่ละประเทศ ที่ดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนของอาเซียน
และการประชุม “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยเอเชียตะวันออก” (World Economic Forum on East Asia)ที่เพิ่งจบลงไปอย่างเงียบเหงา ก็ดูจะเป็นการประชุมระดับโลกครั้งสำคัญที่สุดที่ไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ นับจากเวทีประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) เมื่อปี 2546 เป็นต้นมา
พูดง่ายๆ ว่า นี่คือเวทีประชุมระดับโลกครั้งสำคัญให้ “ไทยแลนด์” ได้แก้ต่างฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุนต่อนานาชาติ หลังจากที่สูญเสียไปในเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2549 เหตุการณ์บุกโรงแรมระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่พัทยา เมื่อปี 2552 และเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ เมื่อปลายปี 2554
ทว่าน่าเสียดายอย่างสุดซึ้ง ที่ประเทศไทยไม่สามารถฉกฉวยประโยชน์ใดๆ มาได้เลยจากการเสียงบประมาณเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นครั้งที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่มีประเทศใดเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ WEF ว่าด้วยเอเชียตะวันออกซึ่งเคยจัดขึ้นแล้วที่อินโดนิเซีย เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ และมีแนวโน้มสูงเป็นอย่างยิ่งด้วยว่า “พม่า” ที่ถูกมองว่าด้อยกว่าประเทศไทยนั้น จะเปิดบ้านในกรุงเนย์ปิดอว์ เป็นเจ้าภาพ WEF ในปีหน้าได้ดีกว่าไทย
อินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดี ซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ถึงการเก็บเกี่ยวความสำเร็จจากการประชุมนานาชาติ สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์และศักยภาพของประเทศในเวทีโลกได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดของนักลงทุนต่างชาติ ภายในกลุ่ม 10 ประเทศอาเซียนทุกวันนี้
เส้นทางของอินโดนีเซียนั้นใช่ว่าจะราบรื่นมาก่อนหน้านี้ และอาจเลวร้ายยิ่งกว่าประเทศไทย เนื่องจากการก่อวินาศกรรมต่อเนื่องได้ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมหาศาล โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดบนเกาะบาหลีครั้งแรก ในปี 2545 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 202 คน เหตุระเบิดคาร์บอมบ์ที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท ในปี 2546 มีผู้เสียชีวิต 12 คน และเหตุระเบิดบาหลีครั้งที่ 2 ในปี 2548 มีผู้เสียชีวิต 26 คน ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวในประเทศอย่างหนัก และต้องใช้เวลาอีกหลายปีตามมาในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ประเทศ หลังจากที่สามารถจับกุมแกนนำก่อการร้ายได้หลายคน
นอกจากความมีเสถียรภาพทางการเมืองสูงจากการเป็นรัฐบาล 2 สมัย รัฐบาลกรุงจาการ์ตายังสามารถใช้ 2 เวทีประชุมนานาชาติในปี 2011 คือ อาเซียนซัมมิต และ WEF เอเชียตะวันออก เป็นเวทีย้ำความเชื่อมั่นต่อโลกได้เป็นอย่างดีว่า อินโดนีเซียพร้อมสำหรับการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก
ประธานาธิบดีซูซิโล สามารถกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน WEF ในปี 2554 ภายใต้หัวข้อ “การตอบรับโลกาภิวัตน์ยุคใหม่” ได้อย่างมั่นใจว่า เอเชียตะวันออกและอินโดนีเซีย จะสามารถเป็นแหล่งการลงทุนชั้นดีให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้ ทั้งในแง่ของฐานการผลิตและตลาดทุนในยามที่เศรษฐกิจฝั่งสหรัฐยังฟื้นตัวได้อย่างเชื่องช้า ขณะที่เศรษฐกิจยุโรปก็ย่ำแย่จากวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะจนต้องเข้าอุ้มกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส
นอกจากผู้นำอินโดนีเซียจะสร้างความเชื่อมั่นในวาระดังกล่าวได้แล้ว ยังมีการเปิดเวทีย่อยร่วมกับประธานาธิบดี ลีเซียนลูง ของสิงคโปร์ ให้ผู้สื่อข่าวสามารถซักถามประเด็นต่างๆ ได้อย่างเจาะลึกมากขึ้น และยังแสดงถึงความสามารถและวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ยังขนบรรดารัฐมนตรีสำคัญๆ เข้าร่วมในการสัมมนาวงย่อยต่างๆ อย่างคับคั่ง ซึ่งยังมีรัฐมนตรีเศรษฐกิจอีกหลายคนจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ร่วมกันย้ำถึงความพร้อมของภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี
ทิศทางเศรษฐกิจในอินโดนีเซียที่เริ่มดีอยู่แล้ว จึงยิ่งสดใสมากขึ้นไปอีกเมื่อ 2 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำ ฟิทช์ เรทติ้งส์ และมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศขึ้นอันดับเครดิตให้อินโดนีเซียในช่วงปลายปีเดียวกัน ซึ่งในปี 2554 นั้น อินโดนีเซียสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศได้ถึง 1.93 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ เอฟดีไอก็เพิ่มขึ้นถึง 30% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วไปอยู่ที่ 5,600 ล้านเหรียญสหรัฐเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อหันมาดูเปรียบเทียบกับ WEF ณ กรุงเทพมหานคร (กทม.) การประชุมกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อรัฐบาลไทยไม่ให้ความสำคัญกับเวทีนี้แม้แต่น้อย พิสูจน์ได้จากการจดจ่ออยู่กับการผลักดันร่างกฎหมายปรองดองเข้าสภา ทั้งที่ทุกฝ่ายต่างรู้ดีว่าจะนำมาซึ่งการชุมนุมประท้วงใหญ่ และการพยายามยับยั้งอย่างหนักในรัฐสภา
นอกจากการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานที่ไร้ซึ่งพลังของนายกรัฐมนตรีไทย ภายใต้หัวข้อ “กำหนดอนาคตผ่านการเชื่อมโยงทุกด้าน” จะไม่สามารถสะท้อนวิสัยทัศน์และทำให้ผู้ฟังเชื่อมั่นในประเทศไทยได้แล้ว หัวข้อเรื่องการเชื่อมโยง (Connectivity) ซึ่งกำลังเป็นประเด็นของทั้งอาเซียนและไทยเอง ในฐานะที่เป็นคนกลางเชื่อมโยงจีนและอาเซียนเข้าด้วยกันผ่านเส้นทางถนนและรถไฟความเร็วสูง ก็ยังไม่สามารถแสดงวิสัยทัศน์หรือตอบคำถามใดๆ ที่จะช่วยยกระดับความเป็นผู้นำของไทยภายในกลุ่มอาเซียนได้
ตรงกันข้ามกลับเป็นผู้นำอินโดนีเซียอีกครั้ง ที่สามารถยกระดับความสำคัญของอาเซียนได้ ด้วยการตอบคำถามสื่อ อยากเห็นอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้ามีเสถียรภาพ ความมั่นคง การเติบโตทางเศรษฐกิจ และให้อาเซียนมีบทบาทต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
และที่น่าผิดหวังไม่แพ้กันคือ นอกจากกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลังแล้ว ก็ไม่มีผู้แทนด้านการค้า การลงทุน และการเงินของไทย กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ย้ำความเชื่อมั่นต่อต่างชาติในเวทีประชุมดังกล่าว ยิ่งไม่ต้องระบุถึงนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เข้าร่วมแม้แต่หัวข้อประชุมที่เกี่ยวข้องด้วยมากที่สุดในเรื่อง “บทบาทสตรี” ด้วย
เวทีประชุม WEF ครั้งนี้ จึงไม่ต่างกับการเสียงบประมาณจัดงานครั้งใหญ่ ให้ “อองซานซูจี” ผู้นำฝ่ายค้านและเลขาธิการพรรคเอ็นแอลดีในพม่า แสดงวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำต่อทั่วโลก ประกาศความพร้อมของพม่าว่าพร้อมรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติ และยังฝากรอยแผลให้ประเทศไทยจากกรณีการไปเยือนแรงงานข้ามชาติใน จ.สมุทรสาคร ที่ถูกเอาเปรียบในหลายเรื่อง ซึ่งลงท้ายด้วยการยกเลิกกำหนดเดินทางมาเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีเต็งเส่ง ของพม่า
และสิ่งที่สะท้อนผ่านความเห็นของสื่อมวลชนต่างชาติทั่วโลก ก็มีเพียงเรื่องราวของซูจี และการประท้วงร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯ ของไทยเท่านั้น โดยที่ไทยไม่สามารถยึดพื้นที่สื่อต่างชาติได้แม้แต่น้อยว่า ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่แล้วจากปัญหาน้ำท่วมและความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า ไทยพร้อมรับการค้าการลงทุนจากทั่วโลก ในยามนี้ที่นักลงทุนทั่วโลกแห่หนีการลงทุนในตะวันตกมาซบเอเชียแทน
โอกาสของการชี้แจงที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงต้องหลุดลอยไปอย่างน่าเสียดายและไร้ซึ่งข้อแก้ตัว
ที่มา: โพสต์ทูเดย์