วันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2551 เวลา 13:10 น.
ผู้หญิงญี่ปุ่น ชอบ “เปรียบเทียบ”
การสำรวจครั้งนี้ได้มาจากการรวบรวมคำตอบของแบบสอบถามของผู้หญิง ญี่ปุ่นทั่วประเทศ สิ่งหนึ่งซึ่งฉันมองว่าน่าสนใจมาก คือ เรื่องของ “การเปรียบเทียบ” ที่ถูกจัดไว้ในความกังวลเรื่อง “สังคมและสิ่งรอบตัว” ของสาวญี่ปุ่น
คำว่า “เปรียบเทียบ” ในภาษาญี่ปุ่นใช้คำว่า “คุราเบะรุ” ซึ่งในที่นี้เป็นประเด็นใหญ่ในผลการสำรวจ
ประเด็นการ “เปรียบเทียบ” ที่ว่า ก็คือ การเปรียบเทียบ “ตัวเอง” กับ “ผู้อื่น” หรือ “คนรอบข้าง” ใน “สังคม” ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า มีสาวญี่ปุ่นจำนวนมากถึง 83% ที่อด “เปรียบเทียบ” ตัวเองกับคนอื่นไม่ได้
และเรื่องที่สาวญี่ปุ่นมักจะเปรียบ “ตัวเอง” กับ “คนรอบข้าง” มากที่สุด ก็มี
1. เรื่องแฟน
2. เงินเดือน
3. จำนวนเพื่อนที่คบหา และความป๊อบปูล่าร์
แฟน “ฉัน” กับ แฟน “เพื่อน” ใครดีกว่ากัน ?
เงินเดือน “ฉัน” กับ เงินเดือน “เพื่อน” ใครมากน้อยกว่ากัน ?
แล้ววันเกิด “ฉัน” มีคนแฮปปี้เบิร์ธเดย์มากขนาดไหน สู้วันเกิดของ “เพื่อน” ในเดือนก่อนได้หรือไม่ ?
คำถามเหล่านี้ถาโถมเข้ามาให้ได้ “เปรียบเทียบ” !
อาจมองได้ว่า ในญี่ปุ่นและคนที่ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมนั้น มีการ “เปรียบเทียบ” เป็นส่วนหนึ่งในชีวิต และเรื่องที่สาวญี่ปุ่น “เปรียบเทียบ” นั้น ช่างผิวเผินและไร้ซึ่งแก่นสารในสายตาของหลายๆคน
แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เพียงแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น ตัวเรา คนในครอบครัวเรา คนรอบข้างเรา ทั้งเพื่อน และเพื่อนที่ทำงาน และยังมีผู้คนอีกมากมายในโลก ที่ล้วนเกิดและเติบโตขึ้นในสังคมแห่ง “การเปรียบเทียบ” ที่ได้แทรกซึมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและระบบการคิดของเราไปแล้ว
ลูก “ฉัน” สอบเข้าอนุบาลโรงเรียนไหนได้ ?
แล้วลูก “คนข้างบ้าน” ไปโรงเรียนอะไร ?
โตขึ้น จะต้องสอบแข่งขันเข้าเรียนที่ไหน ?
“พี่น้อง” จบมหาวิทยาลัยอะไร ?
คบกับ “ใคร” เป็นเพื่อน ?
แล้ว “ใคร” เป็นคนที่มีโทรศัพท์ มีนาฬิกา หรือว่ามีกระเป๋ารุ่นใหม่กว่า?
ขับรถอะไรมาโรงเรียน มหาลัย หรือว่าไปทำงาน ?
คำถามทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไป เพื่อ “เปรียบเทียบ” กับ “ผู้อื่น” เพื่อให้รู้ความเป็นไปของเราในสังคม
หลายครั้งการ “เปรียบเทียบ” จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เราเครียดไปกับทุกอณูของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต
ไม่ว่าจะวิ่งหนีเท่าไร เราก็ยิ่งถูกมันรายรอบเข้าไปเท่านั้น !
การ “เปรียบเทียบ” ที่วิ่งเวียนวนอยู่รอบตัวเราไม่ยอมไปไหน !
ยิ่งผลักออกไปเท่าไร ยิ่งใกล้เข้ามา!
พูดอย่างนี้แล้ว ดูเหมือนว่าการ “เปรียบเทียบ” จะเป็นสิ่งที่แย่และมีแต่แง่ลบเต็มไปหมด แต่จริงๆแล้วผลดีที่เกิดจากการ “เปรียบเทียบ” ก็มีอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน
อย่างการ “เปรียบเทียบ” เพื่อให้รู้ว่าตัวเราก้าวไปไกลได้ขนาดไหน สิ่งที่ทำอยู่นั้น ได้มากหรือน้อยเพียงไร ต้องทำอย่างไร จึงจะทำให้เราพอใจ ภูมิใจได้มากกว่านี้
คุณภาณุ อิงคะวัต ผู้ก่อตั้งและบริหารแบรนด์ “Greyhound” เขียนไว้ในหนังสือชื่อ “ช่างคิด” อย่างสั้นๆ ง่ายๆ แต่ซ้ำไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเน้นย้ำให้เห็นและเด่นชัดว่า
“มันคิดได้ยังไง”
“มันคิดได้ยังไง”
“มันคิดได้ยังไง”
และยังมีประโยคๆนี้ อีกเป็นร้อยจบในสามหน้ากระดาษ
ฉันมองว่า ประโยคนี้มีความหมายเชิงเปรียบเทียบ “คนอื่น” กับ “ตัวเอง” ในเรื่องของผลสำเร็จที่ออกมา เมื่อคิดอย่างนี้ ใจเราจะมีคำถามต่อมาว่า “ถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างไร” ซึ่งเป็นนำการเปรียบเทียบไปใช้เริ่มกระบวนการคิดและสร้างสรรค์ต่อไปในแบบของ ตัวเอง
การ “เปรียบเทียบ” กับ “ผู้อื่น” ในลักษณะนี้ จึงเป็นการวิเคราะห์ ตีโจทย์และผลลัพธ์ที่ออกมาให้แตก เพื่อให้เกิดพลังในการสร้างสรรค์ พลังในการคิด และพลังในการมีชีวิตที่เป็นของ “ตัวเอง”
แต่หลายครั้งการ “เปรียบเทียบ” กลับไม่ได้สร้างพลังหรือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีขึ้น แต่กลับทำให้พลังงานในด้านลบที่มีผล “ทำลายตัวเอง” ก่อตัวขึ้นมา
ทำยังไงก็สู้ใครไม่ได้
ทำไปก็ไม่มีประโยชน์
ทำยังไงก็ไม่มีเบนซ์ขับ
ทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น
ดังนั้นจึงไม่ทำ จึงเลิกทำ เลิกพยายาม เลิกคิด แล้วก็เลิกฝันไปในที่สุด
ถ้าความคิดและพลังงานในด้านนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อไร ขอให้ระวัง !
เพราะนั่นหมายความว่า คุณกำลังตกเป็น “ทาส” ของการ “เปรียบเทียบ” ในแง่ลบไปเรียบร้อยแล้ว !