ESTATE1

ผู้เขียน : ESTATE1

อัพเดท: 27 ต.ค. 2008 16.27 น. บทความนี้มีผู้ชม: 49542 ครั้ง

มารับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ดี ๆ จากการไปฝึกงาน ณ ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 ปี จาก นักศึกษาโครงการ ESTATE รุ่นที่ 1


ช่วงหนึ่งของชีวิตกับ ESTATE 1........ธเนศ ชูวิเศษวณิชย์

1 ปีกับประสบการณ์ล้ำค่าด้าน Embedded Systems ในประเทศญี่ปุ่น

 

                หลังจากที่ได้ร่วมกันรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้าน Embedded Systems กันมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ฉบับ   เดือนเมษายน 2551  เป็นต้นมา  และฉบับนี้ถือว่าเป็นฉบับปิดท้าย  สำหรับผู้ที่เป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ท่านสุดท้ายนี้ ถือได้ว่า เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้ทางด้าน Embedded Linux ระดับป๋าทีเดียว (สำหรับ ESTATE รุ่นที่ 1) และเขาก็ได้ไปฝึกงานในบริษัทที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทที่เป็นผู้นำทางด้าน Embedded Linux ของประเทศญี่ปุ่น   ขอเชิญทุกท่านร่วมรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากคุณธเนศ  ชูวิเศษวณิชย์ต่อจากนี้ 

 

ช่วงหนึ่งของชีวิตกับ ESTATE 1

"เราคงเป็นดั่งเรือลำหนึ่ง ในทะเลแห่งชีวิตกว้างใหญ่" ประโยคนี้คงเหมาะสมสำหรับชีวิตผม  ในตอนนี้ที่สุดครับ หลังจากเกิดจุดหักเหมากมายในทะเลแห่งชีวิตของผม ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นจากโครงการดี ๆ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นที่ชื่อว่า "ESTATE" ครับ

ในวันที่ทราบข่าวว่ามีโครงการ ESTATE  ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสสำหรับนักพัฒนาไทยที่ทำงานด้านระบบสมองกลฝังตัวได้ไปฝึกเรียนรู้การทำงาน

ในประเทศที่เรียกได้ว่า เป็นผู้นำเทคโนโลยีโลกอย่างญี่ปุ่น ตอนนั้นผมเปรียบเทียบตัวเองคล้ายๆ กับ "หมาเห่าเครื่องบิน" ที่เกือบจะมองไม่เห็นทางที่จะได้โอกาสนี้ จนถึงวันสุดท้ายในการสมัครเข้าร่วมโครงการ คุณขนิษฐา ประสารสุข ได้แนะนำให้ผมลองเข้าร่วมแข่งขันในโครงการนี้ นี่ถึงเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตผม ตลอดมาจนได้ทราบว่าตนเองได้เป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่ได้ไปล่องเรือน้อย ๆ ออกไปสู้ทะเลแห่งการแข่งขันทางเทคโนโลยีของโลกที่ญี่ปุ่น  ผมดีใจมากครับ และจากวันนั้นก็ได้เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น รวมถึงเรียนในหลักสูตรที่โครงการจัดอบรมเพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งหมดเป็นเวลา 6 เดือน  แต่ด้วยความที่ตัวผมเองไม่ค่อยมีความสามารถด้านภาษาญี่ปุ่นเท่าไร จนถึงวันที่ก้าวลงจากเครื่องบินสู่สนามบินโอซาก้า จึงได้รู้สึกว่า บทเรียนชีวิตครั้งสำคัญได้เริ่มขึ้นแล้ว

เริ่มจากอุปสรรคทางด้านภาษา ที่ทำให้ผมเป็นใบ้และขาดความมั่นใจในการใช้ชีวิตในช่วงแรก ๆ เลยครับ หลังจากกลับมาคิดทบทวน และตั้งสติได้ ก็รู้ว่าตัวเองต้องเปิดประสาทสัมผัสทุก ๆ ด้านเพื่อซึมซับภาษาญี่ปุ่นให้ได้เร็วที่สุด เพื่อใช้ชีวิตอยู่รอดที่นี่ให้ได้ โดยตลอดช่วงเวลา 6 สัปดาห์ที่โอซาก้า ก็ได้เรียนทั้งภาษาและวัฒนธรรมของชีวิตคนญี่ปุ่นไปด้วยพร้อมๆ กัน จนวันที่ได้ย้ายจากศูนย์ฝึกอบรมโอซาก้า  ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2550 ออกไปสัมผัสความหนาวที่เมืองแห่งเทือกเขาสูง นางาโน ที่นั่นผมเกือบอยู่คนเดียว ถ้าไม่มีพี่คนไทยอีกคนอยู่ด้วยในช่วงสองเดือนแรก  หากไปอยู่คนเดียวเดี่ยว ๆ แต่แรก คงยากที่จะจินตนาการได้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร เพราะไม่มีคนไทยคนอื่นอยู่อีกเลยในเมืองนี้ อากาศที่หนาวเหน็บในช่วงปลายหนาว ก็อาจคร่าชีวิตน้อย ๆ ของคนที่ไม่รู้วิถีการใช้ชีวิตในเมืองหนาวก็เป็นได้ หลังจากผ่านช่วงปรับตัวในช่วงแรก ๆ ได้แล้ว ก็มาตั้งมั่นในการพัฒนาตัวเองเพื่อพร้อมในการซึมซับและเรียนรู้วิธีการทำงานรวมถึงความก้าวหน้าในเทคโนโลยีตามเป้าประสงค์ของโครงการอย่างเต็มที่ครับ โดยประสบการณ์ที่ได้สั่งสม รวมถึงอุปกรณ์ที่ได้มาเพื่อใช้ในการ "ล่องไปในกระแสน้ำแห่งเทคโนโลยี" ตลอดระยะเวลา 10 เดือน จะได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ต่อจากนี้ครับ

 

ลักษณะงานที่ทำ

บริษัทที่รับผมเข้าร่วมฝึกงานในโครงการนี้ คือ บริษัทที่เป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Embedded Linux ของญี่ปุ่น ชื่อว่า Lineo Solution, Inc. ครับ  ตั้งอยู่เมือง

นางาโน เป็นเมืองในเทือกเขาสูงตอนกลางของญี่ปุ่นครับ โดยผมอยากเล่าถึงความประทับใจแรกที่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในบริษัทนี้ คือ ทุกคนเป็นมิตรมาก ทำให้ผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นคนต่างชาติในกลุ่มชาวญี่ปุ่น (ถึงแม้ความจริงจะใช่ก็ตาม) ความประทับใจที่สอง คือ ในออฟฟิศขนาดบ้านสองชั้นที่แสนอบอุ่นท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บ กลับเป็นศูนย์รวมของคนที่เรียกได้ว่า "กูรู" หรือ "เทพ" ทางด้าน Embedded Linux ถึงกว่า 30 ชีวิต ซึ่งที่เมืองไทยเรา คงเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ที่จะหาคนเก่ง ๆ ทางด้านนี้ซึ่งทุกคนอัดแน่นด้วยประสบการณ์ (ซึ่งมีไม่มากในบ้านเรา) มาทำงานร่วมกันได้ในจำนวนเท่านี้ได้ ซึ่งก็อาจจะไม่เกินไปที่จะพูดแบบนี้ครับ ส่วนงานที่ผมได้เข้าไปมีส่วนร่วม คือ ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ควบคุมติดต่ออุปกรณ์หรือดีไวซ์ไดร์เวอร์ และซอฟต์แวร์ที่ใช้ตรวจสอบการทำงานของระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ครับ  โดยแผนการฝึกงาน ผมก็ได้มีส่วนในการตัดสินใจเลือกสิ่งที่ผมต้องการที่จะเรียนรู้ด้วยครับ โดยผลงานของผมได้มีโอกาสไปออกงานที่งานแสดงเทคโนโลยีทางด้านอุปกรณ์ฝังตัวที่กรุงโตเกียว และอีกงานที่โยโกฮาม่า ซึ่งทำให้ผมภูมิใจมากครับ อีกส่วนที่ผมชอบในการทำงานที่นี่ (และอยากให้บริษัทที่เกี่ยวกับงานพัฒนาในเมืองไทยเป็นบ้าง) ก็คือ วัฒนธรรมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงบรรยากาศการทำงานที่เหมาะกับการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ครับ  โดยวัฒนธรรมการทำงานที่ผมได้พบเห็นนั้น คือ การทำงานเป็นทีม ทีมที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมีการสื่อสารร่วมกันตลอดระยะการทำงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน  ซึ่งโดยทฤษฎีแล้ว ผมและทุก ๆ ท่านคงรู้และเข้าใจกันดี แต่การนำมาปฏิบัติใช้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ทำได้ยากกว่า โดยมุมมองของผม อาจเป็นเพราะแนวคิดด้านการทำงานของคนไทยที่ยังไม่สามารถใช้กับวัฒนธรรมการทำงานแบบนี้ได้อย่างเต็มที่ครับ อีกเรื่องหนึ่ง คือ บรรยากาศการทำงานของคนที่นี่ ถึงแม้อาจจะเงียบ แต่ดูสีหน้าทุกคนดูแล้วรู้สึกว่ากำลังสนุกกับการทำงานที่ท้าทายครับ โดยทุกคนมีอิสระที่จะพักตามอัธยาศัย และผ่อนคลายเมื่อสมองเหนื่อยล้า ด้วยการออกไปนั่งจิบชากาแฟที่ชานหน้าออฟฟิศ ตากลมเย็น ๆ ฟังเสียงต้นไม้ไหว ท่ามกลางหุบเขาที่เงียบสงบ  ช่วงเวลาส่วนนี้ ผมคิดว่าเป็นเบื้องหลังความสำเร็จทางด้านการพัฒนานวัตกรรมและไอเดียใหม่ ๆ แบบที่เราคิดไม่ถึงเลยนะครับ  เพราะผมสังเกตตลอดช่วงเวลาที่อยู่ที่นั่น  เห็นพี่ ๆ คนญี่ปุ่นที่ทำงานจนเมื่อยล้า ออกมาผ่อนคลายแค่ซัก 10 - 15 นาที จะได้คำตอบ วิธีการแก้ปัญหาที่ติดค้างอยู่ หรือแม้แต่ไอเดียใหม่ ๆ จากชานแห่งการผ่อนคลายอยู่เสมอๆ ครับ หรืออาจเรียกได้ว่า ที่นี่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการผลิตไอเดียและการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่

ๆนั่นเองครับ

สิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น

สำหรับที่ Lineo Solutions สิ่งที่สำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างคนญี่ปุ่นด้วยกัน ผมก็ได้กล่าวไว้ในส่วนที่ผ่านมาแล้วครับ  แต่สำหรับส่วนสำคัญของผมที่ใช้ในการทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น ก็คือ การนำสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากคนญี่ปุ่นเกี่ยวกับวัฒนธรรมการทำงานข้างต้น มาใช้ให้มากที่สุดครับ โดยอาจรวมกับแนวคิดส่วนตัวของผมอย่างนึง ก็คือ การวิเคราะห์ทำความเข้าใจในจุดมุ่งหมายหรือเป้าประสงค์ของตัวงานที่ได้รับผิดชอบอย่างถ่องแท้ และเอาหัวใจเข้าไปเดิมพัน โดยใส่ไปกับงานแบบเกินร้อยครับ  ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เราอาจคิดแบบรูปธรรมว่างานอะไรที่ต้องทำให้เสร็จ แต่ไม่ได้ใส่ใจในการพัฒนางานให้ดีเกินกว่าที่บริษัทคาดหวัง ซึ่งอาจทำให้เราทำงานแบบเรื่อยๆ และไม่ได้ปลุกพลังความสร้างสรรค์ออกมาใช้อย่างเต็มที่ครับ

สภาพความเป็นอยู่


หลังจากที่ได้ย้ายออกจากศูนย์ที่โอซาก้าแล้ว ก็ได้มาพักอยู่ที่จังหวัดนางาโน เมืองชิโอจิริครับ โดยผมได้อยู่ในบ้านเดี่ยวชั้นเดียว สองห้องนอน มีห้องรับแขกและห้อง

ทำอาหาร ซึ่งบอกได้ว่าครบครันความสะดวกครับ ข้อดีของการออกมาอยู่นอกศูนย์ฝึกอบรม ก็คือ ได้พบเห็นและเรียนรู้การใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไปของคนญี่ปุ่นแบบคล้ายกับที่เห็นในการ์ตูนโดเรมอนเลยครับ เป็นสังคมที่น่าอยู่และน่าเรียนรู้สำหรับคนที่ชอบการค้นหาชีวิตอย่างผมครับ ส่วนทุกวันทำงานตอนเช้า จะติดรถพี่ ๆ คนญี่ปุ่นที่บริษัทไปทำงานในออฟฟิศบนภูเขาครับ อากาศเบาบางเพราะเป็นที่สูงครับ แต่ก็ปรับตัวได้แบบไม่ยาก (อาจเพราะเป็นเด็กดอยมาก่อน) พอเลิกงานกลับถึงบ้าน ก็ทำกับข้าวง่าย ๆ ที่ผู้ชายธรรมดาอย่างผมทำพอรับประทานได้ โดยทำไว้เป็นข้าวกล่องสำหรับมื้อเช้าและมื้อกลางวันที่บริษัทด้วยครับ จากนั้นก็ใช้เวลาว่างอ่านหนังสือที่ชอบ และเล่นอินเตอร์เน็ตครับ ช่างเป็นช่วงเวลาที่อยู่กับตัวเองที่เหมาะสำหรับการพัฒนาความคิดที่ดีช่วงหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียวครับ ในวันหยุด ท่านประธานบริษัทรวมถึงพี่ ๆ ที่ทำงานก็จะพาไปเที่ยวในที่ต่าง ๆ ตามโอกาสครับ  ซึ่งทุกคนดีกับผมมากเลย ผมต้องขอขอบคุณทุกคน ๆ ที่ Lineo Solutions ไว้ ณ ที่นี้ และจะระลึกถึงสิ่งดีๆ ที่ได้รับตลอดไปครับ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการไปฝึกงานครั้งนี้

ทุกอย่างล้วนเป็นการเปิดตำราการเรียนรู้หน้าใหม่ในชีวิตผมทั้งสิ้นครับ  ผมคิดว่าการได้มาใช้ชีวิต รวมถึงทำงานในต่างประเทศ ทั้งในญี่ปุ่นและในประเทศอื่น ๆ

จะทำให้เราได้พัฒนาทั้งด้านความคิด จิตใจ และมุมมองความเข้าใจในโลกใบโตๆ ใบนี้ได้ดีกว่าการอยู่ในบ้านเราอย่างเดียวครับ  ผมอยากเชิญชวนทุก ๆ คนที่ได้อ่านบทความของผมฉบับนี้ ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ต่างแดนสักช่วงเวลาหนึ่งครับ แล้วซึมซับกับช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และเข้าใจชีวิตอย่างเต็มที่นอกเหนือไปจากการเดินทางท่องเที่ยวและกินอาหารอร่อย ๆ (ซึ่งก็พลาดไม่ได้เช่นกัน) ส่วนประโยชน์ที่ได้ในด้านการทำงาน ก็คือวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นที่ได้เรียนรู้มาพอสมควร รวมไปถึงความรู้ทางด้านงานที่ผมทำเกี่ยวกับลีนุกซ์บนระบบสมองกลฝังตัว ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับการทำงานของผมในอนาคตครับ รวมไปถึงการเรียนรู้วัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น และได้แง่คิดดี ๆ ที่ได้รับ ไว้ปรับปรุงตัวเองและนำไปเผยแพร่แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนๆ ที่สนใจต่อ ๆ ไปครับ

สิ่งที่จะทำต่อไปในอนาคต

ผมอยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทั้งด้านชีวิต การงาน และมุมมองต่าง ๆ รอบด้าน เพื่อในอนาคต อยากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาสังคมการเรียนรู้และสร้างสรรค์

นวัตกรรมในประเทศไทย มีสิ่งดี ๆ อย่างเช่นที่ได้ไปพบเห็นในประเทศที่ได้ชื่อว่าพัฒนาแล้วครับ นั่นคือ ความฝันไกลๆ ที่รอคอยการปั้นแต่งหลังจากได้มีโอกาสไปในที่ต่างๆ ครับ โดยตอนนี้ผมได้มาทำงานอยู่ที่ Los Angeles สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นอีกที่หนึ่งที่ผมได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างที่ได้ในการใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น หลังจากนี้ ผมก็อยากกลับไปทำความฝันที่ผมได้กล่าวไว้ ให้เป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถึงแม้อาจจะไม่สำเร็จ แต่ก็เป็นงานๆ หนึ่งที่คนธรรมดาที่โชคดีอย่างผมได้ทำแล้วมีความสุขครับ

สุดท้ายนี้ ผมต้องขอขอบพระคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ TESA, TPA ที่เป็นองค์กรที่ก่อตั้งโครงการดี ๆ นี้ขึ้นมา ขอบคุณอาจารย์อภิเนตร อูนากูล ที่ให้โอกาสเริ่มแรกกับผมในการเข้าสู่วงการระบบสมองกลฝังตัว และเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางตามความฝันตลอดมา, คุณขนิษฐา ประสารสุข ที่แนะนำโอกาสนี้ให้กับผม, ดร.วิวัฒน์ ประธานผู้ก่อเกิดและดำเนินงานอย่างจริงจังจนเกิดโครงการนี้, คุณจิราภา หรือพี่หนึ่ง พี่ที่คอยอยู่ช่วยเหลือข้าง ๆ น้อง ๆ ผู้ร่วมโครงการมาตลอดระยะเวลาตั้งแต่เข้าโครงการจนถึงตอนนี้ รวมไปถึงขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่คอยช่วยกันและกันมาตลอด ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที