วิกูล

ผู้เขียน : วิกูล

อัพเดท: 17 ส.ค. 2008 18.14 น. บทความนี้มีผู้ชม: 3844 ครั้ง

สิ่งใดไร้ฐานรากที่มั่นคง ก็จะยงยืนยาวได้อย่างไร?


-


18845_hMHMYY-02.jpg

“
ศีล ๕ และ ๕ ส.”  มาตรวัด คุณค่าคน คุณค่างาน

 

วิกูล  โพธิ์นาง

๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๑

pd_wikulp@hotmail.com

www.oknation.net/blog/wikulponang

 

 

เกิดมาเป็นคน ก็ได้แค่เกิดมาตามธรรมชาติ แต่จะให้สมบูรณ์ก็ต้องพัฒนาจิตใจ และการปฏิบัติ ควบคู่กันไปให้ไปสู่ความเป็นมนุษย์ หรือผู้ที่มีจิตใจสูงด้วยธรรม

 

การจะก้าวไปสู่ความเป็นผู้มีจิตใจสูงได้ ก็ต้องเริ่มจากจุดแรกที่เป็นพื้นฐานให้กับชีวิต เพื่อจะได้เดินไปสู่เป้าหมายนั้นได้อย่างมั่นคง นั่นก็คือ ศีล ๕

 

ศีล ๕ เป็นพื้นฐานของการดำรงอยู่ของบุคคลผู้เกิดมา หากไม่ยึดมั่นปฏิบัติ ก็จะมีแต่ความวุ่นวายสับสน ไม่สิ้นสุด ดังจะเห็นได้จาก การเมาสุรา สติสัมปัญญะก็ไม่มี บ้างก็ทะเลาะก่อคดี หรือผิดสามีภรรยา  ถูกจับได้ก็โหกมดเท็จ ต่อมาก็หาช่องที่จะทำความชั่วอีก เมื่อไม่มีเงินทอง ก็ลักขโมย จนนำไปสู่การปล้นฆ่าในที่สุด  เป็นความวุ่นวายทั้งกายและจิตใจ

 

จะกล่าวถึงการทำความดีที่สูงกว่าไม่ได้เลย เพราะไม่มีพื้นฐานของความเป็นคน ความเป็นคนไม่มั่นคงเข้มแข็ง โอกาสที่จะได้พัฒนาตนให้ก้าวไปสู่ความรุ่งโรจน์แห่งชีวิตนั้นยากเกินกว่าจะไขว่คว้า

 

หรือใครที่อาจได้ตำแหน่งใหญ่โตมาด้วยกลอุบายใด หากไม่อยู่ในศีล ๕ นี้ ก็จะไม่เป็นผู้ที่มีความองอาจ ไม่มีความกล้าหาญ อยู่ไปทำงานไปด้วยความสุขที่เล็กน้อย และก็จะดำรงตนอยู่ในตำแหน่งนั้นได้ไม่นาน ก็ต้องมีอันแพ้กรรมในที่สุด

 

ศีล ๕ เป็นพื้นฐานแห่งชีวิตฉันใด ๕ ส. ก็เป็นพื้นฐานแห่งการทำงานฉันนั้น เพราะใคร่ครวญดูแล้วก็สามารถเทียบเคียงกันได้อย่างลงตัว

 

เป้าหมายของการทำงานก็เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ได้ประสิทธิภาพประสิทธิผล การส่องมอบได้ทันกำหนด ประหยัดค่าใช้จ่าย ผลงานได้คุณภาพไม่ถูกต่อว่าหรือส่งกลับให้แก้ไข  ทุกคนมีความสุขกายใจในการทำงานเสมอกัน ทั้งยังเอื้ออาทรต่อสังคม

 

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลผลิตชีวิต เพิ่มผลผลิตในงาน

 

เป้าหมายนี้จะเป็นจริงไม่ได้เลย หากละเลยการเรียนรู้ปฏิบัติอย่างจริงจังเกี่ยวกับกิจกรรม ๕ ส. เพราะเป็นพื้นฐานในการเพิ่มผลผลิต

 

และจะเป็นพนักงาน หัวหน้างาน หรือผู้บริหารที่สมบูรณ์ในที่ทำงานไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะหากจิตสำนึกไม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับ ๕ ส. ก็ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะมาบอกว่าเป็นผู้ที่เก่งงาน และจะสามารถพัฒนางานให้เจริญได้ อย่างยั่งยืน

 

ตัวอย่าง หากพนักงานไม่สนใจเก็บของที่เป็นของตัวเอง ปล่อยปละละเลยให้ลกสกปรก ไร้ระเบียบ  นั่นก็เท่ากับว่างานที่ทำก็ไม่ต่างกันเพราะแม้แต่ของส่วนตัวก็ยังไม่มีจิตใจสำนึกที่จะทำ

 

ผู้คุมงาน หัวหน้างาน หรือผู้บริหาร หากไม่สนใจในเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรม ๕ ส. หรือย่างน้อยในจุดที่นั่งทำงาน อาทิโต๊ะทำงาน ถ้าไม่สามารถสะสาง จัดทำให้สะดวก สะอาดเป็นระเบียบได้ ไม่ว่าจะที่ใต้ลิ้นชัก ในตู้เอกสาร สายไฟคอมพิวเตอร์ สายโทรศัพท์ แฟ้มเอกสาร

 

ก็คงจะได้ชื่อว่าผู้บริหารมืออาชีพได้ไม่ เพราะนับประสาอะไรกับอาณาบริเวณแค่ไม่กี่ตารางเมตรบริเวณโต๊ะนั่งของตนเอง ที่ทำงานงานอยู่ยังบริหารไม่ได้ แล้วจะไปบริหารจัดการคน เครื่องจักร วัตถุดิบ และวิธีการทำงาน ในพื้นที่ที่มากกว่า มีการเคลื่อนไหวมากกว่าได้อย่างไร

 

บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินพนักงาน ผู้คุมงาน หัวหน้างาน หรือแม้แต่ผู้บริหารบางคนกล่าวว่า “มาทำงาน ไม่ได้มาทำความสะอาดจัดเก็บ”

 

ถูกต้องครับ มาทำงานไม่ได้มาจัดเก็บปัดกวาดเช็ดถู  ถ้าสภาพแวดล้อม ปัจจัยการผลิต และตัวผู้ทำงานเองยังห่างเหินและมีทัศนคติที่เป็นลบต่อ ๕ ส. แล้วไซร้ ก็คงไม่ต่างกับการทำงานประเภท “แต่งหน้าศพ”

 

นั่นก็คือจะทำอย่างไร ด้วยเทคนิควิธีการ หรือกิจกรรมการบริหารแบบใดที่ถือว่าเป็นเลิศแล้ว หากไม่มี ๕ ส. เป็นพื้นฐานก่อน ก็ยากจะสำเร็จ หรือสำเร็จได้ก็แค่เพียงภายนอกที่หลอกตาเท่านั้น

 

เราจะทำงานประเภท “แต่งหน้าศพ” หรือทำงานแบบ “แต่งหน้าคนเป็น” เราเลือกได้ นั่นก็คือว่าจะยอมรับ และเรียนรู้ปฏิบัติในกิจกรรม ๕ ส. อย่างเต็มที่เต็มใจเมื่อไรนั่นเอง

 

//////////////////////////////////////

ภาพ : อินเทอร์เน็ต


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที