ธีระพงษ์

ผู้เขียน : ธีระพงษ์

อัพเดท: 28 ต.ค. 2008 05.56 น. บทความนี้มีผู้ชม: 20518 ครั้ง

ก่อนอื่นต้องขอบคุณ ผู้อ่านทุกท่าน ที่กรุณาแวะเข้าชม บทความของผม

บทความเรื่องความฝันนี้ ผมได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนร่วมงาน และผู้ใต้บังคับบัญชา

ที่แนะนำว่าน่าจะเอาคำพูดที่ ให้แรงบันดาลใจ ที่ผมใช้ในการ Morning Brief

พนักงานทุกวัน เพื่อให้กำลังใจ และสร้างนิสัยที่คิดบวกให้เกิดขึ้นกับการทำงานทุกวัน เก็บไว้


แรกๆ ผมเขียน และใช้วิธีส่ง เป็น Mail ส่งให้เพื่อนร่วมงานในฝ่ายบริการ ที่ผมทำงานอยู่

ปรากฏว่า ได้การตอบรับที่ดี จนในที่สุด เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งได้แนะนำว่า ให้ลองนำมาลง TPA Writer ดู

จากคำแนะนำดังกล่าว จึงเกิดบทความ 3 บทแรกขึ้น....และจะพยายามเขียนอย่างต่อเนื่องครับ

อย่างไรก็ดีในฐานะ นักเขียนหน้าใหม่

ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะรับฟังคำติชม เพื่อนำมาแก้ไข และพัฒนา เพื่อนำไปเขียนในบทต่อไปครับ


อย่าลืม Comment นิดนึงนะครับ

ขอแสดงความนับถือ
ธ. นันทวศิน,.

Memo:
เรื่องเด่นวันนี้ ประจำวันที่ 12/10/2008


ฝัน (Dream)

 



“The dream was always running ahead of me. To catch up,
to live for a moment in unison with it, that was the miracle.”
Anais Nin

เมื่อตอนที่เราเป็นเด็ก เรามีความฝันหลากหลาย จนดูเหมือนว่าความฝันนั้นมีอยู่มากมายรอบตัวของเรา เมื่อเรายังเด็ก เราจะถูกผู้ใหญ่ถามเสมอว่าโตขึ้นจะเป็นอะไร  “ผมอยากเป็นตำรวจ”, “ผมอยากเป็นทหาร”, “หนูอยากเป็นนางพยาบาล” เด็กๆ สามารถบอกเล่าความฝันออกมาได้ทันที, ชัดเจน, และรวดเร็วแล้วทำไมเมื่อเราเติบโตขึ้น ทำไมความฝันเหล่านี้ค่อยๆ เลือนลาง และจางหายไปในที่สุด

“ผมมีเรื่องต้องคิดมากมายไม่มีเวลาคิดเรื่องไร้สาระเหล่านี้หรอก”,
“ฉันจะต้องทำงานบ้านทั้งวัน ตกเย็นฉันก็เหนื่อยเกินกว่าที่จะคิด หรือทำอะไรแล้ว”,
“วันๆ ผมต้องเผชิญหน้ากับความจริง ความฝันเป็นเรื่องของเด็กๆ”


จริงๆ แล้วความฝันในวัยเยาว์นั้นมันยังอยู่รอบตัวของเรา มันยังมีอยู่มากมาย และไม่เคยลดน้อยลงไปจากเดิมเลย แต่ความฝันของเรานั้น ถูกกำแพงความจริง ณ เวลาปัจจุบันปิดกั้น ทำให้เรานั้นถูกพันธนาการอยู่กับ หน้าที่ ความรับผิดชอบ เราต้องใช้ชีวิตที่ต้องอยู่ไปวันๆ ตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัว ใช้เวลาหลายชั่วโมงบนถนนกว่าจะถึงที่ทำงาน ตอกบัตรเข้างานเพื่อทำงานเดิมๆ  จนสิ้นวัน แล้ว ตอกบัตรเพื่อกลับ เพื่อใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงบนถนน กว่าจะถึงบ้านในสภาพที่หมดเรี่ยวแรง ซึ่งจะเป็นอย่างนี้จนเมื่อสิ้นเดือน และเฝ้ารอให้สิ้นเดือนเพื่อมีความสุขเล็กน้อย
กับเงินเดือนที่น้อยนิด นี่คือวงจรชีวิตของคนที่ไร้ซึ่งความฝัน


ถึงเวลาหรือยังที่จะลุกขึ้นที่จะเปลี่ยนแปลง ทำลายกำแพงที่ปิดกั้นความฝันของเรา หรือปล่อยให้ชีวิตของเราไร้จุดหมายดังเรือที่ไม่มีหางเสือ ที่ล่องลอยอยู่กลางทะเลที่มืดมิด เมื่อเราที่ปิดกั้นความฝันเท่ากับปิดกั้นอนาคตตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติของเราที่มีต่อความฝันเสียใหม่
ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะความฝันนั้นเป็นความฝันของเราเพียงปรับเปลี่ยนความคิด เท่ากับเราได้เปลี่ยนแปลงโลกรอบตัวเรา


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที