จินตนาการ

ผู้เขียน : จินตนาการ

อัพเดท: 03 ม.ค. 2009 17.18 น. บทความนี้มีผู้ชม: 42161 ครั้ง

บทพิจารณาสังขาร
สัพเพ สังขารา อะนิจจาสัพเพ สังขารา ทุกขาสัพเพ ธ้มมา อะนัตตาอะธุวัง ชีวิตังธุวัง มะระณังอะวัสสัง มะยา มะริตัพพังมะระณะปะริโยสานัง เม ชีวิตังชีวิตัง เม อะนิยะตังมะระณัง เม นิยะตังวะตะอะยัง กาโยอะจิรังอะเปตะวิญญาโณฉุฑโฑอะธิเสสสะติปะฐะวิงกะลิงคะรัง อิวะนิรัตถัง.


สมาธิขั้นพื้นฐาน ในสภาวะที่มีศีล 8 ครั้งแรกในชีวิต

ตอนที่ 2 สมาธิขั้นพื้นฐาน ในสภาวะที่มีศีล 8 ครั้งแรกในชีวิต

การปฏิบัติธรรมที่วัดร่ำเปิง สำหรับคนเชียงใหม่แล้วถือว่า เป็นโอกาสที่ดี เพราะวัดแห่งนี้ มีชื่อเสียงเรื่องการปฏิบัติมาก อีกทั้งยังมีชาวต่างชาติที่เกิดศรัทธาเข้ามาปฏิบัติธรรมอย่างไม่ขาดสาย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสอันดี ดิฉันจึงไม่รอช้าที่จะสมัครเข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ของมหาวิทยาลัยทันที กลุ่มของนักศึกษาที่ไปกัน ก็เป็นรุ่นพี่รุ้นน้องที่รู้จักและสนิทสนมกันดี จากกิจกรรมค่ายวิทยาศาสตร์ที่ได้ร่วมงานกันเป็นประจำอยู่แล้ว ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างสงบสุข พวกเราต้องเข้าคอร์สกันทั้งหมด 7 วัน แต่ดิฉันสามารถเข้าร่วมได้เพียง 4 วันเท่านั้น จริงๆแล้ว การที่เข้าร่วมไม่ครบ 7 วันถือว่า เป็นโอกาสที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากพระอาจารย์ท่านมักจะสอนเสมอว่า ภายใน 3 วันแรกพวกเราจะเกิดอาการฟุ้งซ่านไม่ค่อยสงบกัน แต่หลังจากนั้น ก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ และในวันที่ 7 นับเป็นวันสุดท้ายที่ทุกคนมักจะรู้สึกดีที่สุด  แต่ด้วยธุระที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทำให้ดิฉันได้ร่วมกิจกรรมด้วยเวลาอันน้อยนิดแต่ก็เป็นเวลาที่น่าจดจำมากที่สุดในชีวิต

สำหรับการภาวนาของวัดร่ำเปิงจะใช้คำภาวนาว่า ยุบหนอ พองหนอ ซึ่งเป็นการภาวนาที่ต่างจากการฝึกแบบเดิมของดิฉันที่มักจะบริกรรมว่า พุทโธ ดังนั้น ตอนแรกจึงเกิดปัญหาพอสมควร แต่ด้วยสภาวะที่ได้ฝึกสมาธิโดยมีศีล 8 เป็นบาทฐานทำให้รู้สึกว่า เกิดการพัฒนาได้รวดเร็ว แม้ว่าจะต้องตื่นตั้งแต่ ตีสี่ ทำวัตรเช้า และนั่งสมาธิ เดินจงกรม กิจวัตรประจำวันมีเพียงเท่านี้ ที่สำคัญพวกเราจะมีโอกาสคุยกันบ้างก็เฉพาะตอนที่ ได้รับอนุญาตให้พักแล้วเท่านั้น แต่อาจจะด้วยความตั้งใจส่วนตัวทำให้สิ่งต่างๆเหล่านี้ สำหรับดิฉันแล้วไม่ใช่อุปสรรคอะไร เพราะปกติก็ไม่ใช่คนพูดมากและค่อนข้างเก็บตัว สำหรับอาการที่เกรงกลัวมากก็เห็นจะเป็นการที่ไม่ได้ทานข้าวเย็น!!!  นี่แหละ!  แต่แล้ว ก็พบว่า ไม่ได้รู้สึกหิวกระหายอย่างหนักเหมือนที่จินตนาการไว้ ดังนั้นตลอดเวลาที่ได้ปฏิบัติธรรม ณ วัดแห่งนี้ ดิฉันรู้สึกว่า ชอบและไม่ได้เป็นทุกข์อย่างที่เขาว่ากัน 

วันที่ 1-3 ก็เป็นไปอย่างที่ท่านกล่าวไว้ จิตใจไม่ค่อยสงบนัก และต้องพะวงกับอาการยุบ-พอง ที่ดูจะสับสนกับสิ่งที่เคยได้ทำมา ดังนั้นการพัฒนาจึงค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป แต่อย่างน้อยก็ได้เจอกับอาการบางอย่างที่ทั้งชีวิตไม่ได้พบมาบ้าง เมื่อไปสอบอารมณ์ ท่านก็แนะว่า เกิดอาการปิติ แบบตัวโยกสั่นคลอน และอีกอาการที่ปวดร้าวที่สุดตลอดสามวันก็คือ อาการเจ็บและปวดที่ขา อาศัยว่าถ้าทนไม่ได้ก็ให้ลุกเดินจงกรม จึงช่วยบรรเทาไปได้ หรือบางทีก็ง่วงนอนจนสุดจะทน แต่ที่ร้ายที่สุดเห็นจะเป็นอาการเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ทำไมหนอคนอื่นเขาได้นั่นได้นี่ อันตัวเราก็ตั้งใจมากมาย แต่ทำไมไม่เห็นได้เห็นนิมิตอะไรเหมือนคนนั้นคนนี้เลย ตัวความคิดตัวนี้นั้น ต้องระวังให้จงหนัก เพราะนี่คือ มานะ นั่นเอง ที่ทำให้สามารถโกรธตัวเองขึ้นมาได้ และคอยขวางกั้นการปฏิบัติมานักต่อนักแล้ว (มานะนั้น เป็นสิ่งที่ดิฉันมารู้จักทีหลัง จากการปฏิบิติเพิ่มเติม ไม่ได้รู้ ณ ขณะที่ปฏิบัติตอนนี้)

วันสุดท้ายของการปฏิบัติ หรือก็คือ วันที่ 4 ของดิฉัน เป็นวันที่ตัวเองจะต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดและอดทนให้ถึงที่สุด ดังนั้นจึงนั่งโดยที่แม้ว่าจะปวดแค่ไหนก็จะทน ทนให้ตายไปเลย อย่างมากก็แค่ตาย เห็นเขาว่า จะต้องกำหนดอาการปวดจนหายปวดให้ได้ เอาหล่ะ ไหนๆ ก็วันสุดท้ายแล้ว เป็นไงเป็นกัน --ยอมตาย-- และก็เหมือนคนใกล้ตายจริงๆ เมื่อต้องทนกับอาการปวดที่แสนสาหัส จนน้ำตาไหลนองหน้า แต่ด้วยความตั้งใจ จึงไม่ยอมขยับ ลมหายใจก็เริ่มหายใจถี่เข้าๆๆ หายใจเหมือนคนใกล้ตายก็ไม่ปาน และรู้สึกราวกับว่ามีเชือกมามัดคอตัวเอง ทั้งปวดและหายใจไม่ออก แถมน้ำตายังไหลไม่ยอมหยุด ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเป็นแบบนี้เลย...แต่ก็เพียงเพ่งว่า ปวดหนอๆๆ ไปเรื่อยๆ และแล้ว ในที่สุดวินาทีที่รอคอยก็มาถึง ความปวดค่อยๆ จางลง สิ่งที่เห็นก็คือ เหมือนลมที่เคลื่อนที่เข้ามาในขา เมื่อตั้งใจขับลมนั้นออกไป อาการปวดก็หายไป ณ เวลานั้น สิ่งที่รู้สึกได้ก็คือ ดิฉันมีความรู้สึกตัวมากขึ้น หรือ สามารถรักษาสติได้สูงขึ้น ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกของตัวเอง และได้อาศัยอารมณ์นั้นเป็นพื้นฐานในการนั่งสมาธิในเวลาต่อมา
    หลังจากนั้น ดิฉันได้ปรึกษาท่านพระอาจารย์ ท่านก็กล่าวว่า หากเราสามารถเอาชนะอาการปวดได้ ก็แสดงว่า ร่างกายได้ปรับดุลของธาตุ 4 ให้สมดุลขึ้น แต่ก็ใช่ว่านั่งครั้งต่อไปแล้ว เธอจะไม่ปวดอีกนะ มันอาจจะปวดมากกว่าเดิมซะด้วยซ้ำ ให้หมั่นปฏิบัติเองต่อไป ก็จะเข้าใจมากขึ้น
    วันนั้นนอกจากอาการที่เกิดขึ้นจะดีแล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้รับจากพระอาจารย์ท่านหนึ่งก็คือ คำชม ตอนที่ทุกคนได้เวลาพักแล้ว และท่านก็หมดเวลาสอน ท่านเดินเข้ามาหาดิฉันและกล่าวสั้นๆ ว่า
“โยมมีความตั้งใจมากเลยนะ ดีแล้ว! ดีแล้ว!” พร้อมทั้งรอยยิ้มบนใบหน้าที่แสนสงบของท่าน คำพูดของท่าน เป็นกำลังใจให้ดิฉัน มาจนถึงวันนี้

ดิฉันหวังว่า จะสามารถรักษาอาการที่ตนเองมีสติสูงไปได้นานๆ แต่แล้วเมื่อออกมาจากวัดได้ไม่นาน เมื่อตนเองไม่ได้รักษาศีล ก็ดูเหมือนว่า ทั้งสมาธิและสติก็ดูจะอ่อนแรงลงอีกแล้ว และดูเหมือนว่า พลังด้านมืดในตัวเองจะมีแรงผลักดันเอามากๆ และเหมือนกับว่า ได้มองเห็นด้านมืดของตัวเองง่ายขึ้นด้วย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า นี่เป็นผลมาจากการที่ได้มองเห็นจิตของตัวเองมากขึ้น เมื่อครั้งฝึกสมาธิหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้ดูเหมือนว่า ดิฉันกำลังฟุ้งซ่านกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันและไม่สามารถปล่อยวางได้

อุปมา เหมือนกับว่า ไปฝึกให้เห็นมารร้ายชัดเจนขึ้น แต่กลับยังไม่ได้ฝึกให้ฆ่ามาร ฉันใดก็ฉันนั้น

แน่นอนว่า จะปล่อยทิ้งไว้ก็คงไม่ได้การ ทำให้ไขว่ขว้าที่จะฝึกฝนวิชาใหม่ เพราะกลัวว่า จะควบคุมตัวเองไม่ได้ อีกต่อไป ดังนั้นจึงเป็นที่มาในการเข้าไปพบกับครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง ที่เปรียบเสมือนแม่ทางธรรมของดิฉัน มาจนถึงปัจจุบัน

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที