รอบคอบ รอบด้าน

ผู้เขียน : รอบคอบ รอบด้าน

อัพเดท: 28 มี.ค. 2009 17.23 น. บทความนี้มีผู้ชม: 144036 ครั้ง

จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนทุกประเภท ผู้นำจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์จะต้องเลือกศึกษาในสาขาที่เหมาะสมกับงานและชีวิตของตนเอง


ตอนที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา


จิตวิทยาอุตสาหกรรม

และการประยุกต์ใช้งานในเชิงอุตสาหกรรม

          จิตวิทยาเป็นศาสตร์สาขาหนึ่งจากหลายสาขาในโลก มิใช่ของแปลกใหม่ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยกันอยู่เสมอว่า จิตวิทยาคืออะไร เรียนแล้วจะได้อะไร และมักได้คำตอบว่าแม้เรียนจิตวิทยาแล้วยังไม่ได้สิ่งใดที่เป็นรูปธรรม แต่ความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ทางจิตวิทยา อาจช่วยขยายความคิดให้กว้างขวางขึ้นทั้งที่เกี่ยวกับตนเอง ผู้อื่น สิ่งแวดล้อมรอบตัว ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนางาน พัฒนาทักษะวิชาชีพ พัฒนาตนเอง พัฒนาผู้อื่น ช่วยการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างได้ประสิทธิภาพมากขึ้น จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคนทุกประเภท ผู้นำจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์จะต้องเลือกศึกษาในสาขาที่เหมาะสมกับงานและชีวิตของตนเอง เช่น ถ้าเป็นนักปกครอง อาจต้องเลือกเรียนจิตวิทยาสังคม จิตวิทยาการบริหาร จิตวิทยาการเมือง จิตวิทยาการปกครอง ถ้าเป็นครูอาจเลือกเรียนจิตวิทยาการเรียนการสอน จิตวิทยาการพัฒนาการ และจิตวิทยาการศึกษา และถ้าเป็นนักธุรกิจ พ่อค้า อาจเลือกเรียนจิตวิทยาอุตสาหกรรม จิตวิทยาการขาย จิตวิทยาการโฆษณา จิตวิทยาการสื่อสาร จิตวิทยาการประชาสัมพันธ์ และจิตวิทยาธุรกิจ ซึ่งแต่ละรายวิชาดังกล่าวจะว่าด้วยพฤติกรรมของบุคคลในแง่มุมที่ต่างๆ กันตามจุดเน้นของรายวิชา

ตอนที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจิตวิทยา

           1.1 ความหมายของจิตวิทยา

           ได้มีผู้ให้คำจำกัดความของ “จิตวิทยา” (psychology) ไว้ต่างๆ กันตามยุคสมัย โดยในสมัยเริ่มแรกเมื่อครั้งจิตวิทยายังเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา ชาวกรีกโบราณให้ความหมายไว้ว่าจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ ยุคต่อมาในสมัยเพลโต (Plato) และอริสโตเติล (Aristotel) ได้ให้คำจำกัดความว่าจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตและต่อมาในยุคของจอห์นลอค (John Locke) ปราชญ์ชาวอังกฤษ ได้กล่าวไว้ว่าจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตสำนึก

           การให้คำอธิบายความหมายของจิตวิทยาดังกล่าว เป็นไปตามความเชื่อของคนในยุคสมัยนั้นๆ คำจำกัดความล่าสุดที่ได้รับการยอมรับและจัดว่าทันสมัย ได้แก่ คำจำกัดความของจอห์น บี วัตสัน (John B. Watson) บิดาแห่งจิตวิทยาแผนใหม่  โดยให้คำจำกัดความไว้ว่า “จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล” ซึ่งคำว่า “พฤติกรรม” (behavior) นี้ อาจเป็นพฤติกรรมภายนอกหรือพฤติกรรมภายในก็ได้ ตัวอย่างพฤติกรรมภายนอก เช่น การพูด การกระทำ กิริยาท่าทาง ความประพฤติกรรมฯลฯ ตัวอย่าพฤติกรรมภายใน เช่น จิตใจ ความคิด ความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม ฯลฯ เป็นต้น แต่จิตวิทยามักมุ่งศึกษาพฤติกรรมภายในมากกว่าพฤติกรรมภายนอก เนื่องจากพฤติกรรมภายในเป็นตัวกำหนดขอบเขตพฤติกรรมภายนอก ทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์มีการกระทำโดยสอดคล้องกับจิตหรือความคิดภายใน ดังนั้น เมื่อจะศึกษาให้เข้าใจพฤติกรรมหรือการกระทำของบุคคล จึงต้องศึกษาจากจิตหรือความคิดภายในและเมื่อจะพัฒนาหรือควบคุมพฤติกรรมของบุคคลก็ต้องพัฒนาหรือควบคุมจิตหรือความคิดภายใน ซึ่งจะนำไปสู่การกระทำหรือการแสดงออกที่ถาวรของบุคคลผู้นั้น

           1.2 ความเป็นมาของจิตวิทยา

          จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่แตกตัวมาจากวิชาปรัชญาเก่าแก่โบราณที่ว่าด้วยเรื่องราวของจิตและวิญญาณ คำว่า “จิตวิทยา” แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า “psychology” ซึ่งมีที่มาจากภาษากรีกโบราณ 2 คำคือ
          ไซคี (psyche) หมายถึง จิต หรือวิญญาณ , โลกอส (logos) หมายถึง ศาสตร์ หรือความรู้
           เมื่อรวม 2 คำเข้าด้วยกัน จิตวิทยาจึงหมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตหรือวิญญาณ เมื่อให้ชื่อและคำจำกัดความดังกล่าว การศึกษาจิตวิทยาในยุคต้นๆ จึงเน้นศึกษาเรื่องจิตและวิญญาณ ตามความเชื่อของคนในยุคนั้น ตัวอย่างนักปราชญ์ชาวกรีกที่เชื่อในเรื่องจิตและวิญญาณ ได้แก่ เพลโต (427-347 ปีก่อนคริสตศักราช) และอริสโตเติล (384-322 ปีก่อนคริสตศักราช) ทั้ง 2 ท่านนี้เมื่ออธิบายเรื่องราวทางจิตวิทยา มักอธิบายเรื่องของจิตและวิญญาณแต่จากคำอธิบายของปราชญ์ทั้ง 2 ท่านดังกล่าวนั้น เป็นรากฐานที่สำคัญในการศึกษาค้นคว้าต่อๆ มาเกี่ยวกับการทำงานของจิต ความจำ พฤติกรรมทางสังคม และกระบวนการคิดของมนุษย์

          หลังจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์เจริญขึ้นในยุคต่อๆ มา ความเชื่อเรื่องวิญญาณเสื่อมลง จิตวิทยาจึงเน้นศึกษาเรื่องของจิต ไม่สนใจศึกษาเรื่องของวิญญาณอีกต่อไป การศึกษาเรื่องราวของจิตเจริญขึ้นเรื่อยๆ จนถึงยุคของจอห์น ลอค (ค.ศ. 1632-1704) ปราชญ์ชาวอังกฤษ ที่เริ่มศึกษาเรื่องของจิตละเอียดขึ้นไปอีก โดยเน้นศึกษาที่จิตสำนึก (conscious) ซึ่งหมายถึงสภาพการรู้สึกตัวของคนเราที่ตระหนักในบทบาท การกระทำ และกาลเวลาขณะนั้นๆ และจอห์น ลอค ยังเน้นศึกษาธรรมชาติพฤติกรรมของมนุษย์ที่ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมด้วย ลักษณะการอธิบายดังกล่าว เริ่มแสดงให้เห็นความสมเหตุสมผลของศาสตร์ทางจิตวิทยา ซึ่งเข้าใกล้ความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

          กุสตาส เฟชเนอร์ (ค.ศ.1801-1887) นักฟิสิกส์และนักปราชญ์ชาวเยอรมันเป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำให้จิตวิทยาเข้าใกล้ความเป็นวิทยาศาสตร์ ท่านอธิบายจิตใจของมนุษย์จากการศึกษาทดลองการสัมผัสสิ่งเร้าของบุคคล ท่านพบว่าจิตใจของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งเร้าภายนอกมากระตุ้น ซึ่งก็ให้ความสำคัญกับสิ่งเร้าหรือสิ่งแวดล้อมภายนอกตัว และแสดงให้เห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างกายกับจิต

          จอห์น บี วัตสัน (ค.ศ. 1878-1958) บิดาแห่งจิตวิทยาแผนใหม่ชาวอเมริกัน เป็นผู้นำที่สำคัญต่อการทำให้จิตวิทยารุ่งเรืองและมีความเป็นวิทยาศาสตร์เต็มตัว ท่านนำวิธีศึกษาแบบวิทยาศาสตร์มาใช้ในการศึกษาและอธิบายพฤติกรรมทางจิตวิทยา และยังเป็นผู้นำของนักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยมด้วย วัตสันเชื่อว่าจิตไม่มีตัวตน มองไม่เห็น ถ้าต้องการทราบจิตของใครก็ต้องศึกษาจากพฤติกรรมหรือการกระทำของผู้นั้นซึ่งจะสะท้อนให้เห็นจิตหรือความคิดภายใน ท่านเป็นผู้ให้คำจำกัดความที่ทันสมัยว่า “จิตวิทยาคือวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม”

          วิลเฮล์ม วุ้นดท์ (ค.ศ. 1872-1920) บิดาแห่งจิตวิทยาการทดลองชาวอเมริกัน ได้ตั้งห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยาเป็นแห่งแรกที่เมืองไลป์ซิก ประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการศึกษาทดลองพฤติกรรมของมนุษย์ที่กว้างขวางขึ้น ส่งผลให้ศาสตร์ทางจิตวิทยามีความแพร่หลายและนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายแง่หลายมุมในชีวิตประจำวัน

          จากที่กล่าวมาเกี่ยวกับความเป็นมาของจิตวิทยา จะเห็นได้ว่าจิตวิทยายุคใหม่เริ่มในปลายคริสตวรรษที่ 19 ได้มีการศึกษาค้นคว้ากันแพร่หลายและมีการนำจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ในแง่มุมต่างๆ มากมาย ซึ่งการที่จะเลือกนำไปใช้ในแง่มุมใดก็ต้องเลือกโดยให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่เป็นมาของพฤติกรรมด้านนั้นๆ

          1.3 สาขาของจิตวิทยา

          พฤติกรรมของมนุษย์มีหลายลักษณะ จิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ก็มีต่างๆ กัน จึงแบ่งศาสตร์ของจิตวิทยาได้หลายสาขา ดังนี้

               1.3.1 จิตวิทยาที่ศึกษาพฤติกรรมทั่วไป เช่นตัวอย่างรายวิชาดังต่อไปนี้ คือ

               1) จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology) ศึกษาพฤติกรรมทั่วไปของคนปกติ เป็นพื้นฐานความรู้เรื่องพฤติกรรมสำหรับผู้ศึกษาทั่วๆ ไป และสำหรับผู้ที่จะเรียนพฤติกรรมศาสตร์เฉพาะด้านให้ลึกซึ้งต่อไป

               2) จิตวิทยาสรีระ (Physiological Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับส่วนประกอบ หน้าที่ และธรรมชาติในร่างกายมนุษย์ที่มีผลต่อการแสดงออก

               3) จิตวิทยาการทดลอง (Experimental Psychology) ศึกษาพฤติกรรมทั่วไปของมนุษย์และสัตว์จากห้องทดลองโดยเฉพาะ

           1.3.2 จิตวิทยาที่ศึกษาเฉพาะด้าน เช่นตัวอย่างรายวิชาดังนี้ คือ

               1) จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของบุคคลวัยต่างๆ ตามระยะเวลาที่ผ่านไป

               2) จิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology) ศึกษาเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความผิดปกติของพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่แนวทางบำบัดรักษาและการทำจิตบำบัด

               3) จิตวิทยาอปกติ (Abnormal Psychology) ศึกษาพฤติกรรมผิดปกติทุกประเภทรวมทั้งพวกอัจฉริยะในด้านต่างๆ

               4) จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) ศึกษาพฤติกรรมทางสังคมและพฤติกรรมกลุ่มมนุษย์

          1.3.3 จิตวิทยาประยุกต์ เป็นการศึกษาด้านการนำความรู้ทางพฤติกรรมไปใช้ประโยชน์ในวงการต่าง ๆ เช่น ตัวอย่างรายวิชาดังนี้คือ

               1 ) จิตวิทยาการแพทย์ ( Medical Psychology) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการนำจิตวิทยาไปใช้ในการบำบัดรักษาผู้มีอาการทางจิต

               2 ) จิตวิทยาการปรึกษาแนะแนว ( Counseling Psychology) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการนำศาสตร์ด้านพฤติกรรมไปประยุกต์ในงานให้บริการปรึกษาและแนะแนวแก่กลุ่มบุคคลด้านต่าง ๆ

               3 ) จิตวิทยาบุคลากร ( Employment Psychology) เป็นความรู้ในเรื่องการนำศาสตร์เกี่ยวกับพฤติกรรมไปเป็นประโยชน์ในการปกครองและการบริหารบุคคล

               4 ) จิตวิทยาการศึกษา ( Educational Psychology) เป็นศาสตร์ที่ให้ความรู้เรื่องการนำจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ในการจัดการศึกษาและการเรียนการสอน

               5 ) จิตวิทยาอุตสาหกรรม ( Industrial Psychology) เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการนำความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ไปใช้ในงานอุตสาหกรรมและการสร้างผลผลิต

               6 ) จิตวิทยาธุรกิจ ( Business Psychology) เป็นศาสตร์ที่ให้ความรู้ในเรื่องการนำจิตวิทยาไปใช้ประโยชน์ในงานธุรกิจ ซึ่งมีขอบข่ายการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ในการทำงานด้านธุรกิจทั่วไป

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที