TPA Magazine

ผู้เขียน : TPA Magazine

อัพเดท: 12 ก.พ. 2007 11.49 น. บทความนี้มีผู้ชม: 45810 ครั้ง

ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราต้องพูดต้องคุย เพื่อสร้างความเข้าใจต่อกันและกัน


ตอนที่ 10 สุขสันต์วันปีใหม่.....1

<เรียน(ภาษา)ญี่ปุ่นไม่วุ่นอย่างที่คิด>                                            โดย  เอริโกะ

 

ตอนที่ 10 สุขสันต์วันปีใหม่.....1

                การเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงในปีที่2 สำหรับชีวิตในโตเกียวของดิฉัน เป็นการเริ่มต้นที่ห่อเหี่ยวและร่วงโรย (ทางจิตใจ) เฉกเช่นเดียวกับใบไม้ที่เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงและเตรียมจะร่วงหล่นเลยทีเดียว เหตุเพราะอย่างแรกก็คือ ข่าวร้ายจากกรุงเทพฯที่น้องสาวของดิฉันโทรมาบอกว่า คุณพ่อประสบอุบัติเหตุขับรถประสานงากับรถบรรทุก และขณะนี้ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้น แถมคุณหมอผู้ดูแลอาการยังบอกอีกว่า ภายในวันสองวันหากคุณพ่อยังไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย ก็ขอให้พวกดิฉันทำใจเตรียมจองวัดได้เลย อย่างที่สองก็คือจากวันที่รู้ข่าวร้ายนี้อีกสามวัน ดิฉันจะต้องสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท ซึ่งการสอบในครั้งนี้หมายถึงอนาคตของดิฉันด้วย เพราะถ้าสอบเข้าไม่ได้ สัญญาทุนก็จะหมดลงโดยอัตโนมัติ ความรู้สึกในขณะนั้นสับสนอย่างมาก ดิฉันจะเดินทางไปดูใจคุณพ่อดี หรือจะมุสอบเข้าเรียนต่อให้ได้เพื่ออนาคต ดิฉันต้องเลือกเสียแล้ว !!

          คุณแม่อิซึมิเป็นคนแรกที่ดิฉันไปหาและปรึกษา ซึ่งการให้คำแนะนำของท่านเป็นสิ่งที่ดิฉันยังระลึกถึงเสมอ และขอบคุณมาจนถึงทุกวันนี้ คุณแม่บุญธรรมบอกว่า มนุษย์ต้องเลือกสิ่งที่เป็นอนาคต เพราะชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้าอีกยาวนาน ดิฉันนึกรู้ทันทีว่าแม่บุญธรรมกำลังพยายามจะบอกดิฉันว่า หากดิฉันกลับไปกรุงเทพฯในขณะนั้นแล้วคุณพ่อเกิดเสียชีวิต ดิฉันก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี ที่สำคัญก็คืออาจทำให้ดิฉันพลาดโอกาสในการเรียนต่อปริญญาโทซึ่งหมายถึงอนาคตของดิฉัน เพราะมองในมุมกลับ หากดิฉันสอบเข้าได้ เรียนจบ กลับไปก็ยังมีโอกาสในการทำงานที่ดี มีอนาคตที่สดใส สามารถดูแลครอบครัว น้องชายและน้องสาว แทนคุณพ่ออีก ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่คุณพ่อภูมิใจมากกว่า ดังนั้นในวิกฤตเช่นนี้ ดิฉันจึงเลือกอนาคตด้วยการบอกทางบ้านไปว่าคงต้องอยู่สอบเสียก่อน ทันทีที่สอบเสร็จจะรีบบินกลับไปทันที ซึ่งทางบ้านก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ในขณะที่ตัดสินใจอย่างนั้น  สภาพจิตใจของดิฉันย่ำแย่มากๆจนแม่บุญธรรมแนะนำว่า ดิฉันควรต้องหาวิธีทำให้ตัวเองสงบและมีสมาธิ โดยบอกให้ดิฉันไปที่วัดเซ็นโซจิ ซึ่งเป็นวัดพุทธนิกายมหายาน ที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว อยู่ย่านอะซะกุซ่า ( Asakusa : 浅草)  ที่วัดนี้เป็นที่นิยมของคนทั่วไปมานมัสการขอพรเรื่องสุขภาพเป็นประจำ เพราะด้านในจะเป็นที่ประดิษฐานรูปพระโพธิสัตว์กวนอิมอันศักดิ์สิทธิ์ ด้านหน้าวัดก่อนขึ้นไปที่อุโบสถจะมีกระถางธูปขนาดใหญ่มหึมาวางอยู่ และทางด้านขวามือของอุโบสถจะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ คงจะคล้ายน้ำมนต์ของบ้านเรา ต่างกันที่ไม่มีไขของเทียนลอยฟ่องอย่างวัดที่เมืองไทย แต่กลับเป็นสายน้ำที่ไหลออกมาจากก๊อกน้ำ ที่ว่ากันว่าทุกๆเย็นพระที่วัดนี้จะมาสวดเพ่งกสิณลงไปในน้ำ ดังนั้นเชื่อกันว่าหากได้ดื่มหรือนำมาประพรมที่ร่างกายแล้วก็จะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และเช่นกัน หากได้สูดดมหรือนำเอาควันธูปแตะตามร่างกายแล้ว อาการเจ็บป่วยหรือโรคร้ายที่เกิดขึ้น ณ ส่วนนั้นๆ ก็จะทุเลาลง หรือบางคนก็ว่าหายไปเลยก็มี

                แม่บุญธรรมบอกว่า ให้ดิฉันไปวัดนี้แล้วขอพรจากพระโพธิสัตว์กวนอิมให้คุณพ่ออาการดีขึ้น แม้จะเป็นสิ่งที่อาจจะดูเหลวไหลไร้สาระ เพราะพ่อดิฉันเจ็บหนัก นอนหลับอยู่ไกลถึงกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร แต่จะให้มาขอพรกับพระที่โตเกียว จะช่วยได้อย่างไร คงต้องใช้พลังเลเซอร์ยิงเล็งกันมโหฬารเป็นแน่ กว่าจะฝ่าน่านฟ้าโตเกียวไปถึงเมืองหมอกหนาด้วยมลพิษอย่างกรุงเทพฯได้  แต่ดิฉันก็ยอมทำตามคำแนะนำนั้น เพราะไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านี้แล้ว เมื่อไปถึงที่วัด ก่อนจะขึ้นไปที่อุโบสถ ดิฉันเห็นคนญี่ปุ่นทั้งหนุ่มสาวและแก่จำนวนมากมุงอยู่ที่ศาลาเล็กๆใกล้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรก็ไม่รู้ขยุกขยิกอยู่ จึงเดินเข้าไปดู ก็เห็นว่าทุกคนกำลังเขียนอะไรบางอย่างลงไปที่ตะเกียบไม้เล็กๆยาวๆ ด้วยความสงสัยเลยถามคุณป้าคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆว่า

Kore wa  nan desuka.  : これは何ですか ( นี่คืออะไร ) คำว่า Kore : これ หมายถึง

อันนี้ / สิ่งนี้ ใช้กับสิ่งของ  ส่วน nan : ( อะไร ) หรือ what ในภาษาอังกฤษนั่นเอง  คุณป้าใจดีคนนั้นก็อธิบายว่า ตะเกียบที่เห็นนี้ใช้เป็นคล้ายสาส์นที่จะสื่อกับเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยที่ตะเกียบนี้จะมีภาษาญี่ปุ่นเขียนไว้ไม่ซ้ำกัน เช่น สุขภาพ การงาน ความปลอดภัย และอื่นๆอีกหลายเรื่อง ใครอยากจะขอพรในเรื่องใดก็ให้หยิบตะเกียบที่จารึกคำนั้นๆแล้วเขียนชื่อตัวเองหรือชื่อคนที่เราอยากจะขอพรให้ใส่ลงไป แล้วทุกเย็นหลวงพ่อพร้อมทั้งพระอื่นๆในวัดก็จะนำไปสวดตามรายชื่อนี้ ซี่งคุณป้ายืนยันว่าพลังจิตอันแน่วแน่ของพระเหล่านั้นจะส่งผลให้สิ่งที่ขอไว้เป็นจริง ดิฉันได้ฟังแล้วก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่จิตใจตอนนั้นสับสนเกินกว่าหญิงห้าวอย่างดิฉันจะนึกค้านอะไรได้ คิดแต่ว่าขอให้คุณพ่อฟื้นก็พอ ดิฉันก็เลยเขียนชื่อคุณพ่อลงไปที่ตะเกียบสุขภาพ แล้วเขียนชื่อตัวเองลงไปที่ตะเกียบการทำงานในอนาคต จากนั้นก็ขึ้นไปอธิษฐานที่บนพระอุโบสถ โดยขอให้คุณพ่อฟื้นและหายเร็วๆ  แล้วถ้าเป็นจริง ดิฉันจะขอไม่ทานเนื้อวัวตลอดชีวิต และจะอุทิศ ตัวเพื่อสาธารณประโยชน์ของสังคมตลอดไป อธิษฐานจบ ดิฉันก็ลงมานั่งสงบสติอารมณ์ อยู่ที่เก้าอี้ใต้ต้นไม้ภายในวัด จนตะวันลับฟ้าถึงได้กลับหอพักอย่างอ่อนแรง

                ในค่ำวันรุ่งขึ้นสิ่งมหัศจรรย์ อันดับ 8 ของโลกก็บังเกิดขึ้นกับดิฉัน จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่น้องสาวของดิฉันซึ่งเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ โทรศัพท์มาหาที่หอพักแจ้งข่าวว่าคุณพ่อฟื้นแล้วด้วยน้ำเสียงดีใจ ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดใจกันทั่วหน้า โดยเฉพาะคุณหมอเจ้าของไข้ถึงกับอุทานว่า เป็นไปได้อย่างไร ! ทันทีที่รู้ข่าวดิฉันขนลุกซู่ และนึกไปถึงกิจกรรมทั้งหมดที่ได้ไปทำมา ณ วัดเซ็นโซจิ จะโดยบังเอิญหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งศักดิ์สิทธ์มีจริงๆ และพลังจิตก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อ อย่างที่โบราณว่า ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นั่นเอง นับแต่วินาทีนั้น ดิฉันก็ไม่แตะต้องเนื้อวัวอีกเลยจนถึงปัจจุบัน แล้วกำลังใจในการสอบก็ไม่รู้มาจากไหนเกินร้อย ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะดิฉันสอบผ่านเข้าเรียนต่อปริญญาโทได้อย่างสวยงาม  นับเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่มอบให้คุณพ่อและตัวเองก่อนวันขึ้นปีใหม่ที่กำลังจะมาเยือนอีกครั้ง

                เทศกาลเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ของญี่ปุ่นนั้น ดูเหมือนจะเริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมแล้ว เริ่มตั้งแต่ร้านรวงต่างๆจะทยอยทำความสะอาด จัดตกแต่งร้านให้สวยงามด้วยสีสันของการเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งญี่ปุ่นแพ้สงครามและอยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกาอยู่นาน ทำให้ญี่ปุ่นรับเอารูปแบบและแนวความคิดหลายๆอย่างของพวกตะวันตกมามากพอสมควร การเฉลิมฉลองปลายปีอย่างนี้ จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นการผสมผสานระหว่าง คริสต์มาสแบบตะวันตกเข้ากับปีใหม่อย่างของตะวันออก ก็เลยดูคึกคักประหลาดๆ เพราะในขณะที่เราเห็นการตกแต่งต้นคริสต์มาส เห็นขนมเค้กในแบบต่างๆ เห็นการ์ดอวยพร สีแดง – เขียว –ทอง  เห็นตุ๊กตาซานตาคลอสกลาดเกลื่อนทั่วกรุงโตเกียว พร้อมกันนั้น เราก็จะเห็นสนกิ่งใหญ่ ไม้ไผ่ และช่อดอกบ๊วย ที่เรียกว่า คะโดมัทสึ (Kadomatsu :門松) จัดวางไว้ที่ประตูบ้าน แล้วยังได้เห็น ชิเมคะซาริ ( Shimekazari : 閉め飾り) เชือกศักดิ์สิทธิ์แขวนไว้ที่หน้าประตูบ้านอีกด้วย เมื่อพูดถึงคะโดมัทสึและชิเมคะซารินี้จะถือเป็นสัญลักษณ์ของปีใหม่ในญี่ปุ่น โดยคะโดมัทสึจะประกอบไปด้วยกิ่งสนใหญ่ ไม้ไผ่ และช่อบ๊วย ซึ่งถือว่าเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าแห่งปี  คนญี่ปุ่นจะวางคะโดมัทสึที่ว่านี้ไว้หน้าประตูบ้านข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างของประตูก็ได้ เพื่อแสดงการต้อนรับเทพเจ้าแห่งปี ตลอดจนวิญญาณของบรรพบุรุษที่จะมาเยี่ยมเยียนลูกหลานในช่วงเทศกาลสำคัญนี้ รวมทั้งเป็นการขอพรให้มีอายุยืนยาว มีความเจริญรุ่งเรือง และมีความมั่นคงในชีวิต  ส่วนชิเมคะซะริก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ใช้ประดับในวันปีใหม่ ประกอบด้วยเชือกศักดิ์สิทธิ์ทำด้วยฟางข้าว มีแถบกระดาษสีขาวห้อยเป็นพู่ๆ ประดับกับส้ม กุ้งมังกร และใบเฟิร์น คนญี่ปุ่นมีความเชื่อว่า ถ้าแขวนชิเมคะซะริไว้ที่หน้าประตูบ้าน จะเป็นการขจัดสิ่งชั่วร้ายให้ออกไปจากบ้านเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่  นอกจากนั้นส้มถือเป็นสัญลักษณ์ของความมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงของสมาชิกในครอบครัว ส่วนกุ้งมังกรหมายถึงอายุยืนยาว ว่ากันว่าบ้านที่ประดับด้วยชิเมคะซะรินั้นเป็นบ้านที่บริสุทธิ์ สิ่งชั่วร้ายไม่สามารถกล้ำกรายผ่านเข้ามาได้

                หลังจากตกแต่งบ้านช่องห้องหอให้สะอาดเอี่ยมอ่องแล้ว คนญี่ปุ่นก็จะยุ่งชุลมุนกับการสะสางงานเพื่อมิให้คั่งค้าง ด้วยว่าเมื่อเปิดศักราชใหม่จะได้เป็นการเริ่มต้นที่ดี ระหว่างนี้ก็จัดเตรียมส่ง ส.ค.ส. ที่เรียกกันว่า เน็งงะโจ (Nengajou   :年賀状) ซึ่งมีลักษณะเป็นไปรษณียบัตร เขียนคำอวยพรต่างๆ แล้วที่สนุกก็คือ ที่ไปรษณียบัตรนี้จะมีหมายเลขกำกับไว้ด้วย เป็นเหมือนลอตเตอรี่ที่จะออกรางวัลในวันที่ 15 ของเดือนมกราคม เรียกว่าเป็นการส่งความสุขและส่งโชคให้กับผู้รับ เน็งงะโจที่ถูกรางวัลนี้ สามารถนำไปรับได้ที่ไปรษณีย์ใกล้ๆบ้าน ของรางวัลก็มีตั้งแต่มูลค่ามากไปจนถึงของกระจิ๊บกระจ้อย ที่สุดฮิตมีมากหน่อย ก็คือทิชชู ซึ่งสี่ปีที่อยู่โตเกียวนี้ ดิฉันก็ได้รับรางวัลจากเน็งงะโจที่ส่งมาให้เป็นทิชชู ปีละซอง ชื่นใจดีเหมือนกัน

                เมื่อพูดถึงเน็งงะโจ สิ่งที่มาคู่กันก็คือ การเขียนคำอวยพรใน ส.ค.ส.ของญี่ปุ่นที่จะมีรูปแบบต่างๆกัน แต่ที่ฮอตฮิตนิยมมากดูเหมือนจะมี 2 แบบ อย่างแรกก็คือ เขียนและส่งก่อนปีใหม่ ที่จะใช้คำว่า Yoi otoshi o omukae kudasai :良いお年をお迎えください。โดยถ้าแปลตามตัวแล้วจะพบว่า Yoi:良いหมายถึง ดี otoshi:お年 คือปี omukae :お迎え มาจาก mukaemasu ที่แปลว่า รับ  ดังนั้นเมื่อแปลโดยรวมอาจหมายถึง ขอให้โชคดีในปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง อีกแบบหนึ่งที่นิยมคือ Shinnen omedetou gozaimasu.: 新年おめでとうございます。หมายถึง สุขสันต์วันปีใหม่ คำว่า Shin : มาจาก atarashii : 新しいที่แปลว่า ใหม่ nen : หมายถึง ปี  omedetou gozaimasu ก็คือการแสดงความยินดี ดิฉันคิดว่า Shinnen omedetou gozaimasu.: 新年おめでとうございます。นี้ใกล้เคียงกับ Happy New Year ในภาษาอังกฤษมากที่สุด

                นอกเหนือจากการเขียนจ่าหัวด้วย 2 ประโยค 2 แบบที่ว่านี้แล้ว ก็อาจเขียนเพิ่มเติม อีก 2 -3 ประโยค ที่มักใช้ก็คือ Iroiro osewa ni narimashita . : 色々お世話になりました. Hontou ni arigatou gozaimasu . : 本当にありがとうございます。Rainen mo yoroshiku onengai itashimasu.来年もよろしくお願いいたします。หมายถึง ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือต่างๆที่ได้รับตลอดทั้งปี ปีถัดไปนี้ก็หวังว่าจะยังคงได้รับความกรุณา (ช่วยเหลือ ) ด้วยดีเหมือนเช่นเคย เป็นไงละ ประเทศนายทุนเวลาอวยพรปีใหม่กัน เด็ดมั้ย! แทนที่จะบอกขอให้เจริญรุ่งเรือง ร่ำรวย คิดเงินให้ได้เงิน คิดทองให้ได้ทอง เหมือนแบบไทยๆ กลับขอความช่วยเหลือต่อไปเลย ซึ่งก็คงหมายถึงในเรื่องของธุรกิจ มิน่าล่ะ ประเทศนี้ถึงได้ร่ำรวยเจริญรุดหน้า เพราะผู้คนหายใจเข้าออก เป็นเรื่องของธุรกิจการค้าบิสิเนสตลอดเวลานี่เอง !!

          ความจริงการเขียนบัตรอวยพรปีใหม่นี้ พวกเราที่มีอันต้องติดต่อกับคนญี่ปุ่นหัดเขียนไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะถือเป็นประเพณีที่คนญี่ปุ่นนิยม และคาดหวังว่าคนที่ตนรู้จักจะส่งสารถึงเพื่อเป็นการระลึกถึงกันและกัน แล้วถ้าเขียนให้ถูกต้องตามแบบฟอร์มที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติด้วยแล้ว รับรองว่าได้รับความนิยมชมชอบจากมิตรสหายชาวญี่ปุ่นที่คุณๆติดต่อสัมพันธ์อยู่ด้วยเป็นแน่ รูปแบบที่นิยมก็คือ

                Shinnen omedetou gozaimasu

          新年おめでとうございます

          Iroiro osewa ni narimashita

          色々お世話になりました

          Hontou ni arigatou gozaimasu.

          本当にありがとうございます。

          Rainen mo yoroshiku onegai itashimasu.

          来年もよろしくお願いいたします。


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที