TPA Writer Where The new ideas begin

สนั่น
ผู้เขียน
สนั่น
คะแนนโหวต
5
ผู้เข้าชม
24383
อัพเดท
07 ก.ย. 2011 16.09 น.

มลพิษอากาศ

มลพิษอากาศ

 

มลพิษทางอากาศ

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศสําคัญมีดังนี้
     1. ยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เป็นแหล่งก่อปัญหาอากาศเสียมากที่สุด สารที่ออกจาก รถยนต์ที่สําคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และของกํามะถัน สารพวกไฮโดรคาร์บอนนั้น ประมาณ 55 % ออกมาจากทอไอเสีย 25 % ออกมาจากห้องเพลา ข้อเหวี่ยง และอีก 20 % เกิดจากการระเหยในคาร์บูเรเตอร์ และถังเชื้อเพลิง ออกไซด์ของไนโตรเจนคือ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และไน ตรัสออกไซด์ (N2O) เกือบทั้งหมดออกมาจากท่อไอเสีย เป็นพิษต่อมนุษย์โดยตรง นอกจากนี้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซินชนิดซุปเปอร์ยังเพิ่มปริมาณตะกั่วในอากาศอีกด้วย
     2. ควันไฟ และก๊าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
 จากโรงงานผลิตสารเคมี ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตไฟฟ้า โรงงานทําเบียร์ โรงงาน สุรา โรงงานน้ำตาล โรงงานกระดาษ โรงงานถลุงแร่ โรงงานย้อมผ้า โรงงานทําแก้ว โรงงานผลิตหลอดไฟ โรงงานผลิตปุ๋ย และโรงงานผลิตกรดพลังงานที่เกิดจากสารเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทําให้เพิ่มสาร ต่าง ๆ ในอากาศ อาทิ สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ออกไซด์ของไนโตรเจน และ กํามะถันในบรรยากาศ
     3. แหล่งกําเนิดฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้แก่ บริเวณที่กําลังก่อสร้าง โรงงานทําปูนซีเมนต์ โรงงาน โม่หิน โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตโซดาไฟ เหมืองแร่ เตาเผาถ่าน โรงค้าถ่าน เมรุเผาศพ
     4. แหล่งหมักหมมของสิ่งปฏิกูล ได้แก่ เศษอาหาร และขยะมูลฝอย
     5. ควันไฟจากการเผาป่า เผาไร่นา และจากบุหรี่
     6. การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดละอองกัมมันตรังสี
     7. การตรวจและรักษาทางรังสีวิทยา การใช้เรดิโอไอโซโทป ที่ขาดมาตรการที่ถูกต้องในการ ป้องกันสภาวะอากาศเสีย
     8. อากาศเสียที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟป่า กัมมันตรังสีที่เกิดตามธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ความเป็นพิษเนื่องจากสาเหตุข้อนี้ค่อนข้าง น้อยมาก เนื่องจากต้นกําเนิดอยู่ไกล จึงเข้าสู่สภาวะแวดล้อมของมนุษย์และสัตว์ได้น้อย

 

 

 

 

2.ปัญหามลพิษทางอากาศ
ความหมายและคุณสมบัติของมลพิษทางอากาศ                                                                                              มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีการเจือปนของสารพิษ ในปริมาณที่สามารถทำให้อากาศเสื่อมคุณภาพ ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช ทั้งทางตรงและทางอ้อม
คุณสมบัติของอากาศ
อากาศบริสุทธิ์ ประกอบด้วย ไนโตรเจน 78.09 % โดยปริมาตร และออกซิเจน 20.94% โดยปริมาตร อาร์กอน 0.98% ส่วนที่เหลือ 0.01 % ประกอบด้วยฮีเลียม นิออน คริปตอน ฮีเลียม ซีนอน ก๊าซอินทรีย์และอนินทรีย์อื่นๆ โดยปกติมีไอน้ำอยู่ในอากาศประมาณ 1-3% และยังประกอบด้วย ฝุ่นละอองอีกด้วย
ชั้นบรรยากาศชั้นที่ 1 โทรโปสเฟียร์ (Troposphere) ระดับความสูงจากผิวโลกขึ้นไปราว 18 กิโลเมตร ที่บริเวณเขตศูนย์สูตร และที่ความสูง 6-8 กิโลเมตร อุณหภูมิลดลงตามความสูงอย่างสม่ำเสมอ อัตรา 5 องศาเซลเซียสทุกๆ 1 กิโลเมตรชั้นที่ 2 สตารโตสเฟียร์ (Strastosphere) อยู่ระหว่างความสูง 15-50 กิโลเมตร อุณหภูมิจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเนื่องจากมีก๊าซโอโซนดูดซึมรังสีอัลตราไวโอเลต จนกระทั่งที่ความสูง 50 กิโลเมตร อุณหภูมิจะเท่าๆ กับผิวโลกชั้นที่ 3 เมโซเฟียร์ (Mesosphere) ระหว่างความสูง 50-80 กิโลเมตร T จะค่อยๆ ลดลง จนถึงต่ำสุดที่ระดับความสูง 80 กิโลเมตร (อุณหภูมิ ประมาณ -90 ถึง -95 องศาเซลเซียส)
ชั้นที่ 4 เทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) ระดับความสูง 80 กิโลเมตรขึ้นไป อุณหภูมิจะค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นอีก ไปจนถึงกว่า 1000 องศาเซลเซียส
3.ผลกระทบของมลพิษทางอากาศ
          1. ทำอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ การที่สารที่มีอยู่ในอากาศจะเป็นอันตรายต่อร่างกายเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาณของสารนั้นๆ สารมีความเป็นพิษร้ายแรงเพียงใด ระยะเวลาที่ร่างกายสัมผัสกับอากาศสกปรกนั้นๆ ความต้านทานของร่างกายต่ออากาศสกปรก
        2. ทำอันตรายต่อพืชและสัตว์ต่างๆ
        3. ทำความเสียหายต่อทรัพย์สิน โดยก่อให้เกิดการกัดกร่อนต่อสิ่งก่อสร้าง วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ทำให้เสื่อมสภาพเร็ว และทำให้สิ่งของเครื่องใช้สกปรกง่าย
       4. จำกัดการมองเห็น (การที่ควัน หรือฝุ่นละอองปนในอากาศมากทำให้ แสงสว่างส่องลงมาได้น้อยกว่าปกติ) ทำให้เกิดอุบัติ บนท้องถนนได้ง่าย
       5. ทำให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ โดยทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการปรับปรุงการเผาไหม้ ปรับปรุงวิธีการที่จะลดมลสารในอากาศ รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการวิจัย

 

 

4.แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ
หลักการพื้นฐานในการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่สําคัญมีดังนี้ (เกษม , 2535)
1. ควบคุมเทคโนโลยีการใช้และการแปรรูปให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยให้เกิดของเสียและมลสารน้อยที่สุด
2. ไม่ใส่มลสารเข้าสู่ขบวนการใช้และการแปรรูป แต่ถ้าจําเป็นต้องควบคุมปริมาณทั้งที่ใช้ และการแปรรูป แต่ถ้าจําเป็นต้องควบคุมปริมาณทั้งที่ใช้ให้อยู่กว่าเกณฑ์มาตรฐาน
3. ควบคุมปริมาณการใช้ทรัพยากรให้พอเหมาะพอดี โดยส่วนที่เหลือจะต้องทําหน้าที่ได้เท่ากับปริมาณที่มีตามปกติ
4. เมื่อใดก็ตามที่จะมีการใช้ทรัพยากรอย่างหนึ่ง แล้วส่งผลกระทบกับอีกทรัพยากรหนึ่งต้องไม่ทําให้ของเสียหรือมลสาร มีพิษต่อทรัพยากรนั้น ๆ เช่น ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยถ่านหินลิกไนต์ต้องไม่ให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซต์ มีค่าเกินมาตรฐาน
5. ใช้มาตรการทางกฎหมาย เพื่อป้องกัน พร้อมทั้งระบุโทษให้ประจักษ์ชัดตามความรุนแรงของการกระทํา การแก้ไขปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อม อาจจะกระทําได้ดังนี้
      5.1 ไม่ให้เกิดการสัมผัสทั้งห้า หมายความว่า ถ้าเสียงดังใช้เครื่องปิดหู กลิ่นเหม็นใช้หน้ากากปิดปาก จมูก แสงมากใช้ แว่นกันแสง เกิดการระคายเคืองใช้เสื้อผ้าป้องกันการสัมผัส และวิธีเลือกอาหารรับประทาน
     5.2การกําจัดของเสียที่เป็นของแข็ง จะใช้วิธีการเลือกของเสียที่สามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้มาเข้า ขบวนการผลิตของเสีย เช่น กากของสารอินทรีย์ทําปุ๋ยหมัก ถ้าเป์นโลหะนํากลับมาหลอมใหม่ และส่วนที่ใช้ไม่ได้อีกแล้วอาจจะใช้วิธีเผาหลอมแล้วแยกสาร หรือฝังกลบให้มิดชิด เป็นต้น
    5.3 การบําบัดของเสียที่เป็นของเหลว เช่น น้ำเสียใช้วิธีบําบัดน้ำเสีย ซึ่งมีหลายรูปแบบทั้งทางฟิสิกส์- เคมี และชีววิทยา จนกว่าจะได้น้ำทิ้ง (effluent) ที่มีค่าความสะอาดใกล้เคียงธรรมชาติ หรือมาตรฐาน
   5.4 กําจัดของเสียที่เป็นฝุ่นละออง หรือก๊าซพิษ มีเครื่องกรอง ผสมสารเคมี หรือเป์นรูปแบบผสมผสานกับ สารละลาย เป็นต้น
   5.5 กรณีที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีการปนเปื้อนของสารพิษต้องมีการวางแผนการใช้ที่ดินอย่างเข้มงวด เช่น เฟืองหรือชุมชนจะช่วยลดปริมาณมลสารเหล่านั้นมิให้เกิดพิษภัยต่อผู้อาศัยได้
  5.6. การติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม ขั้นสุดท้ายของการวิเคราะห์ปัญหาสิ่งแวดล้อม ต้อง มีการติดตามตรวจสอบเป็นระยะไปเพื่อเป็นการป้องกันผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งระยะสั้น และ ระยะยาว ปกติจะเป็นการตรวจวัดตามสถานีต่าง ๆ โดยรอบพื้นที่ศึกษา ในระยะที่มลพิษระดับ ต่างกันจะไปถึงได้ เช่น ก๊าซที่ปล่อยออกมาจากปล่อยโรงงานที่ใช้เชื้อเพลิง เช่น กํามะถัน คาร์บอน และไนโตรเจน มีปริมาณมากน้อยเพียงใดหลังจากเกิดปฏิกิริยาทางเคมีในบรรยากาศ แล้วอาจจะเป็นกรด (ฝนกรด) ตกใกล้พื้นที่ศึกษาหรือไกลออกไป นอกพื้นที่ศึกษาตาม


1.สาเหตุปรากฏการณ์เรือนกระจก
         
แนวความคิดในการสร้างเรือนกระจกได้นำมาเป็นความรู้หรือคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยที่ปกติแล้วโลกจะได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านบรรยากาศลงมาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อรังสีแสงอาทิตย์ส่องมายังผิวโลก รังสีบางส่วนจะสะท้อนกลับ ส่วนที่เหลือจะถูกดูดซับไว้ที่ผิวโลกที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ พื้นโลกส่วนที่อุ่นขึ้นนี้สะท้อนความร้อนให้กับบรรยากาศของโลกเป็น 3 ส่วน คือ ทำให้อากาศที่ติดกับผิวโลกร้อนขึ้น ทำให้น้ำหรือความชื้นที่ผิวโลกกลายเป็นไอระเหยออกไป และทำให้รังสีอินฟลาเรด (Inflared) สะท้อนสู่บรรยากาศ การสะท้อนของรังสีอินฟลาเรดไปยังบรรยากาศซึ่งจะมีสารพวกไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน (Methane) และก๊าซบางชนิดจะดูดซับรังสีอินฟลาเรดไว้ แล้วสะท้อนรังสีนี้ไปสู่บรรยากาศและสะท้อนกลับมายังโลก ซึ่งจะทำให้อากาศเหนือผิวโลกร้อนขึ้น ในขณะที่บรรยากาศโดยรอบโลกมีสารต่างๆเข้าไปปะปนเพิ่มมากขึ้นเช่นในปัจจุบัน จึงเป็นผลให้อุณหภูมิของอากาศที่ผิวโลกมีความร้อนเพิ่มขึ้นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเกษตรกรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ได้ทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 25 ส่วนก๊าซอื่นๆที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับการเพิ่มจำนวนประชากรและการเพิ่มปริมาณการใช้พลังงานและอาหารคือ ก๊าซมีเทน (Methane) โครโรฟูลโอโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbons) ไนทรัสอ๊อกไซด์ (Nitrous Oxide) และโอโซน (Ozone) ดังนั้นในแต่ละปีบรรยากาศรอบโลกจะมีก๊าซดังกล่าวเพิ่มขึ้น โดยได้จากการตรวจวัดอุณหภูมิของบรรยากาศของโลกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 และการวิเคราะห์โพรงอากาศบริเวณแอนตาร์คติค ซึ่งเป็นที่เชื่อได้ว่าสภาพดินฟ้าอากาศในปัจจุบันเกิดจากการสะสมความร้อนจากรังสีอินฟาเรด (Inflared) ในบรรยากาศเมื่อมีปริมาณก๊าซในบรรยากาศเพิ่มขึ้น จะมีผลทำให้โลกร้อนขึ้นด้วยสาเหตุที่ทำให้ปริมาณก๊าซชนิดต่างๆที่กล่าวมาแล้วเพิ่มขึ้น ก็เนื่องมาจาก
         1. คาร์บอนไดออกไซด์ การเผาไหม้หรือการใช้เชื้อเพลิงพวก ฟอสซิล (Fassil Fuesls) เพิ่มขึ้น กับการตัดไม้ทำลายป่าหรือการลดลงของปริมาณป่าไม้ของโลก
        2. มีเทน การเกษตรแผนใหม่ที่เป็นอยู่ทั่วโลก การปลูกข้าวและการเลี้ยงสัตว์ปริมาณเพิ่มมากขึ้น เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงพลโลกที่เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนั้นก๊าซมีเทนยังเพิ่มขึ้นจากกองขยะ จอมปลวก เหมืองถ่านหิน การขุดเจาะน้ำมันและเขม่าควันจากการเผาป่า
       3. คลอโรฟูลโอโรคาร์บอน (CFC) เป็นก๊าซชนิดใหม่ซึ่งเริ่มมีขึ้นในราว ค.ศ. 1930 ซึ่งนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เช่น ตู้เย็น สเปรย์ และพลาสติก
       4. ไนตรัสออกไซด์ เพิ่มขึ้นเนื่องจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนการเผาไหม้ซากพืชการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ และการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยถ่านหินและน้ำมัน
       5. โอโซน เกิดขึ้นเนื่องจากบริเวณที่เกิดมลพิษ และการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากแสงแดด (Photochemecal reaction) นอนจากนั้น ละอองน้ำในบรรยากาศยังก่อให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดการเพิ่มปริมาณเมฆในอากาศซึ่งจะก่อให้เกิดความหนาวเย็นได้เช่นกัน

2. ผลกระทบปรากฏการณ์เรือนกระจก
1.ผลกระทบด้านนิเวศวิทยา
          แถบขั้วโลกได้รับผลกระทบมากสุดและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งจะละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำทะเลทางขั้วโลกเพิ่มขึ้นและไหลลงสู่ทั่วโลกทำให้เกิดน้ำท่วมได้ทุก ทวีป นอกจากนี้จะพลอยทำให้สัตว์ทางทะเลเสียชีวิตเพราะระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงส่วนทวีปยุโรปยุโรปใต้ภูมิประเทศจะกลายเป็นพื้นที่ลาดเอียงเกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ปัญหาอุทกภัยจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากธารน้ำแข็งบนบริเวณยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะจะละลายจนหมดขณะที่เอเชียอุณหภูมิจะสูงขึ้นเกิดฤดูกาลที่แห้งแล้ง มีน้ำท่วม ผลิตผลทางอาหารลดลง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นสภาวะอากาศ แปรปรวนอาจทำให้เกิดพายุต่าง ๆมากมายเข้าไปทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชนซึ่งปัจจุบันก็เห็นผลกระทบได้ชัดไม่ว่าจะเป็นใต้ฝุ่นกกแต่แถบทวีปอเมริกาเหนืออุตสาหกรรมการผลิตอาหารจะได้รับผลประโยชน์เนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้น พร้อม ๆกับทุ่งหญ้าใหญ่ของแคนาดาและทุ่งราบใหญ่สหรัฐอเมริกาจะล้มตายเพราะความแปรปรวนของอากาศส่งผลต่อสัตว์นักวิจัยได้มีการคาดประมาณอุณหภูมิผิวโลกในอีก 100 ปีข้างหน้าหรือประมาณปี 2643ว่า อุณหภูมิจะสูงขึ้นจากปัจจุบันราว 4.5 องศาเซลเซียสเนื่องจากคาดการณ์ว่า จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ 63 และก๊าซมีเทนร้อยละ 27ของก๊าซเรือนกระจก สำหรับประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียสในช่วง 40 ปีอย่างไรก็ตาม หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 2- 4 องศาเซลเซียส จะทำให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง เกิดความรุนแรงและมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 ในอนาคต นอกจากนี้ ฤดูร้อนจะขยายเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลง
2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
          รัฐที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ของทวีปอเมริกาจะได้รับผลจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกัดกร่อนชายฝั่งจะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ แนวปะการังจะถูกทำลาย ปลาทะเลประสบปัญหา เนื่องจากระบบนิเวศที่แปรเปลี่ยนไปธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญจะสูญเสียรายได้มหาศาลนอกจากนี้ ในเอเชียยังมีโอกาสร้อยละ 66-90ที่อาจเกิดฝนกระหน่ำและมรสุมอย่างรุนแรง รวมถึงเกิดความแห้งแล้งในฤดูร้อนที่ยาวนาน ทั้งนี้ ในปี 2532-2545 ประเทศไทยเกิดความเสียหาย จากอุทกภัย พายุ และภัยแล้ง คิดเป็นมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 70,000 ล้านบาทรายงาน " Global Deserts Outlook" ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ชี้ว่าภายใน 50 ปีข้างหน้า ระบบนิเวศวิทยาทะเลทราย จะเปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านชีววิทยา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม
ปัจจุบันพืชและสัตว์ทะเลทราย คือแหล่งทรัพยากรมีคุณค่าสำหรับผลิตยาและธัญญาหารใหม่ๆที่ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำและยังมีช่องทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติเช่น การทำฟาร์มกุ้งและบ่อปลาในทะเลทรายรัฐอาริโซนาและทะเลทรายเน เจฟในอิสราเอลอย่างไรก็ตาม ทะเลทรายที่มีอยู่ 12 แห่งทั่วโลก
กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องการขยายตัว แต่เป็นความแห้งแล้งเนื่องจากโลกร้อน ธารน้ำแข็งซึ่งส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงทะเลทรายในอเมริกาใต้กำลังละลาย น้ำใต้ดินเค็มขึ้นรวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ซึ่งหากไม่มีการลงมือป้องกันอย่างทันท่วงที ระบบนิเวศวิทยาและสัตว์ป่าในทะเลทรายจะสูญหายไปภายใน 50 ปีข้างหน้าในอนาคตประชากร 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายทั่วโลกจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นและน้ำถูกใช้จนหมดหรือเค็มจนดื่มไม่ได้
3. ผลกระทบด้านสุขภาพ
          ภาวะโลกร้อนไม่เพียง ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปแต่มีสิ่งซ่อนเร้นที่แอบแฝงมาพร้อมปรากฏการณ์นี้ด้วยว่าโลกร้อนขึ้นจะสร้างสภาวะที่พอเหมาะพอควรให้เชื้อโรคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเดวิท พิเมนเทล นักนิเวศวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์ แนลในอเมริการะบุว่าโลกร้อนขึ้นจะก่อให้เกิด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การฟักตัวของเชื้อโรคและศัตรูพืชที่เป็นอาหารของมนุษย์บางชนิด โรคที่ฟักตัวได้ดีในสภาพร้อนชื้นของโลก จะสามารถเพิ่มขึ้นมากในอีก 20 ปีข้างหน้าทั้งจะมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในโรคมาลาเรีย ไข้ส่า อหิวาตกโรค และอาหารเป็นพิษนักวิทยาศาสตร์ในที่ประชุมองค์การอนามัยโลกและ London School of Hygiene and Tropical Medicine วิทยาลัยศึกษาด้านสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนของอังกฤษแถลงว่า ในแต่ละปีประชาชนราว 160,000 คนเสียชีวิตเพราะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนตั้งแต่โรคมาลาเรีย ไปจนถึงการขาดแคลนสุขอนามัยที่ดี และตัวเลขผู้เสียชีวิตนี้อาจเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวในอีก 17 ปีข้างหน้าแถลงการณ์ของคณะแพทย์ระดับโลกระบุว่าเด็กในประเทศกำลังพัฒนาจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดเช่นในประเทศแถบแอฟริกา ละตินอเมริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ขยายของการขาดแคลนสุขอนามัยโรคท้องร่วงและโรคมาเลเรีย ท่ามกลางอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น น้ำท่วม และภัยแล้ง
3. แนวทางการป้องกันปรากฏการณ์เรือนกระจก                                                                                                     ได้มีผู้แนะนำวิธีการช่วยป้องกันสภาวะโลกร้อนไว้ดังนี้
          1. ลดระยะทางที่ใช้สำหรับการขน ส่งอาหาร เนื่องจากมลพิษจากการขนส่งนั้นเป็นตัวการสำคัญมากที่สุดในการเพิ่มปริมาณ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศให้ เราพยายามบริโภคอาหารที่ผลิตและปลูกในท้องถิ่น จะช่วยลดพลังงานที่ใช้สำหรับ การขนส่งลงได้
          2. ปิดเครื่องปรับอากาศในโรงแรมที่เราได้เข้าพักพร้อมทั้งอย่าให้พนักงานนำผ้าขนหนูที่ยังไม่สกปรกมากไปซักโดยพึง ระลึกว่าเราไม่ได้ช่วยให้โรงแรมประหยัดค่าไฟฟ้าแต่เรากำลังช่วยโลกที่เราอาศัยอยู่
         3. ลดระดับการใช้งานเครื่องใช้ ไฟฟ้าลงแม้เพียงน้อยนิดเช่น เพิ่มความร้อนของเครื่องปรับอากาศในสำนักงานหรือที่พัก อาศัยลงสักหนึ่งองศา หรือ ปิดไฟขณะไม่ใช้งานปิดฝาหม้อที่มีอาหารร้อนอยู่ หรือลด จำนวนชั่วโมงการดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุลงอาจลดค่าใช้จ่ายของเราไม่มากนักแต่จะส่ง ผลมหาศาลต่อโลก
        4. นำกระดาษหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ กลับไปใช้ใหม่ พยายามซื้อสิ่งของที่มีอายุการใช้งานนานๆจะช่วยลดการใช้พลังงานของโลกอย่างมากมาย
        5. รักษาป่าไม้ให้ได้มากที่สุด และลดหรืองดการจัดซื้อสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆที่ทำจากไม้ที่ตัดเอามาจากป่าเพื่อปล่อยให้ต้นไม้และป่าไม้เหล่านี้ได้ทำหน้าที่การเป็นปอดของโลกสืบไป
        6. ลดการใช้น้ำมันจากการขับขี่ยวดยานพาหนะ โดยปรับเปลี่ยนนิสัยการขับรถเช่น ลดความเร็วในการขับรถลง ตรวจสอบสภาพลมในล้อรถให้เหมาะสม และค่อยๆ เหยียบคันเร่งรถยนต์เมื่อต้องการเร่งความเร็ว
7. ทดลองเดินให้
          1.ปรากฏการณ์เอลนิโนเอล นิโนสภาวะที่อากาศและสภาพแวดล้อมทางทะเลเปลี่ยนไป อันเนื่องมาจากน้ำทะเลบริเวณฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ มีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้เกิดพายุผิดฤดู ซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งโลก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทุก 4 – 12 ปี เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ตะวันออกบริเวณเส้นศูนย์สูตร ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิ อากาศไปทั่วโลก ซึ่งเป็นผลต่อไปยังภาวะเศรษฐกิจและสังคมในหลายประเทศ รวมทั้งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย ตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟริกา อเมริกาใต้ อเมริกากลาง และ ตอนใต้ของยุโรป
สัญญาณบอกเหตุของ El Nino เริ่มมีการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิน้ำทะเล ประมาณ 1C เหนือเกณฑ์เฉลี่ย ในบริเวณ มหาสมุทรแปซิฟิก ตอนกลาง ตั้งแต่ เดือนสิงหาคม 2545
กระแสลมสินค้า จากฝั่งตะวันออก ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีความอ่อนตัวลง กว่าเกณฑ์เฉลี่ย ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก ตอนกลาง มีฝนตก ในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณเส้นศูนย์สูตร มากกว่าปกติ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2545 เริ่มเกิดสภาวะแห้งแล้ง ในหลายพื้นที่ ของประเทศ อินโดนีเซีย เม็กซิโก และอเมริกากลางอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนิโน ผลกระทบการเกิดปรากฏการณ์ ENSO คือ
ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยาวนานในบริเวณหมู่เกาะด้าน ตะวันตกของ มหาสมุทรแปซิฟิก และความชุ่มชื้นอย่างผิดปกติเช่น มีพายุเฮอริเคนพัดเข้าสู่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ใส กว่าปกติจนเป็น สาเหตุของการเกิดอุทกภัย นอกจากมีกระแสน้ำบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกแถบชายฝั่งทะเล ของประเทศเปรูและเอดวาดร์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีกระแสน้ำที่ไหลลงมาจากขั้วโลกใต้เลียบชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้ โดยอิทธิพลของลมตะวันตก แต่บริเวณใต้ฝั่งน้ำทะเล ทิศทางการไหลของกระแสน้ำทำมุม 90 องศา กับทิศทางของลมที่พัด เลียบชายฝั่งทะเลตามหลักการเกลียวหมุนของ Ekman’s Spiralซึ่งทำให้กระแสน้ำเย็นถูกพัดออกจากชายฝั่งทะเล ของประเทศพร้อมกับความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารจากชายฝั่งทะเลออกสู่ทะเลลึก ซึ่งนำไปสู่การเป็นแหล่งปลาชุกชุม เป็นแหล่งที่ชาวประมงจับปลาได้ไม่น้อยกว่า 10 ล้านตัน แต่หลังจากมีปรากฏการณ์เอนโซเกิดขึ้น กระแสน้ำที่ไหลย้อน ทิศทางที่เคยเป็นมาผลักดันกระแสน้ำจนไม่สามารถพัดพาความอุดมสมบูรณ์ออกจากชายฝั่งทะเล ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ลดลงเป็นสาเหตุให้ปริมาณที่จับได้ลดลงเหลือเพียง ปีละ 4 ล้านต้น เท่านั้น (Ahrem, 1983) เหตุการณ์เช่นนี้มี ผลกระทบต่อการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลกทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เนื่องจากปลาเป็นอาหารโดยตรงและปลาเป็นอาหารสัตว์ ที่เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญของโลก

 

 

 

 

     "มลพิษทางอากาศ" มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมลพิษทางอากาศก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพอนามัย ไม่ว่าจะเป็นด้านกลิ่น ความรำคาญ ตลอดจนผลกระทบต่อสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบหายใจ และระบบหัวใจและปอด ดังนั้นการติดตามเฝ้าระวังปริมาณมลพิษในบรรยากาศจึงเป็นภารกิจหนึ่งที่มีความสำคัญ กรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่ทำการตรวจวัดคุณภาพอากาศมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำการตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่สำคัญ ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน: PM-10) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) สารตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NOx) และก๊าซโอโซน (O3)

http://www.thaienvimonitor.net/image/AIRPOL2.JPG

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สถานการณ์มลพิษทางอากาศ

     ผลจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา พบว่า คุณภาพทางอากาศในประเทศไทยมีคุณภาพดีขึ้น โดยพิจารณาได้จากค่าสูงสุดของความเข้มข้นของสารมลพิษส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ยกเว้นฝุ่นขนาดเล็ก และก๊าซโอโซน ทั้งนี้การที่คุณภาพอากาศของประเทศไทยมีคุณภาพดีขึ้น มีสาเหตุมาจากการลดลงของปริมาณการใช้เชื้อเพลิงในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และอีกส่วนหนึ่งมาจากมาตรการของรัฐที่มีส่วนทำให้มลพิษทางอากาศลดลง (ธนาคารโลก 2002) ซึ่งได้แก่ การรณรงค์ให้ใช้รถจักรยานยนต์ 4 จังหวะแทนรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะ เนื่องจากรถจักรยานยนต์ 2 จังหวะเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของการปล่อยฝุ่นละอองออกสู่บรรยากาศ การปรับเปลี่ยนมาใช้รถจักรยานยนต์ 4 จังหวะ จึงช่วยให้มีการปล่อยฝุ่นละอองสู่บรรยากาศลดลง การติดตั้งอุปกรณ์กำจัดสารซัลเฟอร์ (Desulfurization) ในโรงไฟฟ้าแม่เมาะในปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์เป็นเชื้อเพลิงซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ดังนั้นการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวทำให้ปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศลดลงอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐานตั้งแต่มีการติดตั้งอุปกรณ์กำจัดสารซัลเฟอร์ การบังคับใช้อุปกรณ์ขจัดมลพิษในระบบไอเสียรถยนต์ประเภท Catalytic converter ในรถยนต์ใหม่ในปี พ.ศ. 2536 เนื่องจากยานยนต์เป็นแหล่งกำเนิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่สำคัญ ส่งผลให้ระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ลดลงจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน การลดปริมาณสารตะกั่วในน้ำมัน โดยในปี พ.ศ 2532 รัฐบาลได้มีมาตรการเริ่มลดปริมาณตะกั่วในน้ำมันจาก 0.45 กรัมต่อลิตรให้เหลือ 0.4 กรัมต่อลิตร และในปี พ.ศ. 2535 ได้ลดลงมาเหลือ 0.15 กรัมต่อลิตร จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลได้ยกเลิกการใช้น้ำมันเบนซินที่มีสารตะกั่ว ทำให้ระดับสารตะกั่วลดลงอย่างรวดเร็วจนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาตรฐาน

            ฝุ่นละอองขนาดเล็ก และก๊าซโอโซน ยังเป็นสารมลพิษที่เป็นปัญหา ซึ่งถึงแม้จะมีแนวโน้มลดลงเช่นกันแต่มลพิษทั้ง 2 ตัวก็ยังสูงเกินมาตรฐาน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะฝุ่นละอองมีแหล่งกำเนิดหลากหลาย ทำให้การออกมาตรการเพื่อลดฝุ่นละอองทำได้ยาก โดยแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองที่สำคัญได้แก่ ยานพาหนะ ฝุ่นละอองแขวนลอยคงค้างในถนน ฝุ่นจากการก่อสร้าง และอุตสาหกรรม สำหรับในพื้นที่ชนบท แหล่งกำเนิดฝุ่นละอองที่สำคัญ คือ การเผาไหม้ในภาคเกษตร ขณะที่ก๊าซโอโซน เป็นสารมลพิษทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (Volatile organic compound: VOC) และออกไซด์ของไนโตรเจน โดยมีความร้อนและแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้ก๊าซโอโซนมีปริมาณสูงสุดในช่วงเที่ยงและบ่าย และถูกกระแสลมพัดพาไปสะสมในบริเวณต่างๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่ยากต่อการควบคุมการเกิดของก๊าซโอโซน ทำให้มาตรการต่างๆ ยังไม่สามารถลดปริมาณก๊าซโอโซนลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้มลพิษทางอากาศมีแหล่งกำเนิดมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและสิ่งแวดล้อมแตกต่างและรุนแรงต่างกันไป

 แหล่งกำเนิดที่สำคัญและผลกระทบของมลพิษทางอากาศ

การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซล ฝุ่นละอองแขวนลอยคงค้างในถนน ฝุ่นจากการก่อสร้างและจากอุตสาหกรรม มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคนอย่างสูงเพราะมีขนาดเล็กจึงสามารถแทรกตัวเข้าไปในปอดได้การเผาไหม้เชื้อเพลิงที่มีซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบซึ่งส่วนใหญ่คือ ถ่านหินและน้ำมัน และอาจเกิด
จากกระบวนการทาง อุตสาหกรรมบางชนิดการสะสมของ SO2 จำนวนมากอาจทำให้เป็นโรคหอบหืดหรือ
มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้การรวมตัวกันระหว่าง SO2 และ NOx เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดฝนกรด(acid rain) ซึ่งทำให้เกิดดินเปรี้ยว และทำให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆ มีสภาพเป็นกรด

สารตะกั่ว

การเผาไหม้ alkyl lead ที่ผสมอยู่ในน้ำมันเบนซินสารตะกั่วเป็นสารอันตรายที่ส่งผลทำลายสมอง ไต โลหิต
ระบบประสาทส่วนกลาง และระบบสืบพันธุ์ โดยเด็กที่ได้รับสารตะกั่วในระดับสูงอาจมีพัฒนาการรับรู้ช้ากว่าปกติ และการเจริญเติบโตลดลง การเผาไหม้ของน้ำมันที่ไม่สมบูรณ์CO จะเข้าไปขัดขวางปริมาณก๊าซออกซิเจน (O2) ที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดจึงมีความเสี่ยงสูงจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ถ้าได้รับ CO ในระดับสูงการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และยังมีบทบาทสำคัญ
ในการก่อตัวของ O3 และ ฝุ่นละอองการรับ NOx ในระดับต่ำอาจทำให้คนที่มีโรคระบบทางเดินหายใจ
มีความผิดปกติของปอด และอาจเพิ่มการเจ็บป่วยของโรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก ขณะที่การรับ NOx เป็นเวลานานอาจเพิ่มความไวที่จะติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจและทำให้ปอดมีความ
ผิดปกติอย่างถาวร

 

การทำปฏิกิริยาระหว่างสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย
(Volatile organic compound: VOC) และออกไซด์ของไนโตรเจนโดยมีความร้อนและแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาO3 อาจทำให้เกิดอันตรายเฉียบพลันต่อสุขภาพ เช่น ความระคายเคืองต่อสายตา จมูก คอ ทรวงอก หรือมีอาการไอ ปวดหัว นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ผลผลิตทางการเกษตรต่ำลง

มูลค่าความเสียหาย

          เนื่องจากมลพิษทางอากาศมีผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะในเขตเมือง ในการศึกษานี้ได้ประเมินต้นทุนมลพิษทางอากาศจากต้นทุนสุขภาพของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจในเขตเมืองทั้งหมด 21 จังหวัด โดยพิจารณาจากจังหวัดที่มีจำนวนประชากรในเขตเทศบาลเกิน 100,000 คน จำนวน 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสงขลา และเพิ่มเติมจังหวัดที่มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งแสดงถึงการต้องเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบริเวณดังกล่าวจำนวน 9 จังหวัด ซึ่งได้แก่ ลำปาง นครสวรรค์ สระบุรี ปทุมธานี ระยอง นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และภูเก็ต

      การประเมินต้นทุนมลพิษทางอากาศจากค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจใช้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน กรณีผู้ป่วยนอกมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 275 บาทต่อครั้ง (ราคาปี พ.ศ. 2547) และในกรณีของผู้ป่วยในโรคปอดอักเสบมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 11,163 บาทต่อราย (ราคาปี พ.ศ. 2547) โรคหลอดลมอักเสบ หลอดลมพองและโรคหืดมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 7,204 บาทต่อราย (ราคาปี พ.ศ. 2547) โรคระบบหายใจส่วนบนติดเชื้อเฉียบพลัน และโรคอื่นๆ ของระบบหายใจส่วนบนมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 14,277 บาทต่อราย (ราคาปี พ.ศ. 2547) โรคเรื้อรังของระบบหายใจส่วนล่างมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 15,272 บาทต่อราย (ราคาปี พ.ศ. 2547) โรคหืด โรคหืดชนิดเฉียบพลัน และโรคอื่นๆ ของระบบหายใจ มีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ย 5,317 บาทต่อราย (ราคาปี พ.ศ. 2547) จากการคำนวณ พบว่า มูลค่าความเสียหายด้านสุขภาพจากมลพิษทางอากาศเฉลี่ยเท่ากับ 5,866 ล้านบาทต่อปี

         ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจมีการเก็บรวบรวมโดยกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นข้อมูลรายปี รายจังหวัด อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริง ดังนั้น ควรศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจว่ามาจากสาเหตุใด เพื่อให้การคำนวณมูลค่าความเสียหายด้านสุขภาพที่เกิดจากมลพิษอากาศมีความถูกต้องมากขึ้น.

ทัศนคติของประชาชน

         ผลสำรวจทัศนคติของประชาชน พบว่า ประชาชนร้อยละ 3.4 มีความเห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ

 

 

สาเหตุของปัญหามลพิษทางอากาศ

ปัญหาด้านการคมนาขนส่ง ปัญหาการจราจรติดขัด และกิจกรรมต่าง ๆ ในเขตชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้างถนนหนทาง อาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยซึ่งมีจำนวนมาก เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศและเสียงในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ ๆ นอกจากนี้ โรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงงานในเขตนิคมอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่ขาดการดูแลและควบคุมที่ดีพอ ก็มีส่วนทำให้คุณภาพอากาศเสื่อมโทรมและเป็นปัญหาสารมลพิษทางอากาศเช่นกัน จากการตรวจวัด พบว่า ในบริเวณเขตนิคมอุตสาหกรรม เช่น เขตอุตสาหกรรมมาบตาพุดมีสารมลพิษในอากาศบางตัวสูงกว่ามาตรฐาน

นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งก็ได้ปล่อยสารมลพิษสู่อากาศจนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ เกิดอาการเจ็บป่วย โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน เช่น โรงไฟฟ้าลิกไนต์แม่เมาะ ก็ปล่อยก๊าชซัลเฟอร์ไดออกไซด์ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่แม่เมาะเจ็บป่วย และก่อความเสียหายให้แก่บ้านเรือนและผลิตผลทางการเกษตร เป็นต้น

สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ                                                                             1.  มลพิษทางอากาศที่เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง ฟอสซิล (Fossil) ประเภทต่าง ๆ เพื่อให้ได้พลังงานมาใช้ประโยชน์แบ่งออกเป็น 2 แหล่งคือ

1.1  แหล่งที่เคลื่อนที่ได้ ได้แก่ ยานพาหนะประเภทต่าง ๆ ซึ่งใช้เบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าชเหลว (LPG) เป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน                                                                                                    1.2 แหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรม สถานประกอบการต่าง ๆ และโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานความร้อน ซึ่งใช้น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา ก๊าชธรรมชาติ และถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง

2.  มลพิษทางอากาศที่ไม่ได้เกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ   2.1  กระบวนการผลิตต่าง ๆ ทางอุตสาหกรรม การทำเหมืองแร่ก่อให้เกิดมลพิษโดยการปล่อยหรือระบายสารเคมี สารพิษ กลิ่นเหม็น และฝุ่นละออง ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม                                                                                                                            2.2  การเผาขยะ หญ้า ฟาง และสิ่งเหลือใช้ต่าง ๆ จากกิจกรรมการเกษตร รวมถึงไฟป่าและการเผาป่า ก่อให้เกิดฝุ่นละออง ขี้เถ้า เขม่า และควัน                                                                                                  2.3การก่อสร้าง การจราจร และการคมนาคมขนส่ง ก่อให้เกิดฝุ่นละออง เขม่า และควัน

สำหรับมลพิษจากอุตสาหกรรมที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงในการผลิต เชื้อเพลิงที่ใช้ประกอบด้วยน้ำมันสำเร็จรูป ถ่านหินและลิกไนต์ พลังงานหมุนเวียนไฟฟ้า และก๊าชธรรมชาติ การเผาไหม้เชื้อเพลิงแต่ละชนิดก่อให้เกิดมลพิษไม่เท่ากัน ถ่านหินและลิกไนต์สร้างมลพิษมากกว่าก๊าชธรรมชาติ เป็นต้น มลพิษหลัก ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการใช้เชื้อเพลิง ได้แก่ ก๊าชซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่น ประเทศไทยมีความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงมลพิษทางอากาศจากโลหะหนัก หรือสารเป็นพิษที่ใช้ในกระบวนการผลิต เข่น การใช้ตะกั่วและ สารประกอบของตะกั่วในโรงงานแบตเตอรรี่หรือสี ในเขตที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งปริมาณมลพิษทางอากาศจะเพิ่มขึ้น จนเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่ายกว่ากรณีที่โรงงานอยู่กระจัดกระจาย ในขณะเดียวกัน ผลของมลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมก็จะรุนแรงขึ้นเมื่อโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ใกล้กับชุมชนที่อยู่อาศัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สถานการณ์ของมลพิษทางอากาศในประเทศไทย

สถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทย

                ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการเติบโตทั้งทางด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก จึงมีการเร่งการก่อสร้าง การประกอบการอุตสาหกรรม การฉีดพ่น     สารเคมีทางการเกษตร การพัฒนาการจราจรและการขนส่ง เพื่อการประกอบการธุรกิจต่างๆ และการดำเนินการต่างๆเหล่านี้ได้มีผลทำให้เกิดมลพิษอากาศ               จากการตรวจสภาพอากาศของ  ประเทศไทยโดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่า  มลพิษทางอากาศในประเทศไทยได้แก่ ฝุ่นละออง ก๊าซ/ไอระเหยต่างๆ และสารตะกั่วที่ผสมในน้ำมันเบนซิน   ซึ่งลักษณะของปัญหามลพิษทางอากาศต่อสุขภาพนั้นมีความแตกต่างไปตามพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย โดยพบว่าในเขตเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสงขลา และจังหวัดระยอง นั้นมีมลพิษทางอากาศเป็น ฝุ่นละออง ก๊าซพิษ และเขม่าควันจากการจราจรและการขนส่ง และในพื้นที่จังหวัดสระบุรีที่มีอุตสาหกรรมโม่บดย่อยหินนั้น พบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับฝุ่นละอองของหิน ทราย เป็นต้น   นอกจากนี้ยังพบปัญหามลพิษทางอากาศเฉพาะพื้นที่   เช่น       มลพิษจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เนื่องจากการทำเหมืองถ่านหินแม่เมาะ   จังหวัดลำปาง        กำมะถันและก๊าซ/ไอระเหยจากเขตอุตสาหกรรมหนาแน่น ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยองและจังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่และลำปาง และยังพบการกระจายตัวของก๊าซเรดอนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดในพื้นที่ประมาณ 20 จังหวัดทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือนั้นตรวจพบก๊าซเรดอนในอาคารมาก (สบชัย บวรกิตติ และ ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ, 2543;  Sookkai  S., et al., 2000) และมีความสัมพันธ์ระหว่างก๊าซเรดอนกับการเกิดโรคมะเร็งปอด (Wiwatanadate P, et al., 2001)  และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันยังพบปัญหามลพิษที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอันเนื่องมาจากกิจกรรมของชุมชน ได้แก่ มลพิษจากการเผาป่า เผาไร่ เผาขยะในที่โล่ง การเผาศพที่ไม่ถูกวิธี มลภาวะของอากาศภายในอาคารและที่สาธารณะเนื่องจากควันบุหรี่ ซึ่งภาพรวมของชนิดของการปนเปื้อนในอากาศแล้วก่อให้เกิดกรณีศึกษาด้านมลพิษทางอากาศและการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยที่พบนั้นมีดังนี้

 

 

มลพิษทางอากาศจากการจราจรและการขนส่ง การก่อสร้าง และกิจกรรมในชุมชนในพื้นที่สำคัญ                                ในประเทศไทย

ปัญหามลพิษทางอากาศในประเทศไทยนั้นมักเกิดขึ้นในเมืองใหญ่และเมืองที่มีการขยายตัวทางอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง เช่น ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตจังหวัดใหญ่ๆเช่น สมุทรปราการ เชียงใหม่ ขอนแก่น โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากจำนวนยานพาหนะที่เพิ่มขึ้นอย่าง   รวดเร็ว และปัญหาหลักที่เกิดขึ้นได้แก่ ปัญหาฝุ่นละออง และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางที่มีการจราจรติดขัดและย่านชุมชนต่างๆ สำหรับสารมลพิษอื่นๆ ที่พบได้แก่          สารตะกั่ว ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์

จากผลตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยกรมควบคุมมลพิษ  ในช่วงปี พ.ศ. 2532 – 2546 พบว่า มลพิษทางอากาศในเขตเมืองใหญ่ดังกล่าวข้างต้นนั้นมีปํญหาเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารตะกั่วลดน้อยลง เนื่องจากมีมาตรการลดปริมาณสารตะกั่วในน้ำมันเบนซินอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 จนถึงปีพ.ศ. 2540 โดยมีมาตรการบังคับใช้น้ำมันไร้สารตะกั่วทั้งหมด เป็นผลให้ปริมาณสารตะกั่วในบรรยากาศลดลง ในส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น เริ่มมีปริมาณลดลงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เนื่องจากมีการบังคับใช้อุปกรณ์ขจัดมลพิษในระบบไอเสียรถยนต์เป็นประเภท   Catalytic Converter   เพื่อให้    เครื่องยนต์มีการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์     นอกจากนี้ยังมีการจัดทำระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ใช้น้ำมัน ได้แก่ รถไฟฟ้ามวลชนในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนปริมาณก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีปริมาณค่อนข้างต่ำจึงไม่ก่อปัญหาเพียงแต่ต้องมีการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นปัญหาต่อไป 

ด้วยข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงบ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงมากขึ้นทุกปีจึงเนื่องมาจากฝุ่นละอองเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมทางเท้า เนื่องจากมีการก่อสร้างและการเพิ่มการใช้รถยนต์มากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐบาลดำเนินการแผนปฏิบัติการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร และได้ประกาศหลักเกณฑ์การก่อสร้างอาคารสาธารณูปโภคเพื่อควบคุมการปล่อยฝุ่นละอองสู่บรรยากาศ    ด้วยเหตุนี้ในปีพ.ศ. 2539 จึงพบว่า ปริมาณฝุ่นรวม (Total Dust) นั้นลดลงประกอบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 กิจกรรมก่อสร้างต่างๆได้หยุดชะงักลง มีการใช้ยานพาหนะลดลงและประกอบกับรัฐบาลมี   มาตรการควบคุมการระบายฝุ่น และมีการรณรงค์ให้ใช้รถยนต์ 4 จังหวะซึ่งไม่มีการระบายควันขาว จึงมีผลทำให้ปริมาณฝุ่นขนาดเล็กดังกล่าวลดลง จึงมีผลทำให้ปริมาณฝุ่นรวมลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงปีพ.ศ. 2545 เป็นต้นมา ภาวะเศรษฐกิจได้กลับมาเฟื่องฟูอีกครั้งและมีการก่อสร้างเพิ่มขึ้น รวมทั้งมีการใช้ยานพาหนะเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกพบว่า มีรถยนต์ทุกประเภทที่จดทะเบียนในกรุงเทพมหานครสะสมจนถึงปีพ.ศ. 2545 มีจำนวนทั้งสิ้น 5.4 ล้านคัน และในปี พ.ศ. 2546 นั้นมีรถใหม่จดทะเบียนเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครเป็นจำนวน 514, 530 คัน       

ในปี พ.ศ. 2547 พบว่า   มีปัญหามลพิษทางอากาศรุนแรงมากเมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2546    ผ่านมา โดยจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วประเทศ 49 สถานี ในปีพ.ศ. 2547 (เดือนมกราคม - พฤศจิกายน) พบว่า ปัญหาหลักยังคงเป็นฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน รองลงมาคือ ก๊าซโอโซน ส่วนสารมลพิษประเภทอื่น เช่น     ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน นอกเหนือจากปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็กและก๊าซดังกล่าวแล้ว     ปัญหามลพิษที่ลุกลามมานับสิบปีเนื่องจากวัฒนธรรม และความนิยมในสังคม ได้แก่ การเผาศพ การเผาขยะในที่โล่ง และการสูบบุหรี่ในอาคารและที่สาธารณะ ก็เป็นสิ่งที่ต้องตระหนักถึง การเผาขยะนั้นมีผลทำให้เกิดฝุ่นละอองรวมได้มาก รวมทั้งอาจทำให้เกิดการแพร่เชื้อโรคได้หากขยะนั้นมีเชื้อโรคที่สามารถทนทานต่อความร้อนปะปนอยู่

จากการสำรวจโดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่า การเผาศพนั้นมีการปล่อยไดออกซินซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งจากเตาเผาศพ  ถึงแม้จะมีวัดหลายแห่งใช้ระบบเตาเผาศพที่มีประสิทธิภาพแล้วแต่ก็ยังตรวจพบไดออกซิน เช่น ในปีพ.ศ. 2544 ตรวจพบไดออกซิน ฟิวแรนในบรรยากาศของกรุงเทพมหานครเกินกว่าค่า  มาตรฐาน 100 เท่า (ค่ามาตรฐานการเกิดไดออกซินในเตาเผาขยะ   คือ   30 นาโนกรัมโทโทล (นาโนกรัมต่อปริมาตรอากาศโดยรวม) ทั้งนี้การป้องกันการเกิดสารไดออกซินนั้นไม่ได้ขึ้นกับเทคโนโลยี อุปกรณ์ วิธีใช้เตาเผาศพที่เหมาะสมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับปัจจัยอื่นๆด้วย ได้แก่ อุณหภูมิขณะเผาต้องสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส สารอินทรีย์คาร์บอนที่มาจากโลงศพ สีทาโลงศพและวัสดุประดับโลงศพ ดอกไม้จันทน์และเชื้อเพลิงอื่นๆ นอกจากนี้ยังรวมถึงสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ที่ใช้รักษาเนื้อไม้ของโลงศพ     สารประเภทออร์กาโนคลอรีนซึ่งเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่สะสมในไขมันของร่างกายของศพ สารคลอรีนที่มาจากผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในโลงศพและใช้ในการห่อหุ้มศพบางราย   ปัจจุบันกรมควบคุมมลพิษได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการควบคุมมาตรฐานที่ก่อให้เกิดสารพิษไดออกซินในโรงงานอุตสาหกรรมและหน่วยงานต่างๆ แต่เนื่องจาก เตาเผาศพที่มีคุณภาพเผาศพอย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีไดออกซินออกมานั้นอาจมีราคาแพงถึง 100 ล้านบาท    และการควบคุมการผลิตในอุตสาหกรรมไม่ให้มีการปล่อยไดออกซินออกมานั้นทำได้ยาก และเสียงบประมาณมาก ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีความพร้อมในด้านงบประมาณ จึงต้องมีการประสานความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป  ตัวอย่างเช่น  ในปี พ.ศ. 2544 - 2545 กรมควบคุมมลพิษได้นำมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2542 เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์เตาเผาศพมาใช้ กล่าวคือ เตาเผาศพจะต้องมีเตาเผาสองห้อง ห้องแรกเอาไว้เผาศพ ส่วนอีกห้องสำหรับเผาควันและกลิ่นเพื่อให้ก๊าซที่ออกจากปล่องปลอดมลภาวะ    ขณะเดียวกันผู้บริหารของศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้เห็นชอบให้สำนักอนามัยยกร่างข้อบัญญัติการควบคุมมลพิษจาก ฌาปนสถานเพื่อบังคับให้วัดทั่วกรุงเทพฯก่อสร้างฌาปนกิจสถานตามที่ กทม. กำหนด  โดยกำหนดว่าภายในปีพ.ศ. 2547 นั้นวัดทั่วกรุงเทพฯต้องใช้เตาเผาศพที่ได้มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ ส่วนต่างจังหวัดก็มีการดำเนินการเช่นกัน โดยเมืองพัทยา  จังหวัดชลบุรี ประกาศให้วัดชัยมงคลเป็นพื้นที่นำร่องสร้างเตาเผาปลอดมลพิษ  หลังจากพบว่าการเผาศพก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่อนักท่องเที่ยวและประชาชน เนื่องจากวัดตั้งอยู่กลางใจเมืองซึ่งมีโรงแรมและสถานประกอบการอยู่จำนวนมาก  ด้านเทศบาลเมืองตรัง จังหวัดตรัง ก็ได้มีการกำหนดโครงการก่อสร้างเตาเผาแบบปลอดมลพิษ โดยให้วัดชิมภูมิเป็นพื้นที่นำร่อง  ในส่วนของการสูบบุหรี่ในอาคารและที่สาธารณะก็เช่นกัน พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนมาก เนื่องจากการจุดบุหรี่ทำให้เกิดเขม่าควันของสารอินทรีย์ นอกจากนี้ผู้ที่สูบบุหรี่และคนที่อยู่ใกล้ยังได้รับทั้งเขม่าควัน      สารนิโคตินและสารโลหะหนักที่อาจปนเปื้อนในใบยาสูบ เช่น แคดเมียม เป็นต้นซึ่งอาจสรุปมลพิษทางอากาศในประเทศไทยโดยจำแนกตามเขตเมืองสำคัญได้ดังนี้

คุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานคร : ในปี พ.ศ. 2547 พบว่าบริเวณริมถนนมีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงตรวจวัดได้ 21.5 - 215.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) มีจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานร้อยละ 10 และพบค่าสูงสุด 215.9 มคก./ลบ.ม.   บริเวณถนนพระรามที่ 6 และพบเกินมาตรฐาน 60 วันจากการตรวจวัด 290 วัน   หรือคิดเป็นร้อยละ 20.7     รองลงมาคือถนนสันติภาพ   พบค่าสูงสุด 203.8 มคก./ลบ.ม.          และเกินมาตรฐานร้อยละ 25.4        สำหรับถนนพหลโยธิน พระรามที่ 4 ดินแดง ลาดพร้าว และอินทรพิทักษ์ มีปัญหาลดลงตามลำดับ      สำหรับบริเวณพื้นที่ทั่วไปซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยจะมีปัญหาก๊าซโอโซน โดยค่าเฉลี่ย 1 ชั่วโมงตรวจวัดได้ 0 - 173 ส่วนในพันล้านส่วน (ppb) โดยเฉพาะบริเวณการเคหะชุมชนคลองจั่น ซึ่งพบเกินมาตรฐาน 21 วัน ส่วนบริเวณอื่นมีปัญหาเล็กน้อย

คุณภาพอากาศในเขตปริมณฑล : จากสรุปรายงานการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ในปี พ.ศ. 2547โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่าจังหวัดสมุทรปราการ มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนมากที่สุด โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 35.5 - 330.0 มคก./ลบ.ม. พบสูงสุดเกินมาตรฐาน 1.8 เท่า ที่บริเวณโรงจักรพระนครใต้ และเกินมาตรฐานถึง 173 วัน จากการตรวจวัดทั้งหมด 320 วัน หรือ คิดเป็นร้อยละ 54 สำหรับในจังหวัดปทุมธานีและนนทบุรีมีปัญหาเพียงเล็กน้อย ส่วนก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 0 - 170 ppb โดยพบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในจังหวัดสมุทรสาคร นนทบุรีและปทุมธานี

คุณภาพอากาศในพื้นที่ต่างจังหวัด : จากสรุปรายงานการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ในปี พ.ศ. 2547 โดยกรมควบคุมมลพิษ พบว่า ฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน ยังคงเป็นปัญหาหลักโดยบริเวณตำบลหน้าพระลาน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กมากที่สุด โดยค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง สูงสุดถึง 415.7 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเกินมาตรฐานถึง 2.5 เท่า และมีจำนวนวันที่เกินมาตรฐานถึงร้อยละ 36 โดยสาเหตุจากอุตสาหกรรมโม่ บดและย่อยหิน และอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีปัญหาฝุ่นขนาดเล็กเช่นเดียวกันโดยเฉพาะในช่วงต้นปี (กุมภาพันธ์-เมษายน) ซึ่งพบเกินมาตรฐานเกือบทุกวัน สาเหตุเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ทั้งยานพาหนะ ไฟไหม้ป่า และการก่อสร้าง ส่วนจังหวัดลำปาง อยุธยา ชลบุรี และระยอง มีปัญหาเล็กน้อย สำหรับก๊าซโอโซนเฉลี่ย 1 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ 0 - 165 ppb พบเกินมาตรฐานเป็นครั้งคราวในบางพื้นที่ เช่น จังหวัดอยุธยา อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และอำเภอเมืองจังหวัดราชบุรี

                สำหรับปัญหามลพิษทางอากาศเฉพาะพื้นที่นั้นพบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือนั้น จังหวัดเชียงใหม่มักพบปัญหามลพิษทางอากาศมากในช่วงเดือน กุมภาพันธ์-เมษายน โดยมีปัญห ฝุ่นละอองขนาดเล็กจากการจราจรและการขนส่งมาก เนื่องจากมีปริมาณยานพาหนะจำนวนมากถึง 700,000 คัน และปัญหามลภาวะอากาศเนื่องจากโรงงานจำนวน 247 โรง ปล่อยควันพิษออกมา   ในเขตเมืองของจังหวัดยังพบปัญหาของการเผาป่า เผาไร่ เผาขยะในเขตเมือง การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร  พลาสติกและสารอินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นสารก่อมะเร็ง  ทำให้เกิดปัญหาไดออกซิน กระจายในอากาศไม่น้อยกว่าร้อยละ 10  และยังพบปัญหาฝนกรด เนื่องจากมีการเผาสารซัลเฟอร์-ไดออกไซด์ในการอบลำไย     ทำให้มีปริมาณสารไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ในบรรยากาศมากแล้วปนเปื้อนในน้ำฝนก่อให้เกิดฝนกรดขึ้น นอกจากนี้ยังพบปัญหาจากก๊าซเรดอนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดอีกด้วย จากการศึกษาของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีความชุกของโรคมะเร็งปอดมากในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และลำปาง โดยมีความสัมพันธ์กับการสัมผัสก๊าซเรดอนในอาคารบ้านเรือนแล้วมีการสูบบุหรี่ขี้โยเป็นส่วนเสริมให้เกิดโรคดังกล่าว นอกจากนี้สำนักงาน  คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ยังได้เปิดเผยผลการวิจัยว่า    ภาวะฝนกรดในแอ่งเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่และแอ่งแม่เมาะ จังหวัดลำปางนั้นมีสาแหตุที่แตกต่างกัน  โดยพบว่า แหล่งกำเนิดของมลพิษอากาศในบริเวณแอ่งเชียงใหม่นั้นส่วนใหญ่มาจากน้ำมันเชื้อเพลิงของยานพาหนะมากกว่าโรงงานอุตสาหกรรม  โดยออกมาในรูปของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนไดอกไซด์ ทั้งในที่ราบลุ่มเชียงใหม่และลำพูน ส่วนมลพิษอากาศของแอ่งแม่เมาะมาจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะและเหมืองแร่ลิกไนต์ ทำให้เกิดฝุ่นละอองและขี้เถ้าในขั้นบรรยากาศ เกิดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ทำให้ประชาชนเจ็บป่วยและพืชผลการเกษตรเสียหาย นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำฝนในแอ่งเชียงใหม่เป็นกรดเล็กน้อย  แต่น้ำฝนในแอ่งแม่เมาะบางจุดมีความความเป็นกรดสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ระบบกำจัดซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกิดอุบัติเหตุหรือมีการแตกรั่วหรือในกรณีการเกิดปัญหาจากการทำเหมืองลิกไนต์และกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

ในเขตพื้นที่ทางภาคใต้นั้นพบว่า มีปัญหามลพิษทางอากาศคล้ายคลึงกับทางภาคเหนือ  และยังพบปัญหาผลกระทบของก๊าซเรดอนในเขตที่ตั้งของเหมืองแร่ดีบุก เนื่องจากหางแร่ดีบุกจะมีสารกัมมันตรังสีและก๊าซเรดอนฟุ้งปะปนในอากาศอีกด้วย

ปัญหาสุขภาพเนื่องจากมลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศนั้นมีผลเสียต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพ  โดยเฉพาะทางเดินหายใจ ผิวหนังและเยื่อบุอ่อนภายนอก  ได้แก่ ดวงตา โดยอาจทำให้เกิดเพียงความรำคาญ หรืออาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพทำให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ในปี พ.ศ. 2547 พบว่าการร้องเรียนปัญหามลพิษนั้นยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยระหว่างเดือนมกราคม - พฤศจิกายน พ.ศ. 2547 มีจำนวนทั้งสิ้น 776 เรื่อง สาเหตุการร้องเรียนที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอาจเนื่องมาจากประชาชนสามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมาย และวิธีการแจ้งเหตุร้องเรียนได้มากขึ้น ซึ่งจากสถิติพบว่าการแจ้งเหตุร้องเรียนทางโทรศัพท์มีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37 รองลงมาคือ ศูนย์บริการ  ประชาชนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ ร้อยละ 16 และ11 ตามลำดับ ปัญหามลพิษที่ได้รับการร้องเรียนมากที่สุด  คือ   ปัญหามลพิษทางกลิ่นเหม็น  คิดเป็นร้อยละ 39 รองลงมาคือ มลพิษทางฝุ่นละอองหรือเขม่าควัน คิดเป็นร้อยละ 26  จังหวัดที่มีการร้องเรียนสูงที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี และนครปฐม ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นของการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในกิจการสวนส้มที่จังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

ชมรมโรคภูมิแพ้แห่งประเทศไทย พบว่า สถิติในรอบ 10 ปี ในช่วงปีพ.ศ.  2534 - 2544 นั้น ประเทศไทยมีผู้ป่วยด้วยโรคแพ้พิษอากาศหรือโรคภูมิแพ้ทางจมูกเพิ่มขึ้นเป็น  2  เท่า  คือ เป็นหวัดเรื้อรัง น้ำมูกไหล จามบ่อย หรือมีไซนัสอักเสบ และอาการคันตาร่วมด้วย และมีอัตราการเพิ่มของ   ผู้ป่วยด้วยโรคหืด  3 เท่า หรือประมาณ ร้อยละ 13 ของประชากร  โดยพบว่ามีสาเหตุจากมลพิษอากาศและการที่ไม่ได้รับอากาศบริสุทธิ์  ผลงานวิจัยของโรงพยาบาลรามาธิบดีปีพ.ศ.  2544 ระบุว่า ในการสำรวจประชากร 1,823 คน พบว่าร้อยละ 46.7 มีอาการเข้าได้กับโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่า เป็นโรคภูมิแพ้ทางจมูกร้อยละ 41.6 มีโรคหอบหืดร้อยละ 16.6 และมีประชากรที่ป่วยด้วยโรคทั้งสองโรคร้อยละ 11.5  สำหรับโรคภูมิแพ้ทางผิวหนังพบว่า ประชากรที่เข้าได้กับโรคนี้ร้อยละ 18.2 ประชากรที่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งระบบทางเดินหายใจและผิวหนังมีร้อยละ 12.1 โดยพบว่าจังหวัดสมุทรปราการมีอุบัติการณ์ของโรคภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจมากที่สุดคือร้อยละ 57.7 ซึ่งร้อยละ 51.5 ของผู้ประกอบอาชีพในโรงงานอุตสาหกรรม รับจ้าง พนักงานรถเมล์  พ่อค้าแม่ค้าในตลาด นั้นมีอุบัติการณ์ของโรคดังกล่าวสูงสุด

               

 

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ พบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่บนถนนในกรุงเทพฯได้รับสาร โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons: PAHs) ซึ่งเป็นสารพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หรือมะเร็งปอดสูงกว่าตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสำนักงานที่มีเครื่องปรับอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานขับรถโดยสาร ของหน่วยงานขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)  ซึ่งพบว่า ในปีพ.ศ. 2544 จากจำนวนพนักงาน ขสมก.ที่ป่วยด้วยโรคต่างๆจำนวน 10,180 ราย นั้นเป็นผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจมากที่สุดจำนวน 1,919 ราย นอกจากนี้จากการรวบรวม      ผลงานวิจัยในรอบ 10 ปี ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ยังพบว่า  ปริมาณฝุ่นขนาดเล็กในบรรยากาศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น     ซึ่งการเพิ่มขึ้นของฝุ่นขนาดเล็กนี้มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์   3    ประการ  คือ    1)  การเพิ่มขึ้นร้อยละ  12-26     ของอาการโรคระบบทางเดินหายใจ   2) การเพิ่มขึ้นร้อยละ  5-18   ของการเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ    3)    การเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิต (ไม่รวมการบาดเจ็บ) ร้อยละ 3-16 อาจกล่าวได้ว่า มลพิษทางอากาศฝุ่นละอองเป็นสาเหตุเกือบครึ่งหนึ่งของการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ และเป็นสาเหตุร้อยละ 20-70 ของการเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ โดยพบว่า การเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจในกรุงเทพฯได้เพิ่มขึ้น โดยในปี 2534 มีผู้ป่วย 1.2 ล้านราย หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของการเจ็บป่วยทั้งหมด และในช่วงปีพ.ศ. 2539-2540 มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นเกือบร้อยละ 25 ของการเจ็บป่วยทั้งหมด นอกจากนี้ยังพบว่า     มลพิษอากาศเป็นสาเหตุให้คนกรุงเทพฯเสียชีวิตประมาณ 1,000-2,000  คน/ปี อีกด้วย

จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในกรุงเทพมหานครโดยกรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข และกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พบว่าในช่วงปี พ.ศ. 2535-2538 นั้นปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) มีค่าเฉลี่ยต่อปีและค่าเฉลี่ย 24  ชั่วโมงเกินค่ามาตรฐานทุกปี (ค่าเฉลี่ยมาตรฐานของฝุ่นละอองรวม  คือ 100  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่าเฉลี่ยมาตรฐานของฝุ่นละอองรวมใน 24 ชั่วโมงคือ 330 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร(US-EPA)) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้เป็นปัญหาสำคัญของเด็กนักเรียนในกรุงเทพมหานคร  โดยพบว่าในวันที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กมากจะมีอัตราการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจสูง และจากการศึกษาปัญหาสุขภาพของนักเรียนในเขตกรุงเทพมหานครพบว่าโรงเรียนที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงและปานกลาง   มีอัตราชุกของอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเกือบทุกอาการของเด็กนักเรียนสูงกว่าโรงเรียนที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กต่ำ อาการดังกล่าวได้แก่ อาการเจ็บคอ แสบตา แน่นหน้าอก ไอมีเสมหะมากกว่า 3 สัปดาห์  และในโรงเรียนดังกล่าวนักเรียนมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจเป็น   1.8 - 3.21  เท่าของนักเรียนโรงเรียนที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ในกลุ่มของนักเรียนในโรงเรียนที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กสูงจะมีอาการหอบหืดจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และมีอัตราเสี่ยงต่ออาการหอบหืดนี้มากกว่านักเรียนในโรงเรียนที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับต่ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนที่มีระดับฝุ่นละอองขนาดเล็กมากจะมีค่าเฉลี่ยของสมรรถภาพปอดต่ำ 

ในปีพ.ศ. 2541 กรมควบคุมมลพิษได้รายงานว่าจากการศึกษาปัญหาฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครกับผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากฝุ่นละอองในอากาศนั้นมีความหมายรวมถึงอนุภาคที่เป็นของแข็งและของเหลวซึ่งแพร่กระจายโดยตรงอยู่ในอากาศ    เช่น      เขม่าจากน้ำมันดีเซล ฝุ่นจากถนนหรือเกษตรกรรมหรืออนุภาคจากการก่อสร้างหรือจากกระบวนการอุตสาหกรรม นอกจากนี้ฝุ่นละอองในอากาศยังเกิดจากปฏิกิริยาโฟโตเคมิคัล (Photochemical) ระหว่างก๊าซพิษ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิง การเจ็บป่วยที่มีความสัมพันธ์กับมลพิษอากาศมีตั้งแต่ การไอ หายใจมีเสียงวี้ด แน่นหน้าอก และหายใจไม่สะดวก

ในกรณีของคุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality) นั้น      กรมควบคุมมลพิษรายงานว่าในช่วงปีพ.ศ. 2535-2539 นั้นระดับของ PM10 และPM 2.5 ภายในอาคารที่ไม่มีแหล่งกำเนิด ฝุ่นละอองภายในและภายนอกอาคารนั้นมีลักษณะแปรผันตามกัน และถ้าฝุ่นภายนอกอาคารมากก็จะมีผลทำให้ฝุ่นภายในอาคารมากขึ้นตามไปด้วย    โดยสัดส่วนของระดับฝุ่นละอองภายในอาคารอาจอยู่ระหว่างร้อยละ 50  และเต็มร้อยของระดับภายนอกอาคาร นอกจากนี้ยังพบว่าในช่วงฤดูหนาวการสัมผัสฝุ่นละอองภายในอาคารที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศจะมีผลทำให้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลันมากกว่าการสัมผัสฝุ่นละอองภายในอาคารที่มีเครื่องปรับอากาศ    นอกจากนี้ยังพบว่า ระดับของฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้มีผลทำให้มีการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจและระบบหลอดเลือดหัวใจ จากการศึกษาจากสำนักทะเบียนราษฎร์ กรุงเทพมหานคร นั้นสามารถแจกแจงว่าการนับการตายรายวันถึงการเสียชีวิต ได้   3   ประเภท คือ 1) การเสียชีวิตตามธรรมชาติ จากอุบัติเหตุ การฆ่าตัวตาย และการฆาตกรรม    2) การเสียชีวิตด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ 3) การเสียชีวิตด้วยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจ และ 4) การเสียชีวิตของประชากรตามกลุ่มอายุเฉพาะ ซึ่งจากการศึกษานี้ พบว่า กลุ่มผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจในกลุ่มผู้ใหญ่สูงอายุ (อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป)นั้นไม่ขึ้นกับฤดูกาล ในขณะที่ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 9  ปีนั้นขึ้นกับฤดูกาล  โดยพบว่ามักป่วยในช่วงฤดูฝน PM10 มีผลกระทบต่อการเสียชีวิตรายวันในกรุงเทพมหานครอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีอัตรามากกว่าพบในเมืองอื่นๆทั่วโลก สำหรับการเสียชีวิตตามธรรมชาติ โดยพบว่า ปริมาณ PM10 ที่เพิ่มขึ้น 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตรายวัน ร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 5 มีผลเพิ่มอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ  7   ถึงร้อยละ 20 และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคระบบหลอดเลือดหัวใจร้อยละ 2  ถึงร้อยละ 5 จากการศึกษานี้ยังพบว่ามีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากการสัมผัสระยะสั้นกับฝุ่นละอองภายนอกอาคารถึง 4,000 ถึง 5,500 รายในแต่ละปี         จากการศึกษานี้ได้มีการคาดการณ์ว่าถ้ามีการลดระดับของ PM10 ลงไปที่      20 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรก็จะมีผลทำให้ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงไปที่ระหว่าง 1,400 ราย ถึง 4,000 รายในแต่ละปี ซึ่งการลดฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานครจะเป็นประโยชน์อย่างมากในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพ ประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิต ถ้าประเมินเป็นตัวเงินในการช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพจะมีค่าประมาณ 65,000 – 175,000 ล้านบาท (คิดจากราคาปีพ.ศ. 2538 ในอัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐต่อ 25 บาท)

                ในปี พ.ศ. 2547 จากการศึกษาวิจัยโดย ผศ.พิเศษ ดร. นันทวรรณ วิจิตรวาทการและคณะได้รายงานว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลในเขตกรุงเทพมหานครในช่วงปี พ.ศ.  2539 - 2544 พบว่า ระดับPM 10 ที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมีผลทำให้มีจำนวนคนเสียชีวิตในแต่ละวันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5    โดยพบว่า ระดับ PM10 ที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานครปีพ.ศ. 2544 ทำให้มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร ปีละประมาณ 900 ราย นอกจากนี้ยังพบว่าอนุภาคมลสารขนาดเล็ก PM10 และPM 2.5 จากการตรวจวัดอากาศในช่วงปีพ.ศ. 2545 ยังพบว่ามลพิษอากาศนั้นไม่ได้มีเฉพาะฝุ่นละอองเท่านั้นยังมีมลสารที่เป็นองค์ประกอบของคาร์บอนและก๊าซต่างๆ  ได้แก่ ไนโตรเจนไดออกไซด์  ซัลเฟอร์-ไดออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งลักษณะของปัญหาระบบทางเดินหายใจนั้นขึ้นกับชนิดของมลสารในอากาศด้วย โดยพบว่า ระดับ PM2.5 มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการหายใจมีเสียงวี้ดในเด็ก  ถ้าระดับ PM10 สูงกว่า 100  ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร    จะทำให้เด็กหอบหืดมีอาการฉับพลันมากขึ้น การเพิ่มขึ้นของสารอินทรีย์คาร์บอนมีผลทำให้มีอาการไอเพิ่มขึ้น และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีความสัมพันธ์กับการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจส่วนบน    อาการไอและหอบหืด ส่วนก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดอาการระบบทางเดินหายใจอย่างชัดเจน  และจากการใช้มาตรการต่างๆในการลดปัญหามลพิษอากาศในกรุงเทพมหานครลดค่าเฉลี่ยของระดับPM10และPM2.5 ในช่วงปีพ.ศ. 2539 - 2544 จาก 60 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรลงมาที่ระดับมาตรฐานคือที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในปีพ.ศ. 2545  มีผลลดการเสียชีวิตเนื่องจากระบบทางเดินหายใจลง 156 ราย  ลดอาการหายใจมีเสียงวี้ดในเด็กได้ถึง 9.8 - 19.7 พันล้านวัน ประเมินเป็นมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ถึง 8.7 - 44.3 พันล้านบาท 


ตัวอย่างกรณีศึกษาสำคัญของมลพิษทางอากาศในพื้นที่ต่างๆในประเทศไทย     

1. มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง สถานการณ์ของปัญหามลพิษ                                                    โรงไฟฟ้าแม่เมาะเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้า ณ พื้นที่ตำบลบ้านดงและตำบลแม่เมาะอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนนี้ผลิตกระแสไฟฟ้าจากการใช้ถ่านหินลิกไนต์ที่มาจากเหมืองแม่เมาะเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเชื้อเพลิงนี้มีองค์ประกอบของสารกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ในปริมาณสูงถึงร้อยละ 3 โดยน้ำหนัก ปริมาณเถ้าประมาณ 10-20%  ค่าความร้อนประมาณ 2,500 กิโลแคลอรี/กิโลกรัม ทำให้มีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศในปริมาณมากกว่า 5 แสนตันต่อปี และเนื่องจากพื้นที่อำเภอแม่เมาะมีสภาพเป็นที่ราบหุบเขา เสมือนแอ่งกระทะ มีภูเขาล้อมรอบเกือบทุกด้าน ทำให้การระบายอากาศภายในพื้นที่เป็นไปได้ช้าทำให้สามารถเกิดความคงตัวของอากาศได้ค่อนข้างสูงมักเกิดภาวะอุณหภูมิผกผัน(TemperaturInversion) ซึ่งเป็นสภาพของภาวะอากาศที่ไม่เคลื่อนตัวหรือเคลื่อนตัวเฉพาะจากด้านบนสู่ด้านล่าง โดยส่วนมากมักเกิดในฤดูหนาวหรือในระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลสภาวะอากาศของพื้นที่มักเป็นภาวะลมสงบค่อนข้างนานความเร็วของกระแสลมที่พัดผ่านค่อนข้างต่ำทำให้การกระจายตัวของอากาศไม่ดีนัก อากาศจะคงตัวในพื้นที่ราบหุบเขานี้ค่อนข้างนานก่อนจะมีการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆทำให้ง่ายต่อการสะสมของก๊าซในบริเวณดังกล่าวในปริมาณสูง

                เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2535 ได้เกิดวิกฤติการณ์ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และ PM10ในบรรยากาศมีปริมาณสูงมากมีผลกระทบทำให้เกิดความเจ็บป่วยของประชาชนจำนวนประมาณ 1,000 คน และเกิดความเสียหายต่อพืชและสัตว์ในพื้นที่แม่เมาะจำนวนมากอันเนื่องจากการระบายก๊าซดังกล่าว    บริเวณที่ได้รับผลกระทบรุนแรงได้แก่ หมู่บ้านสบป้าด บ้านสบเติ๋น และบ้านแม่จาง โดยพบค่าเฉลี่ยสูงสุด 1 ชั่วโมงของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูงถึง 3,418 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรและค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดเท่ากับ 567 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ค่ามาตรฐาน ความปลอดภัยต่อสุขภาพ (ยกเว้นคนเป็นโรคหอบหืด) มีค่ากำหนดไว้ไม่เกิน 1,300 ไมโครกรัม/ ลูกบาศก์เมตร      

                จากการศึกษาผลกระทบของมลพิษอากาศต่อสุขภาพในภาพรวมนับจากปีพ.ศ. 2538 - 2542  พบว่า         การสัมผัสมลพิษทางอากาศดังกล่าวในระยะยาวมีผลต่อทางเดินหายใจทั้งในเด็กและในผู้ใหญ่ รวมทั้งการเจริญเติบโตของสมรรถภาพปอดของเด็ก เมื่อเปรียบเทียบกับประชาชนในอำเภอเมือง และอำเภอเมืองปานที่ไม่มีแหล่งกำเนิดของสารพิษเหมือนอำเภอแม่เมาะ พบว่า ประชาชนในอำเภอแม่เมาะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดอาการระบบทางเดินหายใจแบเฉียบพลันและแบบเรื้อรังสูงกว่าถึง 3 เท่า โดยผลกระทบสุขภาพดังกล่าวน่าจะเกิดจากสารพิษหลายชนิด ไม่ใช่เป็นผลเนื่องจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะในระยะหลังแม้มีการแก้ไขให้มีปริมาณซัลเฟอร์-ไดออกไซด์ลดลงแล้ว แต่ยังพบว่าอัตราเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจของคนแม่เมาะยังสูงอยู่  ส่วนผลการตรวจร่างกายในกลุ่มผู้ใหญ่พบว่า ประชาชนในแม่เมาะมีอาการผิดปกติของตา หู คอ จมูกและผิวหนังมากกว่าพื้นที่เปรียบเทียบอื่นถึง 1.6-3.3 เท่าตัว  นอกจากนี้จากการศึกษาโดยวิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่ากลุ่มศึกษาคือกลุ่มประชาชนในอำเภอแม่เมาะนั้นยังมีอาการผิดปกติของทางเดินหายใจ โดยเฉพาะไอเรื้อรังและมีเสมหะเรื้อรัง โดยมีอัตราเสี่ยงต่ออาการดังกล่าวสูงขึ้นนับจากปี พ.ศ. 2537 - 2544 มากกว่ากลุ่มควบคุม โดยระบุว่าอาจเป็นผลจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ปล่อยจากโรงไฟฟ้าในช่วงปีพ.ศ. 2537-2538 ซึ่งทำให้เกิดการทำลายระบบทางเดินหายใจอย่างถาวร 

               

 

การจัดการแก้ไขปัญหามลพิษ

                กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ประสานมาตรการ แนวทางแก้ไข และป้องกันปัญหามลภาวะทางอากาศจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะอย่างต่อเนื่องโดยผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะมลพิษและ   ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งสรุปเป็นมาตรการระยะสั้นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที  มาตรการควบคุมระยะสั้นในช่วงฤดูหนาวของทุกปี และมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาว  ซึ่งคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาภาวะมลพิษ และฟื้นฟูสภาพแวดล้อมบริเวณโรงไฟฟ้าพลังความร้อนและเหมืองถ่านหินลิกไนต์แม่เมาะ จังหวัดลำปาง    ได้มีมติเมื่อวันที่  21 มีนาคม พ.ศ. 2537 ให้กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมอนามัย ร่วมกับวิทยาลัยการสาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยรอบพื้นที่แม่เมาะ และมีมติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ทำการวิจัยผลกระทบต่อพืชและสภาพดินและน้ำในพื้นที่แม่เมาะ ในด้านการกำจัดกากของเสีย ได้แก่ เถ้าลอยและเถ้าหนักจากอุปกรณ์ดักฝุ่น ESP และยิปซั่ม มีการนำไปฝังกลบในบ่อทิ้งเถ้า      และมีการนำบางส่วนมาใช้งานโดย กฟผ. แจกจ่ายให้ประชาชน และแจกจ่ายให้กรมชลประทาน     หรือพื้นที่ใกล้เคียงหรือจำหน่ายให้ผู้ สนใจนำไปใช้ประโยชน์  เนื่องจากเถ้าลอยผสมกับเถ้าหนักสามารถนำมาผสมทำคอนกรีต ก่อสร้างถนน ส่วนยิปซั่มนั้นนำมาทำผลิตภัณฑ์รูปหล่อ ยิปซั่มบอร์ด เป็นต้น

 จากการดำเนินงานดังกล่าวได้ผลดังนี้

                1. เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543  คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบด้วยกับกรมควบคุมมลพิษในการปรับค่ามาตรฐานความปลอดภัยของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศบริเวณแม่เมาะจาก 1,300 ไมโครกรัมลูกบาศก์เมตร เหลือเพียง 780 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และกำหนดมาตรฐานการระบายมลพิษ ไนโตรเจนไดออกไซด์  ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และ   ฝุ่นละออง พร้อมทั้งกำหนดปริมาณการระบายก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน11ตันต่อชั่วโมง ซึ่งมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2544เป็นต้นไปในด้านมาตรการความปลอดภัยและระบบเตือนภัยนั้นกรมควบคุมมลพิษยัร่วมกับกฟผ.และสถาบันเทคโนโลยีเอเซียพัฒนาระบบเตือนภัยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และกฟผ.ยังได้กำหนดมาตรการการควบคุมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในฤดูหนาวและข้อปฏิบัติกรณีอุปกรณ์กำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขัดข้อง พร้อมทั้งมีการบำรุงรักษาและตรวจสอบการทำงานอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังมีมาตรการเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ โดยมีการนำมาตรการอื่นๆมาเสริมได้แก่ การลดกำลังการผลิต และการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่มีกำมะถันต่ำแทนซึ่งผลสำเร็จของการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ทำให้ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพชุมชน รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนอีกด้วย

                อย่างไรก็ตาม มีรายงานการศึกษาว่า ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับการเจ็บป่วยเนื่องในกรณีเหมืองแม่เมาะอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2544 ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับปริมาณฝุ่นละอองและก๊าซ   ทั้งนี้เนื่องจาก แม้ว่าโรงไฟฟ้าได้มีมาตรการแก้ไขมลพิษอากาศแล้วโดยการลดฝุ่นละอองและก๊าซที่ออกมา     แต่จากการตรวจประเมินโดยกรมควบคุมมลพิษก็ยังพบว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปีพ.ศ. 2543 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดยังคงเกินมาตรฐานเกือบ 3 เท่า และค่าเฉลี่ย 1 ปี มีค่าใกล้เคียงกับปีพ.ศ. 2543     ซึ่งแสดงว่ามาตรการลดปัญหาฝุ่นละอองจากกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในพื้นที่แม่เมาะ เช่น การก่อสร้างทางหลวง การเผาวัสดุทางการเกษตร   รวมทั้งการทำเหมืองลิกไนต์ ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงจัง      นอกจากนี้ในช่วงปีพ.ศ. 2545 ชาวบ้านได้ร้องเรียนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางเรื่องกลิ่นเหม็นของการเผาไหม้ของถ่านลิกไนต์  และฝุ่นละอองฟุ้งกระจาย จากการเปิดบริเวณหน้าเหมือง ทำให้เกิดการเจ็บป่วยของระบบทางเดินหายใจตั้งแต่เดือนธันวาคม  พ.ศ. 2544ซึ่งทางผู้ว่าฯได้มีหนังสือถึงผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสั่งการบริษัทอิตาเลียนไทยผู้รับสัมปทานการขยายเหมืองแร่ลิกไนต์หยุดทำงานในช่วงเวลา 21.00 น. - 06.00 น. นอกจากนี้ยังมีมาตรการการใช้พระราชบัญญัติการสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม โดยให้องค์การบริหารส่วนตำบลแม่เมาะใช้อำนาจในการดำเนินการควบคุมทางกฎหมายต่อ กฟผ.ได้             อย่างไรก็ตามในช่วงปีพ.ศ. 2545  ยังมีการร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ของนายกรัฐมนตรีว่ามีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบริเวณแม่เมาะอีก ภายหลังจากนั้นรัฐบาลได้สั่งการให้มีการดูแลสุขภาพประชาชนและแก้ไขปัญหาดังกล่าว  ซึ่งกรมควบคุม-มลพิษเข้าไปดูแลการจัดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม    และตั้งแต่ปีพ.ศ.  2546 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปางได้ตั้งศูนย์อาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม    และมีการประสานงานกับสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค ขึ้นเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาและเฝ้าระวังสุขภาพของประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

2.  เหตุสำคาญจากกิจการสวนส้ม ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

                สถานการณ์ของปัญหามลพิษ

                เนื่องจากส้มสายน้ำผึ้งเป็นผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้สำคัญให้แก่กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่   โดยพบว่ามีพื้นที่ทำการเพาะปลูกส้มสายน้ำผึ้งประมาณ 150,000 ไร่ ในอำเภอฝาง อำเภอแม่อายและอำเภอไชยปราการ   เนื่องจากพื้นที่ในเขตอำเภอดังกล่าวมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก   ผลจากการประกอบกิจการสวนส้มในพื้นที่ 3 อำเภอดังกล่าว ได้สร้างผลกระทบทางสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ      แล้วมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยมีปัญหาทั้งการแย่งชิงที่ดิน   แหล่งน้ำ  ปัญหาแรงงานต่างด้าว   ปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในการเพาะปลูกแล้วทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนด้านทั้งทางด้านปัญหามลพิษในดินและในน้ำเนื่องจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์นั้นตกค้าง ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ดินและน้ำได้ดังอดีต       นอกจากนี้ยังมีปัญหามลพิษทางอากาศจากกลิ่นเหม็นของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์    รวมทั้งการเกิดผลกระทบต่อสุขภาพโดยประชาชนมีอาการผิวหนังอักเสบ มีแผลพุพอง มีอาการปวดศีรษะและเวียนศีรษะเนื่องจากกลิ่นสารเคมีดังกล่าว  ซึ่งก่อให้เกิดการขัดแย้งในชุมชนในเขตอำเภอดังกล่าวรุนแรง

                จากการศึกษาเกี่ยวกับผลของกลิ่นของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและสัตว์ในเขตพื้นที่ดังกล่าว พบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรหลายประเภท ได้แก่ กลุ่มฮอร์นกาโนฟอสเฟต กลุ่มคาร์บาเมท กลุ่มคลอริเน็ตเตร็ดไฮโดรคาร์บอน กลุ่มสารฆ่าวัชพืช เป็นต้นโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปัญหาร้องเรียน ได้แก่ สวนส้มในเขตจังหวัดเชียงใหม่ ในเขต  3   อำเภอ  ได้แก่ อำเภอฝาง อำเภอไชยปราการ  และอำเภอแม่อาย นั้นพบว่า มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรหลายชนิด  ได้แก่ ไซเปอร์เมธริน (Cyper Methrin)  ซึ่งเป็นสารกลุ่มไพรีไทรอยด์ (Pyrethroids) เอ็นโดซัลแฟน (Endosulfan)  ซึ่งเป็นสารกลุ่มคลอริเน็ดเต็ดไฮโดรคาร์บอน (Chorinated Hydrocarbons) คลอไพริฟอส (Chorpyrifos) อะบาเม็คติน (Abamectin) เมทโธมิล (Methomyl) คาร์เบนมาซิม (Carbenmazim)  ซึ่งเป็นสารกลุ่มคาร์บาเมท (Carbamates) ไดเมทโธเอท (Dimethoate ) ซึ่งเป็นสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต (Organophosphates)           และสารกลุ่มกำจัดวัชพืช ได้แก่ ไกลโฟเสท (Glyphosate)  แมนโคเซบ (Mancozeb) เมตาแลกซิล (Metalaxyl) และกรัมม็อกโซน (Gramoxone หรือ Paraquat) นอกจากนี้ยังมีการใช้สารอันตรายต้องห้าม 2 ชนิดในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต คือ เมธามิโดฟอส (Methamidophos)และโมโนโตฟอส (Monotophos) ซึ่งเกษตรกรใช้สารหลายประเภทนี้ผสมกันในการฉีดพ่น ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นและปัญหาทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม  จากการศึกษาระหว่างเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2546- กรกฎาคม พ.ศ. 2547 พบว่า ประชาชนร้อยละ 25.7 มีอาการเวียนศีรษะ  รองลงมาคืออาการหน้ามืด ร้อยละ 9.9 โดยประชากรในกลุ่มอายุ 43-59 ปี จะมีอาการมากที่สุด    นอกจากนี้ยังพบอาการผิดปกติของผิวหนังโดยมีอาการผื่นคัน ร้อยละ 62.2    รองลงมาคือมีผิวหนังเป็นผื่นแดง คิดเป็นร้อยละ 26.9 นอกจากนี้ยังพบว่าจากข้อมูลสาเหตุการป่วยของผู้ป่วยนอกย้อนหลังในช่วงปีพ.ศ. 2540-2544 ของประชาชนในเขตสามอำเภอดังกล่าว พบว่าสาเหตุของการป่วยอันดับแรกของประชาชนทั้ง 3 อำเภอ คือ   การป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ รองลงมาคือ โรคระบบกล้ามเนื้อรวมโครงร่างและเนื้อยึด โรคระบบย่อยอาหารรวมช่องปาก โรคผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ซึ่งคณะศึกษาภายใต้การดูแลของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่คาดว่า น่าจะเป็นผลมาจากพิษของสารเคมีที่ใช้ดังกล่าว  นอกจากนี้จากผลการตรวจเลือดของเกษตรกรในเขตสามอำเภอนี้ในช่วงปีพ.ศ. 2542-2544  พบว่า เกษตรกรมีความเสี่ยงและไม่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น โดยในปีพ.ศ. 2544 นั้น    มีเกษตรกรที่มีปริมาณสารเคมีออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมทตกค้างอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย ในเขตอำเภอฝางและอำเภอแม่อายคิดเป็นร้อยละ 12.11 และร้อยละ 8.70 ตามลำดับ

การจัดการแก้ไขปัญหามลพิษ

                คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแก้ไขปัญหาภายในระยะเวลา 6 เดือน เพื่อประกาศให้สวนส้มเป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามพระราชบัญญัติการ  สาธารณสุข พ.ศ. 2535 โดยมอบหมายให้ศูนย์อนามัยที่ 10 ซึ่งมีที่ตั้งสำนักงานอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นแกนนำวิชาการด้านสุขภาพร่วมกับคณะทำงานซึ่งแต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงานทั้งผู้แทนจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนจากกรมอนามัยและกรมควบคุมโรคโดยเฉพาะสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรในกิจการสวนส้มทั้งสามอำเภอดังกล่าว โดยทำการศึกษาทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและเก็บตัวอย่างทางชีวภาพไปวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

                จากการวิเคราะห์คุณภาพอากาศนั้นพบว่ามีระดับของออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเมทในอากาศในระดับต่ำมาก  และจากการวิเคราะห์ปัสสาวะของประชากรในสามหมู่บ้านดังกล่าวก็พบว่ามีปริมาณของสารดังกล่าวต่ำมากเช่นกัน       นอกจากนี้ยังพบว่าสุขภาพของประชากรใน 3 อำเภอ เมื่อเปรียบเทียบกับประชากรในพื้นที่อำเภออื่นนั้นไม่มีความแตกต่างกันในด้านสุขภาพทั่วไปอย่างชัดเจน ในส่วนของอาการป่วยของประชาชนในเขตอำเภอฝาง  อำเภอไชยปราการและอำเภอแม่อายนั้นมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินหายใจเป็นอันดับแรกและมีอาการผื่นคันผิวหนังด้วย ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น   ส่วนความเครียดและอาการผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากกลิ่นของสารเคมีนั้นส่วนใหญ่จะหายไปเอง อย่างไรก็ตามจากการศึกษาครั้งนี้พบว่าประชากรและนักวิชาการยังมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสารเคมีทางการเกษตรน้อย       ซึ่งควรมีการถ่ายทอดความรู้และสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้สารเคมีต่อชุมชน

                ผลสรุปของการแก้ปัญหามลพิษครั้งนี้แม้ว่ายังพบอาการป่วยรุนแรงและชัดเจนจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชดังกล่าวแล้ว แต่ก็ได้มีการนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อการตัดสินใจและกำหนดมาตรการความปลอดภัยในการแก้ปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากกิจการสวนส้มแบบองค์รวมเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีร่วมกันในสังคมต่อไป

3. มลพิษอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ณ ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมือง  จังหวัดระยอง

       สถานการณ์ของปัญหามลพิษ

        นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เริ่มก่อสร้างภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกระยะที่  1 (พ.ศ. 2524 - 2537) ซึ่งกำหนดให้พื้นที่มาบตาพุดเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบและอุตสาหกรรมต่อเนื่องปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมประเภทปิโตรเคมี กลั่นน้ำมัน เคมีภัณฑ์ ไฟฟ้าและเหล็ก รวม 56 โรงงานขนาดใหญ่ และผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีพ.ศ. 2533 - 2535 ได้มีการขยายพื้นที่การพัฒนาอุตสาหกรรมไปนอกพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนโดยโรงงานขอซื้อที่ดินจากชาวบ้านและขอผนวกเข้ากับนิคมอุตสาหกรรมทำให้พื้นที่ที่เคยวางแผนไว้เป็นแนวกันชน (Buffer Zone) หายไป   และทำให้ไม่มีแนวกันชนระหว่างโรงงานโรงเรียนและชุมชนเป็นผลให้เมื่อมีการปล่อยมลพิษอากาศจากโรงงานจึงมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้มีการร้องเรียนเป็นระยะตั้งแต่ปีพ.ศ. 2536 เป็นต้นมา โดยมักจะเกิดปัญหามากในช่วงฤดูร้อน - ฤดูฝน (เดือนเมษายน - เดือนกรกฎาคม)  ซึ่งได้รับอิทธิพลจากลมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากชายฝั่งทะเลผ่านโรงงานอุตสาหกรรมในเขตนิคมอุตสาหกรรม-มาบตาพุดเข้าสู่โรงเรียนและชุมชน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2539 พบว่าปัญหากลิ่นเหม็นจากก๊าซนั้นมาจากโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ทำการผลิต ผลิตภัณฑ์ก๊าซ ปิโตรเลียมเหลว ผลิตภัณฑ์โพรพิลีน น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว น้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ น้ำมันเตาและยาง มะตอย กลิ่นก๊าซที่ได้รับเป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ในกระบวนการกลั่นและผลิตกำมะถัน และกลิ่นเมอร์แคปแทน ซึ่งใช้เติมผสมในก๊าซ LPG ขณะทำการถ่ายผสมจากการตรวจรักษาเด็กนักเรียนจำนวน 18 คน โรงเรียนมาบตาพุดพิทยาคาร พบว่าเด็กมีอาการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจส่วนต้น 2 คน ซึ่งน่าจะมีสาเหตุจากการได้รับกลิ่นก๊าซ สำหรับเด็กอีก 16 คน  มีอาการวิตก-กังวล เช่น เหนื่อย เพลีย ไม่มีแรง แน่นหน้าอก เด็กทุกคนได้รับกลิ่นสารเคมีที่โรงเรียนและร้อยละ78ได้รับกลิ่นสารเคมีที่บ้านด้วยจากรายงานการตรวจวัดคุณภาพอากาศระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 - 2 สิงหาคม พ.ศ.2539 ยังพบว่า มีระดับความเข้มข้นของสารเคมีชนิดอื่นด้วย ได้แก่ สารโทลูอีนในบรรยากาศทั่วไปในระดับ 0.009 - 0.05 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร           ที่โรงเรียนมาบตาพุดพิทยาคารดังกล่าว ซึ่งมีที่ตั้งของโรงเรียนห่างจากโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ปิโตรเลี่ยมไฟน์นิ่ง จำกัด ประมาณ 4,000 เมตร

                ปัญหาการร้องเรียนเรื่องกลิ่นเหม็นของสารเคมีนั้นได้มีอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2540     สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยองได้มีการประสานงานกับ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเพื่อการตรวจสอบโรงกลั่นน้ำมันสตาร์ไฟน์นิ่ง จำกัด    และโรงงานใกล้เคียง   เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากกระบวนการผลิตออกสู่บรรยากาศ  นอกจากนี้สำนักงานสาธารณสุข-จังหวัดและศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อมเขต 3 ชลบุรียังได้มีการตรวจสอบคุณภาพอากาศโดยทั่วไป  ซึ่งพบปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์สูงกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศโดยทั่วไป  อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2540 เวลาประมาณ 10.00 น. ครูและนักเรียน โรงเรียนมาบตาพุดพิทยาคาร อำเภอเมือง จังหวัดระยอง   ได้รับกลิ่นสารเคมีรุนแรงจากโรงงานในนิคมอุตสาหรรมมาบตาพุดที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้นักเรียนจำนวน 40 คน มีอาการปวดศีรษะ อาเจียน แน่นหน้าอก     และบางส่วนมีอาการรุนแรงจนต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โรงเรียนต้องหยุดการเรียนการสอน   จากการตรวจสุขภาพของครูและนักเรียนในโรงเรียนมาบตาพุดพิทยาคาร จำนวน 120 คน พบว่าส่วนใหญ่มีอาการแสดงดังนี้ ปวดศีรษะ (54.17%) โพรงจมูกอักเสบ ( 30.83 %) และเจ็บคอ (30.0%)

                ผลการสำรวจพื้นที่และการตรวจคุณภาพอากาศของหน่วยงานต่างๆ มีข้อสรุปได้ว่า การได้รับกลิ่นรบกวนจากสารเคมีที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาในเดือนกรกฎาคม 2540 พบว่า ส่วนใหญ่ได้รับกลิ่นคล้ายฝรั่งสุก (55%) กลิ่นก๊าซหุงต้ม (50.4%) และกลิ่นเหม็นฉุน (50.1 %) อาการเจ็บป่วยที่พบได้แก่ ปวดศีรษะ (60.1%) แสบคอและคอแห้ง (43.4%) เวียนศีรษะ (33.1%) เยื่อจมูกบวม (29.3%) คอหอยแดง (14.6%) และเยื่อจมูกซีด (12.2%) ผลการตรวจระดับความเข้มข้นของระดับสารเคมีในปัสสาวะ พบสารที่เป็นสารเมตาโบไลท์ของสารทำละลายอินทรีย์คือ กรดฮิพพิวริก 0 - 0.13 กรัมต่อกรัมครีอะตินีน  แต่ไม่สามารถตรวจพบกรดแมนดลิก  กรดฟอร์มิก และฟีนอลในปัสสาวะของกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว 

 

ข้อมูลเบื้องต้นจากสถานีตรวจคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษที่มาบตาพุด พบว่า ปริมาณสารมลพิษพื้นฐานคือ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซโอโซน นั้นมีปริมาณไม่เกินมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ ซึ่งสรุปได้ว่าก๊าซเหล่านี้ไม่ใช่สาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น หลายหน่วยงานจึงได้ทำการตรวจวัดสารมลพิษชนิดอื่นโดยเฉพาะสารระเหยอินทรีย์ (Volatile Organic Compounds: VOCs) ซึ่งเป็นสารระเหยของสารทำละลายอินทรีย์หรือสารตัวทำละลายอินทรีย์ (Organic Solvents) ที่มีใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงานส่วนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จากการตรวจวัดเบื้องต้นพบสาร VOCs บางชนิด ได้แก่  อะซีโตไนไตรล์ (Acetonitrile) ในปริมาณ 2.10 ppm และ สไตรีน (Styrene) ในปริมาณ 2.04 ppm  ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ในปริมาณ 1.10 ppm นอกจากนี้ยังตรวจพบสาร VOCs อื่นๆ ได้แก่  อะครีโลไนไตรล์ (Acrylonitrile) ไซลีน (Xylenes) และบิวทาไดอีน (Butadiene) อีกด้วย  และมีความชัดเจนว่ากลิ่นที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจาก VOCs แต่เนื่องจากข้อจำกัดของอุปกรณ์การตรวจวัดที่ไม่สามารถตรวจพบ VOCsในปริมาณต่ำที่ก่อให้เกิดกลิ่นสารเคมีได้ จึงมีการจัดตั้งคณะพิสูจน์กลิ่นติดตามหาแหล่งกำเนิดและจัดให้มีเวรยามเป็นช่วงๆทั้งในบริเวณนิคมอุตสาหกรรม โรงเรียนและชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งการตรวจสอบโรงงานอย่างละเอียดเพื่อค้นหาแหล่งกำเนิดของการแพร่กระจายกลิ่นในรูปแบบของคณะทำงานร่วม 4 หน่วยงาน ได้แก่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม และกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งในระยะแรกตรวจสอบโรงงานจำนวน 21 โรงที่อยู่บริเวณทิศตะวันออกของนิคมอุตสาหกรรม พบว่าโรงงานที่ก่อให้เกิดกลิ่นที่เป็นสาเหตุของการร้องเรียนมีจำนวน 6 โรง  โดยมีสาเหตุจากการรั่วไหลของสารเคมีภายในกระบวนการผลิต การถ่ายเทวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ และกลิ่นจากระบบบำบัดน้ำเสีย  นอกจากนี้ยังพบว่าโรงงานกำจัดกากของเสียอุตสาหกรรมของบริษัทบริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจำกัด (มหาชน) หรือ GENCO ก็ก่อให้เกิดกลิ่นรบกวนสู่โรงพยาบาลและชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงด้านทิศตะวันตกด้วย

การจัดการแก้ไขปัญหามลพิษ

ผลกระทบจากปัญหาเรื่องกลิ่นสารเคมีนั้นมีผลทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาดังนี้

1. ทำให้มีการย้ายนักเรียนโรงเรียนมาบตาพุดพันพิทยาคารไปเรียนที่โรงเรียนอื่นชั่วคราว  และในระยะยาวนั้นในปี พ.ศ.  2544   ได้มีการย้ายโรงเรียนไปยังที่แห่งใหม่      ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุของกรมราชทัณฑ์ โดยห่างจากที่เดิม 3 กิโลเมตร

2. ในปี พ.ศ. 2541 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้เห็นชอบแผนปฏิบัติการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยกำหนดมาตรการด้านการป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม การแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เช่นให้กันพื้นที่ว่างบริเวณแนวเขตนิคมอุตสาหกรรมกับชุมชนโดยรอบเป็นพื้นที่สีเขียว กำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบโรงงานเพื่อวางระบบป้องกันปัญหากลิ่นเหม็นและไอระเหยสารเคมี     และให้โรงงานอุตาหกรรมที่ระบายมลพิษทางอากาศออกมานั้นมีระบบตรวจสอบคุณภาพอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติ ให้มีการแจ้งเหตุและคลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้าสำหรับเรื่องเดือดร้อนรำคาญ     มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยอันเนื่องจากมลพิษจกโรงงานอุตสาหกรรมมาบตาพุด และให้มีการทำการศึกษาผลกระทบด้านระบาดวิทยาของไอระเหยสารเคมีต่อชุมชนมาบตาพุด เป็นต้น  

3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้ดำเนินการประเมินสถานการณ์และวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาด้านคุณภาพอากาศในพื้นที่มาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม    สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม      กรมควบคุมมลพิษและโรงงานต่างๆในพื้นที่มาบตาพุด ทำการศึกษาศักยภาพการรองรับมลพิษบริเวณพื้นที่มาบตาพุดโดยใช้แบบจำลองคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการประเมินคุณภาพอากาศ สามารถรองรับปริมาณมลพิษเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ หรือต้องมีการปรับลดการระบายมลพิษจากโรงงานเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพชุมชน

4. ในส่วนของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม  ได้ดำเนินงานศึกษาวิจัยและการเฝ้าระวังเกี่ยวกับสารทำละลาย โดยเฉพาะสารทำละลายอินทรีย์ ซึ่งมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องนับสิบปี โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีการวิเคราะห์สารระเหยอินทรีย์ในบรรยากาศ เทคโนโลยีการวิเคราะห์สารเมตาโบไลท์ของสารทำละลายอินทรีย์ในร่างกายมนุษย์   มีการประเมินและจัดทำพื้นที่เสี่ยง มีการศึกษาวิจัยผลกระทบของสารทำละลายจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยในปีพ.ศ. 2546 (นลินี ศรีพวงและคณะ, 2546) เพื่อทราบถึงผลกระทบของสารทำละลายในภาพรวมของประเทศ ทราบชนิดของสารทำละลายที่มีการใช้ในพื้นที่ต่างๆ ทราบเครือข่ายในพื้นที่เสี่ยงต่างๆ ซึ่งรวมถึงในพื้นที่จังหวัดระยองด้วย มีการจัดทำข้อมูลพิษวิทยาของสารเคมีสำคัญในด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยและเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์เพื่อบริการและสนับสนุนข้อมูลให้กับหน่วยงานต่างๆในการจัดการปัญหาในพื้นที่ รวมทั้งให้นักวิชาการ นักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของสารระเหยอินทรีย์ การดูแลตนเอง การปฐมพยาบาล การระงับอัคคีภัยและการรั่วไหลของสารระเหยและก๊าซรวมทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น มีการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่  ได้แก่  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 (จังหวัดชลบุรี)  สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง โรงพยาบาลระยอง ศูนย์อนามัยที่ 3 (จังหวัดชลบุรี)  องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ในการดำเนินการดังกล่าว    ในส่วนของการดำเนินงานระงับเหตุจากอุบัติภัยสารเคมีซึ่งหมายรวมถึง การรั่วไหล การระเบิดและอัคคีภัย นั้น ได้มีการร่วมมือหลายหน่วยงานได้แก่ กระทรวงมหาดไทย   กระทรวงแรงงานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงสาธารณสุข (โดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค    และสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย)   ในการร่วมมือกันจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อเฝ้าระวัง   ป้องกัน และควบคุมเหตุฉุกเฉินดังกล่าว ซึ่งอาจเนื่องมาจากการรั่วไหลของสารเคมีซึ่งรวมทั้งการรั่วไหลของสารระเหยอินทรีย์

                ด้วยบทเรียนจากมาบตาพุด จึงควรมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อควบคุมมลพิษควบคู่ไปกับการพัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งประสานงานให้มีการดำเนินงานเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนโดยมีการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม อย่าให้กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจมีความสำคัญกว่าคุณภาพชีวิตของประชาชน ประเทศไทยจึงจะมีการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

4.อุตสาหกรรมโรงโม่บดย่อยหินในจังหวัดสระบุรี                                 

                สถานการณ์ของปัญหามลพิษทางอากาศ

                ในประเทศไทย ได้มีรายงานการเกิดโรคปอดฝุ่นทราย หรืออาจเรียกได้อีกหลายชื่อ ได้แก่ โรคปอดฝุ่นหินหรือโรคปอดฝุ่นหินทราย ซึ่งในภาษาอังกฤษ(ทางการแพทย์) เรียกว่าโรคซิลิโคสิส (Silicosis) เป็นครั้งแรกจากจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2497  โรคซิลิโคสิสนี้เกิดจากการหายใจเอาฝุ่นละอองเล็กกว่า10ไมครอนของผลึกซิลิก้าบริสุทธิ์หรือซิลิคอนไดออกไซด์ เข้าไปในปอด แล้วเกิดการสะสมของฝุ่นดังกล่าวในปอดทำให้เกิดพังผืดในเนื้อเยื่อปอด ทำให้มีอาการหายใจหอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีไข้ การตรวจเอ็กซเรย์ปอดจะช่วยให้เห็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ได้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะเกิดวัณโรคปอดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป โรคนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 3-5 ปี  ผู้ที่ประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการสัมผัสฝุ่นดังกล่าวได้แก่  การขัดทราย  การทำแก้วจากทราย การประกอบการโรงโม่หิน ซึ่งกองอาชีวอนามัย  กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการติดตามเฝ้าระวังโรคในประชากรกลุ่มเสี่ยงซึ่งทำงานเกี่ยวกับการระเบิดหิน ขัดหิน ทำครกในจังหวัดสระบุรีและพะเยา โดยการเอ็กซเรย์ปอด ในปี พ.ศ. 2530 และ พ.ศ. 2532 พบว่ามีผู้มีผลการตรวจผิดปกติของภาพถ่ายรังสีทรวงอกและเข้าได้กับโรคซิลิโคสิส คิดเป็นร้อยละ 15 และร้อยละ 30 ตามลำดับ จากสถานการณ์การเฝ้าระวังโรคซิลิโคสิสของกองอาชีวอนามัยซึ่งร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานสาธารณสุขภูมิภาคในปี พ.ศ. 2541 พบว่า มีผู้เสี่ยงกับโรคนี้ประมาณ 221,796 คน ในจำนวนนี้มีผู้รับการตรวจสุขภาพจำนวน  8,146  คน       และพบผู้มีอาการเข้ากันได้กับโรคนี้  169  คน            คิดเป็นอุบัติการณ์ของโรคซิลิโคสิส 20.7 ต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง 1,000 คน   และประมาณว่าผู้มีอาการเข้ากับโรคซิลิโคสิสรายใหม่ทั้งหมดต่อจำนวนประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคซิลิโคสิสมีจำนวน 4,393 คน  ในปี พ.ศ. 2538 กองอาชีวอนามัย กรมอนามัย ร่วมกับศูนย์อนามัยสิ่งแวดล้อมเขต 2 (จังหวัดสระบุรี) และศูนย์วัณโรคเขต 2 ( จังหวัดสระบุรี) ตรวจพบปริมาณฝุ่นละอองทุกขนาดรวมทั้งขนาดที่เล็กกว่า 10 ไมครอน รวมทั้งพบผู้สงสัยเป็นโรคปอดฝุ่นหินทรายและวัณโรคปอดจำนวนร้อยละ 9.0 และ 1.9 ตามลำดับ  ซึ่งอัตราความชุกของโรคซิลิโคสิสมีความสัมพันธ์กับอายุ    และจากรายงานประจำปีของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 - 2544 นั้นมีอุบัติการณ์ของผู้ป่วยด้วยโรคซิลิโคสิสอยู่ระหว่าง  7.1 - 20.7 รายต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง 1,000 คน       และในปี พ.ศ. 2544 ยังพบวัณโรคปอด 3.7 ราย   วัณโรคปอดร่วมกับโรคปอดฝุ่นหินทราย 0.44 รายต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง 1,000 คน ประเทศไทย   ในปี พ.ศ. 2544 พบว่า อัตราอุบัติการณ์ของโรคซิลิโคสิสนั้นพบมากที่สุดในภาคใต้ 56.3 ราย ต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง 1000 คน พบน้อยที่สุดในภาคเหนือ คือ 7 รายต่อประชากรกลุ่มเสี่ยง 1,000 คน  โดยพบว่าผู้ป่วยโรคซิลิโคสิสนั้นมีความสัมพันธ์กับอายุและระยะเวลาทำงานผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 41 ปี  มีระยะเวลาทำงานในกิจการดังกล่าวมากกว่า 11 ปี นอกจากนี้ยังพบว่าอาจมีผลทำให้มีภูมิต้านทานเชื้อวัณโรคต่ำได้(ปวีณา  มีประดิษฐ์, 2546)

                ซึ่งโรงโม่หินนี้มีฝุ่นละอองของหินทรายเป็นจำนวนมากและก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพทั้งของพนักงานที่ปฏิบัติงานและสุขภาพของประชาชนที่อยู่อาศัยใกล้เคียง โดยทำให้ทัศนวิสัยเลวลงเนื่องจากมีฝุ่นละอองลอยในอากาศและปกคลุมโดยทั่วไป     และยังมีผลต่อสุขภาพทำให้ระคายเคืองผิวหนัง ระคายเคืองทางเดินหายใจ และอาจก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบจากฝุ่นหินทรายดังกล่าว

                จากข้อมูลของฝ่ายสารสนเทศอุตสาหกรรม ศูนย์สารสนเทศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้รายงานว่า ในปีพ.ศ.  2545 นั้นในประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับฝุ่นหิน   จำนวน 8,602 โรง    ซึ่งในจำนวนนี้ตั้งอยู่ในเขตภาคกลาง (รวมกรุงเทพมหานคร) จำนวน 4,006 แห่ง (46.57 %) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 1,922 แห่ง (22.34 %) ภาคเหนือ 1,516 แห่ง (17.62%) และภาคใต้  จำนวน 1,158 แห่ง (13.46 %)  มีคนงานทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ทั้งหมด 234,010 คน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคกลาง (รวมกรุงเทพมหานคร จำนวน 160,018 คน (68.38 %) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 25, 980 คน (11.10%) ภาคเหนือ 30.154 คน (12.89%) ภาคใต้จำนวน 17,858 คน (7.63%) แต่เนื่องจากโรคปอดฝุ่นหินทรายนั้นวินิจฉัยได้ยาก  จึงไม่มีตัวเลขผู้ป่วยแน่ชัด อย่างไรก็ตาม    ในส่วนของสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้มีโครงการเฝ้าระวังโรคซิลิโคสิสมานับสิบปี   และมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยและหน่วยงานในต่างประเทศโดยมีการจัดการอบรม

 

แพทย์อาชีวเวชศาสตร์เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจำแนกและวินิจฉัยโรครวมทั้งประสานความร่วมมือกับองค์การแรงงงานระหว่างประเทศ(ILO) ในการอบรมแพทย์เฉพาะทางในการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดด้วยเกณฑ์มาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) (Pneumoconiosis ILO Classification) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา

ารจัดการแก้ไขปัญหามลพิษ

                กรณีของโรงโม่หินนั้นเป็นปัญหาสุขภาพของประชาชนในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เนื่องจากมีฝุ่นฟุ้งกระจายออกจากสถานประกอบการและมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนรอบนอกด้วยนอกเหนือจากคนงานในสถานประกอบการนั้นทำให้เพิ่มกลุ่มประชากรที่เสี่ยงต่อโรคปอดฝุ่นหินทราย ดังกล่าวและจังหวัดสระบุรีนั้นได้มีกรณีร้องเรียนปัญหาดังกล่าวบ่อยครั้งได้มีหน่วยงานหลายหน่วยงานของภาครัฐที่พยายามจัดการแก้ไขปัญหามลพิษดังกล่าวเช่นกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดอุตสาหกรรมประเภทโรงโม่บดย่อยหินนี้เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุขพ.ศ. 2535 เพื่อการดูแลสุขภาพประชาชนและอนามัยสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการและชุมชน และกองอาชีวอนามัยกรมอนามัยยังได้การดำเนินงานเฝ้าระวังโรคซิลิโคสิสในสถานประกอบการประเภทโรงโม่ บดย่อยหินอย่างต่อเนื่องทุกปีอีกด้วย  นอกจากนี้ในปีพ.ศ. 2542 กรมอนามัย โดยสำนักอนามัยสิ่งแวดล้อมได้จัดให้มีการศึกษามลพิษจากโรงโม่หินซึ่งผลการศึกษานั้นพบว่าในเขตจังหวัดสระบุรีนั้นมีเปอร์เซ็นต์ซิลิก้าในสถานประกอบการมากแต่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามกฎหมายความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีในสภาวะแวดล้อมที่กำหนดไว้ ส่วนคุณภาพอากาศของชุมชนโดยรอบนั้นพบทั้งฝุ่นละอองชนิด ฝุ่นรวม(TSP) และ PM10 ในระดับเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้ ซึ่งได้มีการแนะนำให้มีการปรับปรุงแก้ไขสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการที่เป็นปัญหา นอกจากนี้กองอาชีวอนามัยกรมอนามัยยังได้มีแผนเฝ้าระวังสุขภาพผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบการประเภทโรงโม่บด ย่อยหิน ดังกล่าวอีกด้วย

        แม้ว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องก็ยังมีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับฝุ่นจาก โรงโม่หินดังกล่าวเป็นระยะ     และพบว่ามีปัญหาสุขภาพปอดของผู้ประกอบอาชีพในสถานประกอบการดังกล่าวอีกด้วย      ดังนั้นกรมอนามัยโดยกองอาชีวอนามัยจึงได้กำหนดแผนการกำจัดซิลิโคสิสระดับประเทศ  ในช่วง 10 ปี (พ.ศ. 2544-2553) โดยจัดตั้งโครงการควบคุมป้องกันโรคซิลิโคสิสในประเทศไทย (Silicosis   Elimination  Program in Thailand)     เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2543  ซึ่งมีการลงนามพันธกิจระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่  กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมทรัพยากรธรณี และกรมอนามัย แม้ในปัจจุบันนี้กองอาชีวอนามัยได้เปลี่ยนเป็นสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมในสังกัดกรมควบคุมโรคแล้วก็ยังมีการดำเนินการโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นหินทรายที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี พ.ศ. 2547 ได้มีกรณีร้องเรียนเกี่ยวกับฝุ่นหินทรายที่บริเวณอำเภอหน้าพระลาน จังหวัดสระบุรี    ซึ่งหลายหน่วยงานประกอบด้วยกรมโรงงานอุตสากรรม   กรมควบคุมมลพิษ      และกรมควบคุมโรคโดยสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมได้เข้าไปร่วมตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีการควบคุมทางวิศวกรรมความปลอดภัยและด้านอาชีวอนามัยให้มีการฟุ้งกระจายของฝุ่นหินทรายน้อยลง

5. มลพิษทางอากาศจากไฟป่า (Forest Fire) และการเผาในที่โล่ง (Open Burning)

                ในประเทศไทยนั้นมีพื้นที่ทางการเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งประสบปัญหาเกี่ยวกับการเผาวัสดุทางการเกษตร เช่น การเผาหญ้าในที่โล่งซึ่งก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญและผลกระทบต่อสุขภาพรวมทั้งอาจลุกลามเป็นไฟป่าได้ และปัญหาไฟป่าซึ่งเกิดจากการแห้งแล้งทางธรรมชาติ/ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ ไฟป่าและการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรนั้นก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศฝุ่นละอองและเขม่าควันของเถ้าคาร์บอน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งด้านการบดยังแสงสว่างและทัศนวิสัยทำให้เกิดอุบัติเหตุในการจราจรและการขนส่ง และมีผลต่อสุขภาพโดยทำให้ระคายเคืองผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ ถ้ามีเขม่าควันและก๊าซพิษมากก็อาจทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังมีผลทำให้สภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนไปโดยทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศโลกนั้นร้อนขึ้นปกติแล้วมักมีไฟไหม้ป่าเกิดขึ้นทุกปีและทำลายพื้นที่ป่าไม้ไปจำนวนมาก         แต่ในปีพ.ศ. 2541 นั้นพบว่ามีไฟป่าที่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรง โดยมีจำนวนครั้งที่เกิดไฟป่าจำนวน 7,909 ครั้ง ซึ่งเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่มีพื้นที่ป่าไม้เสียหายจำนวน 323,940 ไร่ โดยทั่วไปแล้วความเสียหายจากไฟป่านั้นมักประเมินจากพื้นที่ป่าไม้ที่เสียหายไป แต่ยังไม่ได้พิจารณาเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆเนื่องจากมลพิษทางอากาศอย่างจริงจัง

 

 

 

 

การจัดการแก้ไขปัญหามลภาวะกรณีไฟป่า

                เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2547 นั้น   ได้มีการประชุมปฏิบัติการระดับภูมิภาคในการสร้างความแข็งแกร่งกับพันธมิตรป่าไม้เอเซีย ณ เมืองโยยาตรา   ประเทศอินโดนีเซียการประชุมดังกล่าวนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศพันธมิตร 12 ประเทศ ซึ่งรวมประเทศไทยด้วย ในการประชุมนี้ได้กล่าวถึงกรณีไฟป่าและมีข้อสรุปที่เป็นประเด็นสำคัญจากการประชุม ดังนี้ ต้องมีการร่วมมือกันระหว่างประเทศพันธมิตรเพื่อพัฒนาการตรวจสอบไฟป่ากระตุ้นให้ชุมชนท้องถิ่นมีความกระตือรือร้นในการตรวจสอบไฟป่าต้องการแผนงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างจริงจังสร้างความแข็งแกร่งกับฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้วตามองค์กรที่เกี่ยวข้อง

กรณีเผาในที่โล่ง

ในปีพ.ศ. 2546 รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการเผาในที่โล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนทัศนคติของเกษตรกรและประชาชนทั่วไปให้เลิกเผาเศษวัสดุและเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมในการดำจัดเศษวัสดุแทน เช่น การทำปุ๋ยหมัก การไถกลบ เป็นต้น  โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เห็นชอบแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการควบคุมการเผาในที่โล่ง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปจัดทำแผนปฏิบัติการตามแผนแม่บทฯ ต่อไป  แผนแม่บทฯ นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเตรียมแผนงานและมาตรการรองรับข้อตกลงอาเซียน เรื่องมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และเพื่อให้มีการนำ “นโยบายควบคุมการเผาในที่โล่ง”ไปใช้เป็นยุทธศาสตร์ และเป็นกรอบการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และสอดคล้องเชื่อมโยงกัน โดยเป้าหมายหลักคือ ลดพื้นที่ไฟไหม้ป่าให้เหลือเพียงไม่เกินปีละ 300,000 ไร่ จัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรทดแทนการเผาในพื้นที่อย่างน้อย 600,000 ไร่ในปี 2550 นำเอาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้เป็นพลังชีวมวล ทดแทนการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ คิดเป็นร้อยละ 21 และ 25 ของความต้องการใช้พลังงานในปีพ.ศ.2549 และ ปีพ.ศ. 2554 ตามลำดับลดการเผาขยะในที่โล่งโดยจัดให้มีการกำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกหลักวิธีและปลอดภัยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของจังหวัดทั้งหมด และมีการใช้ประโยชน์จากมูลฝอยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณมูลฝอยที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. 2549

 

กฎหมาย มาตรการ และการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันควบคุมมลพิษทางอากาศ

กฎหมายและมาตรการที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและควบคุมปัญหามลพิษทางอากาศ

มีกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสิ่งแวดล้อมทั้งจากอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อมชุมชนและสุขภาพของประชาชน ดังนี้

พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.. 2535 ซึ่งมี

สาระสำคัญคือ การกำหนดขอบเขตของคำว่า สิ่งแวดล้อม และการควบคุมมลพิษ        โดยมีคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นศูนย์กำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ        สร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น สร้างมาตรการจูงใจต่อผู้ก่อมลพิษให้ยินดีที่จะบำบัดมลพิษ    กำหนดบทลงโทษทางแพ่งต่อผู้ละเมิดกฎหมายนี้และจัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยเหลือผู้ก่อมลพิษในการควบคุมและบำบัดมลพิษที่เกิดขึ้นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.)  กรมควบคุมมลพิษ(คพ.)  กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ปฏิบัติการหรือเตรียมข้อเสนอมายังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

พระราชบัญญัติโรงงาน พ.. 2535

พระราชบัญญัตินี้บังคับใช้ภายใต้อำนาจของกระทรวงอุตสาหกรรม       โดยให้อำนาจกับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงในการออกกฎหมายและระเบียบ      ข้อบังคับต่อโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรบกวน การทำลาย      หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณชนและสิ่งแวดล้อมภายใต้อำนาจในการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรม

พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.. 2535 พระราชบัญญัตินี้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่า

การกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุข       ออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชน การกำหนดมาตรฐานสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชน วิธีดำเนินการเพื่อตรวจสอบควบคุม หรือดูแลหรือแก้ไชสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับประชาชน    ภายใต้พระราชบัญญัตินี้อธิบดีกรมอนามัยมีอำนาจสั่งหยุดกิจการที่เป็นอันตรายต่อการดำรงชีพของประชาชน พระราชบัญญัตินี้ได้ให้อำนาจหน่วยงานท้องถิ่นรับผิดชอบในเรื่องการกำจัดสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอย    สุขลักษณะของอาคาร เหตุรำคาญ รวมทั้งการกระทใดๆอันเป็นเหตุให้เกิด กลิ่น    แสง    รังสี     เสียง     ความร้อน     สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่น ละออง แสง เขม่า เถ้า         หรือกรณีอื่นใดที่เป็นเหตุให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ รวมทั้งเหตุอื่นใดที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.. 2535พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นอำนาจโดยตรง

ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม      โดยแต่งตั้งคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานเพื่อปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย      รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม   และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  ควบคุม      ส่งเสริมและติดตามดูแลการดำเนินงานของเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้         ซึ่งกำหนดความรับผิดชอบบังคับต่อผู้ขายและขนส่งด้วยต่อผลเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากวัตถุอันตราย ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ครอบครองวัตถุอันตรายนั้น บทกำหนดโทษภายใต้พระราชบัญญัตินี้มีโทษจำคุก 1 เดือนถึง 10 ปี ปรับ 10,000 - 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรฐานด้านอากาศ

มาตรฐานด้านคุณภาพอากาศในบรรยากาศ

มาตรฐานคุณภาพอากาศเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมดูแลคุณภาพอากาศ ทั้งในบรรยากาศและในสถานที่ประกอบการ หรือบริเวณที่อยู่อาศัย ให้อยู่ในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนหรือระบบนิเวศ  มาตรฐานนี้ประกาศโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ    มีจุดมุ่งหมายเพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชน  มาตรฐานนี้ได้มีการปรับปรุงใหม่เมื่อปีพ.ศ. 2538 โดยกำหนดมาตรฐานระยะสั้น และมาตรฐานระยะยาวสำหรับมลพิษ 7 ชนิด ดังแสดงในตารางที่

 
 
 
 
 

 

 

ตารางที่ 4.1  มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม

                     แห่งชาติ ฉบับที่ 10 (.. 2538)และฉบับที่ 12 (.. 2538)

ชนิดของก๊าซหรือสาร

ค่าเฉลี่ยเวลา 1 ชม.ไม่เกินสนล.

(มก./ลบ..)

ค่าเฉลี่ยในเวลา 8 ชม.ไม่เกินสนล.

(มก./ลบ..)

ค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชม.ไม่เกินสนล.

(มก./ลบ..)

ค่าเฉลี่ยในเวลา 1เดือนไม่เกินสนล.

(มก./ลบ..)

ค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปีไม่เกินสนล.(มก./ลบ..)

วิธีการวัด

1.คาร์บอนมอนอกไซด์

30 (34.2)

9(10.26)

-

-

-

Non-descriptive Infrared Detection

2. ไนโตรเจนไดออกไซด์

0.17 (0.32)

-

-

-

-

Chemiluminane

3. โอโซน

0.10 (0.20)

-

-

-

-

Chemiluminane

4. ซัลเฟอร์ไดออกไซด์

0.30 (0.78)*

-

0.11(0.30)

-

0.04(0.10)

UVFluorescence Prarosaniline

5. ตะกั่ว

-

-

-

1.5

-

AtomicAbsorption Spectrometer

6. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน

-

-

(0.12)

-

(0.05)

Gravimetric

7. ฝุ่นละอองรวม

-

-

(0.33)

-

(0.10)

Gravimetric

 

 

 

ทั้งนี้ คำนวณค่าความเข้มข้นของก๊าซเทียบที่ ความดัน 1 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสค่าเฉลี่ย 1 ปี เป็นค่ามัชฌิมเรขาคณิต (Geometric Mean) เฉพาะพื้นที่ที่กำหนดในอำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ต้องไม่เกิน 0.50 สนล. (1.3 มก./ลบ..)

มาตรฐานการระบายอากาศเสีย

กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานสำหรับมลพิษอากาศ 15 ชนิด ขณะเดียวกันกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมได้กำหนดมาตรฐานระบายอากาศเสียสำหรับการประกอบกิจการ อุตสาหกรรม 3 ประเภท คือ โรงไฟฟ้า โรงโม่บดย่อยหิน และเตามูลฝอย

มาตรฐานคุณภาพอากาศในสถานที่ทำงาน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงมหาดไทย (ปัจจุบันเป็นกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอยู่ในสังกัดกระทรวงแรงงาน) ได้ออกประกาศ คณะปฏิวัติ ปว. 103  เรื่อง ความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม   (สารเคมี) โดยครอบคลุมสารเคมีจำนวนมากทั้งในรูปก๊าซ ละออง ไอและฝุ่  การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ดำเนินการโดยสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโครงการต่างๆที่จะเกิดขึ้นใหม่เพื่ออนุมัติโครงการโดยรัฐมนตรีว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเป็นผู้กำหนดประเภทและขนาดกิจกรรรมซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม(EIA:Environmental Impact Assessment)ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้วรายงานการวิเคราะห์ฯแล้วเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมซึ่งคณะกรรมการผู้ชำนาญการจะพิจารณารายงานและแจ้งผลการพิจารณาเพื่ออนุมัติโครงการซึ่งกิจกรรมที่ต้องขออนุมัติได้แก่โครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ เช่น   เขื่อน ระบบชลประทาน สนามบิน ทางหลวงตลอดจนโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท 

 

 

เครื่องมือเสริมนโยบายสิ่งแวดล้อม

ได้มีหลายแนวทางเกี่ยวกับการนำมาใช้เป็นเครื่องมือเสริมนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่

          1.  หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย (Polluter Pays Principle)ตามมาตราที่  96  แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.. 2535 ได้กำหนดไว้ชัดเจนให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ต้องรับผิดชอบต่อผลเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากมลพิษนั้นและมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้น

2.  กองทุนสิ่งแวดล้อม (Environmental Fund)  ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมแห่งชาติ พ.. 2535 ได้จัดตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยมีเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการและเลขานุการ กองทุนนี้มีแหล่งเงินทุนหลักมาจากเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง      และเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเป็นคราวๆ เงินกองทุนนี้ส่วนใหญ่จะจัดสรรให้กับหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อใช้ในการดำเนินการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวม  และเพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและอนุรักษ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมในรูปแบบการรณรงค์โดยองค์กรอิสระ

3.กองทุนเพื่อส่งเสริมและอนุรักษ์พลังงาน (Fund for Promoting Energy Conservation)

   กองทุนนี้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียน เงินช่วยเหลือหรือเงินอุดหนุนแก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและองค์กรเอกชน สำหรับการลงทุน การศึกษาวิจัย และการดำเนินงานในการอนุรักษ์พลังงาน หรือเพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน

4.รูปแบบของการส่งเสริมสนับสนุน (Promotion Supports)  มาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.. 2535 อนุญาตให้รัฐให้การส่งเสริมและช่วยเหลือผู้ครอบครองมลพิษที่จะจัดสร้างระบบบำบัดของเสียต่างๆ สามารถขอความช่วยเหลือด้านอากรขาเข้าสำหรับการนำเข้าเครื่องจักร อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัสดุจำเป็น ในการสร้างระบบบำบัดของเสีย ซึ่งไม่สามารถจัดหาในประเทศได้ แต่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนในการขอความช่วยเหลือ

 

 

 

5 .เครื่องมือทางการตลาด (Market Based Instrument)  คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ศึกษามาตรการทางเศรษฐศาสตร์ในการควบคุมมลพิษ โดยใช้เครื่องมือที่มีศักยภาพ เช่น ใบอนุญาตปล่อยมลพิษ (Emission Permit) การเก็บเงินค่าปล่อยมลพิษ(Emission Fee/Charge) ภาษีแตกต่าง(Tax Differential) และระบบคืนเงิน (Deposit – refund System)   เช่น    ภาษีแตกต่างที่ใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ทำให้เกิดการยอมรับของสาธารณชนและนำไปสู่มาตรการยกเลิกน้ำมันผสมสารตะกั่วในประเทศไทย

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการควบคุมมลพิษทางอากาศจะสำเร็จลุล่วงไปได้ จะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายทั้งด้านวิชาการสิ่งแวดล้อม         เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ทางด้านนิติบัญญัติ การดำเนินกิจการจะต้องสอดคล้องและสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน วิธีการดำเนินการนั้นจะต้องกระทำควบคู่กันไปดังต่อไปนี้

1. การบังคับใช้กฎหมาย (Regulation) โดยมุ่งหมายที่ใช้เป็นกฎเกณฑ์และมาตรการบังคับใช้ โดยที่กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่จะออกมานั้น จะต้องให้มีความเหมาะสมและสัมพันธ์กับทางวิชาการเสมอ กฎหมายที่ตราออกใช้จะต้องกำหนดค่ามาตรฐานของสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมตามที่ทางวิชาการได้ตรวจวิเคราะห์และวิจัยว่า     ควรจะมีอัตราเป็นเท่าใดจึงจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชนได้   ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศเป็นไปได้อย่างสะดวกและถูกต้อง

2. การแบ่งเขตเฉพาะ (Proper Zoning) หมายถึง การจัดวางผังเมืองหรือชุมชน ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมดูแลและปฏิบัติงานเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งจะยังสามารถช่วยลดอันตราย และเหตุรำคาญอันพึงมีต่อชุมชนให้อยู่ในเขตจำกัดอีกด้วย

              3. การควบคุมการปฏิบัติการต่างๆ (Control of Activity) หมายถึง การดำเนินงานเพื่อควบคุม

กิจกรรมต่างๆ ในชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมอันเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดสารมลพิษที่เป็นต้นเหตุทำให้อากาศเสีย     จะต้องได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิดเพื่อให้การปฏิบัติกิจกรรมนั้นอยู่ในมาตรฐานที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ไม่ปล่อยให้สิ่งเจือปนออกสู่บรรยากาศเกินกว่าอัตราที่กำหนดไว้และการปฏิบัติการอย่างเข้มงวดกวดขัน เพื่อการควบคุมแหล่งที่เป็นต้นเหตุทำให้อากาศสกปรกให้ดำเนินการไปตามข้อกำหนดที่วางไว้ ซึ่งจะต้องมีการร่วมมือประสานกันระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น

4. การให้สุขศึกษาแก่ชุมชน (Community Health Education) เป็นแนวทางที่มีความสำคัญต่อการควบคุมมลพิษทางอากาศเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นวิธีการที่จะช่วยให้ประชาชนได้ทราบและเข้าใจถึงวิธีปฏิบัติอันถูกต้อง   เนื่องจากในชุมชนมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่เป็นแหล่งกำเนิดของมลพิษทางอากาศ ซึ่งประชาชนอาจจะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ได้ทำไปนั้นก่อให้เกิดสิ่งเจือปนในอากาศมากกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น การให้การศึกษายังเป็นสิ่งจำเป็นอันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินการควบคุมมลพิษทางอากาศเป็นอย่างมาก

          5. การออกมาตรการเพื่อเป็นโยบายสาธารณะ เช่นมาตรการห้ามสูบบุหรี่ในอาคาร ซึ่งในประเทศไทยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. 2535        กำหนดให้มีการจัดสถานที่ปลอดบุหรี่ให้เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมทั่วประเทศ ต่อมาในวันที่ 18 สิงหาคม 2545 ได้มีการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2545 บังคับให้สถานที่สาธารณะ 19 ประเภท ซึ่งขณะทำการหรือให้บริการนั้นเป็นเขตบุหรี่ 100 ประกอบด้วย      1) ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มหรือสถานที่จัดเลี้ยงที่มีระบบปรับอากาศ 2) รถยนต์โดยสารประจำทาง 3) รถยนต์โดยสารรับจ้าง      4) ผู้โดยสารรถไฟที่มีระบบปรับอากาศ 5) เรือโดยสาร 6) เครื่องบินโดยสารภายในประเทศ 7) ที่พักโดยสารเฉพาะบริเวณที่มีที่ปรับอากาศ 8) ลิฟท์โดยสาร 9) ตู้โทรศัพท์สาธารณะ      10) รถรับ-ส่งนักเรียน 11) ห้องสมุด 12) โรงหนัง 13) ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ สถานเสริมความงาม ร้านขายยา หรือสถานที่บริการอินเตอร์เน็ต        โดยเฉพาะบริเวณที่มีระบบปรับอากาศ 14) ห้างสรรพสินค้า 15) สถานที่ออกกำลังกายเฉพาะที่มีเครื่องปรับอากาศ 16) คลินิก 17) ศาสนสถานเฉพาะบริเวณที่ประกอบศาสนกิจ 18) สุขา 19) ท่าเทียบเรือสาธารณะ   นอกจากนี้ยังกำหนดสถานที่สาธารณะอีก 5 ประเภทที่อยู่ในขณะทำการหรือใช้บริการเป็นที่ปลอดบุหรี่ 100%     ยกเว้นห้องส่วนตัวและห้องทำงานส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ดังกล่าว  ซึ่งสถานที่สาธารณะอีก 5 ประเภทนี้ ประกอบด้วย  1) โรงเรียนหรือสถานศึกษาที่ต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา 2) อาคารจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม      พิพิธภัณฑสถานหรือหอศิลป์ 3) สถานศึกษาทั้งโรงเรียน วิทยาลัย และระดับมหาวิทยาลัย 4) อาคารพิพิธภัณฑ์โรงพยาบาล เนิร์สเซอรี่   และ 5) สนามกีฬาในร่ม   และยังมีการบังคับให้สถานที่ต่อไปนี้จัดให้มีเขตสูบบุหรี่เฉพาะชัดเจน มีระบบระบายควัน และอากาศให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์  ประกอบด้วย อาคารมหาวิทยาลัย  วิทยาลัย หรือสถาบันระดับอุดมศึกษา บริเวณแสดงสินค้า หรือนิทรรศการเฉพาะที่มีระบบปรับอากาศ  สถานที่ราชการหรือรัฐวิสาหกิจ  ธนาคารและสถาบันการเงิน  สำนักงานที่มีระบบระบายอากาศ อาคารท่าอากาศยานและโบกี้รถไฟที่ไม่มีระบบปรับอากาศในขบวน      ทั้งหมดนี้ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป สถานประกอบการใดไม่ปฏิบัติตามนี้ต้องระวางโทษปรับ  20,000 บาท ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ในที่ที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

 

 

6. ความร่วมมือกำหนดมาตรการระหว่างประเทศ   เช่น สนธิสัญญาเกียวโต “Kyoto Protocol  กำเนิดขึ้นจากการประชุมระดับโลกที่กรุงเกียวโต  ประเทศญี่ปุ่น     เมื่อ ปีพ.ศ. 2540 เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและสภาวะโลกร้อนขึ้น และมีการลงนามเป็น สนธิสัญญาระหว่างประเทศมากกว่า 150 ประเทศ ซึ่งรวมประเทศไทยด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการใช้และปล่อยสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศ เช่น สาร CFC และก๊าซที่สำคัญได้แก่  ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซอื่นๆเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษอากาศและสภาวะโลกร้อนขึ้น เนื่องจากปฏิกิริยาเรือนกระจก  (Greenhouse Effect)    โดยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ ร้อยละ5.2  ซึ่งต่ำกว่าระดับของก๊าซเรือนกระจกของปี พ.ศ. 2533 ภายในปีพ.ศ. 2555    ซึ่งประเทศไทยก็ได้มีมาตรการในการดำเนินการดังกล่าวด้วย โดยเฉพาะการยกเลิกการใช้สาร CFC อย่างไรก็ตามการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้ผลดีนัก โดยพบว่ามีประเทศที่ยังไม่มีการดำเนินการเป็นทางการถึง 53 ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีนที่ไม่ดำเนินการใดๆ และในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548    ซึ่งเป็นวันแรกของการดำเนินการอย่างเป็นทางการตามสนธิสัญญาเกียวโต ประเทศสหรัฐอเมริกา  ออสเตรเลีย จีนและอินเดียกลับไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาและสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกสัตยาบันที่เคยให้ไว้เมื่อปีพ.ศ. 2540 ทั้งที่เป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ดังนั้นการแก้ไขปัญหามลพิษอากาศและสภาวะการเปลี่ยนแปลงอากาศของโลกคงไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปีพ.ศ. 2555    ถ้าไม่มีการแก้ไขการยอมรับการปฏิบัติตามสนธิสัญญาของประเทศเหล่านี้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ อัตราการผลิต ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ของสหรัฐอเมริกาอยู่ประมาณ 1/3 ของโลก โดยที่มีประชากรของประเทศอยู่ประมาณ 5% ของประชากรโลก    ส่วนในประเทศไทยนั้นก็ยังคงมีการดำเนินการตามสนธิสัญญาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

 

 

 

มาตรการในป้องกัน แก้ไข และควบคุมคุณภาพอากาศ

อากาศเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควบคุมคุณภาพอากาศให้อยู่ในสภาพที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน จึงจำเป็นต้องหามาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน คือ

1. การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศ  การตรวจวัดคุณภาพอากาศด้วยหน่วยเคลื่อนที่ ซึ่งอาจทำได้โดยอาศัยเจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามตรวจสอบศึกษาแนวโน้มคุณภาพอากาศตามจุดต่าง ๆ ที่ต้องการ การติดตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ เป็นการเฝ้าระวังที่ติดตั้งสถานีตรวจวัดแบบถาวร เพื่อเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในทุก ๆ ย่าน เช่น ย่านที่พักอาศัย ย่านอุตสาหกรรม ย่านธุรกิจ ไม่ให้เกินมาตรฐาน หากพบว่า คุณภาพ อากาศในย่านใดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน พืช สัตว์ และทรัพย์สินต่าง ๆ จะได้หาทางป้องกันหรือแก้ไขมิให้เกิดผลเสียหายอีก การสังเกตการเปลี่ยนแปลงโดยประมาณ ซึ่งอาจสังเกตได้โดยประชาชนทั่วไปพบหรือสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับคุณภาพอากาศ เช่น เห็นหมอกควันควรรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ

 

2. การควบคุมและป้องกันการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิด

   การใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ควบคุมมลพิษประเภทต่าง ๆ นั้น จะติดตั้งเข้ากับแหล่งกำเนิดของมลพิษ เพื่อทำหน้าที่กำจัดหรือลดปริมาณของมลสารที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ซึ่งในการควบคุม

 

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi4/c_air/a1.gif

 

 

 

 

 

 

สภาวะอากาศเป็นพิษนั้น จะต้องพิจารณาเลือกวิธีการที่เหมาะสมประหยัดและได้ผลดีที่สุด โดยมีหลักการใหญ่ ๆ ดังนี้

   2.1 พยายามเลือกใช้วัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่ไม่มีสารก่อมลพิษทางอากาศ

   2.2 ปรับปรุงคุณภาพวัตถุดิบหรือเชื้อเพลิงที่ใช้ในกระบวนการผลิตให้มีองค์ประกอบของสาร ที่อาจก่อให้เกิดสารเป็นพิษขึ้นในภายหลังน้อยที่สุด

   2.3 ปรับปรุงแก้ไขวิธีการในกระบวนการผลิตให้สามารถช่วยลดการเกิดสารมลพิษจากขั้นตอน การผลิตให้เหลือน้อยหรือไม่มีเลย

   2.4 ติดตั้งระบบบำบัดหรือปรับปรุงอุปกรณ์การกำจัดมลพิษทางอากาศให้เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดและลักษณะของแหล่งกำเนิดมลพิษ ซึ่งจะต้องพิจารณาถึงปริมาณและชนิดของอากาศเสีย มาตรฐานปริมาณอากาศเสียที่ยอมให้ปล่อยออกสู่บรรยากาศ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนและการใช้งาน

3. การกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ

   ต้องครอบคลุมสารมลพิษอากาศทุกประเภทจากแหล่งก่อมลพิษประเภทต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และควรมีการปรับปรุงมาตรฐานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

4. การออกกฏหมาย

   โดยมุ่งหมายเพื่อใช้เป็นกฏเกณฑ์และมาตรการที่มีผลบังคับใช้ตามกฏหมาย ซึ่งกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ออกมานั้น ต้องมีความเหมาะสมและถูกต้องตามหลักวิชาการเสมอ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติต้องสามารถบังคับให้เป็นไปตามที่กฏหมายบัญญัติไว้ได้

5. การกำหนดนโยบายและวางแผน เพื่อควบคุมมลพิษอากาศ

   5.1 การแบ่งแยกเขตเฉพาะ (Proper Zone) คือ การวางผังเมืองหรือชุมชนออกเป็นเขตหรือย่าน ต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมตามสภาพท้องถิ่นและกิจกรรมของชุมชนโดยแบ่งออกเป็นย่านต่าง ๆ ไม่ปะปนกัน เช่น ย่านการค้า ย่านอุตสาหกรรมและย่านที่อยู่อาศัย การกำหนดผังเมืองออกเป็นย่านต่าง ๆ จะช่วยให้สามารถควบคุมและปฏิบัติงานเกี่ยวกับมลภาวะอากาศได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

   5.2 การควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ (Control of Activities) คือการดำเนินงาน เพื่อควบคุมกิจกรรม ต่าง ๆ ในชุมชนโดยเฉพาะกิจกรรมที่เป็นแหล่งก่อให้เกิดสารที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดสภาวะอากาศเป็นพิษ จะต้องได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมนั้นอยู่ในมาตรฐานถูกต้องตามหลักวิชาการ การดำเนินการดังกล่าวนี้จะต้องมีการร่วมมือประสานกันระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง

   5.3 การให้การศึกษาและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะต้องจัดทำในหลายระดับ หลายรูปแบบ และให้กับกลุ่มชนทุกกลุ่ม โดยเริ่มตั้งแต่การสอนแนวความคิดรวบยอดขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมให้กับประชาชนทั่วไป เด็กนักเรียนในระดับประถม และค่อย ๆ เพิ่มเนื้อหา และ ความลึกซึ้งมากขึ้นไปโดยต่อเนื่องจนถึงระดับอุดมศึกษา รวมทั้งการให้ข้อมูลข่าวสารกับ มวลชนในวาระต่าง ๆ โดยอาศัยสื่อมวลชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่นเกร็ดความรู้วิธีการลดควันดำ การรณรงค์ลดควันขาวรถจักรยานยนต์ เป็นต้น

   5.4 กำหนดเขตควบคุม และจำกัดจำนวนแหล่งมลพิษ มิให้มีมากขึ้นจนเป็นเหตุในการเกิดปัญหามลพิษ

6. การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นแหล่งผลิตอากาศบริสุทธิ์ เช่น การสร้างสวนสาธารณะ การปลูกต้นไม้ในเขตเมือง เป็นต้น

 

http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi4/c_air/a2.gif

 

 

 

 

 

 

สาเหตุและผลกระทบของมลพิษทางอากาศ
สาเหตุของการเกิดมลพิษทางอากาศที่สําคัญมีดังนี้
          1. ยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์ รถยนต์เป็นแหล่งก่อปัญหาอากาศเสียมากที่สุด สารที่ออกจาก รถยนต์ที่สําคัญได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน และของกํามะถัน สารพวกไฮโดรคาร์บอนนั้น ประมาณ 55 % ออกมาจากทอไอเสีย 25 % ออกมาจากห้องเพลา ข้อเหวี่ยง และอีก 20 % เกิดจากการระเหยในคาร์บูเรเตอร์ และถังเชื้อเพลิง ออกไซด์ของไนโตรเจนคือ ไนตริกออกไซด์ (NO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) และไน ตรัสออกไซด์ (N2O) เกือบทั้งหมดออกมาจากท่อไอเสีย เป็นพิษต่อมนุษย์โดยตรง นอกจากนี้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซินชนิดซุปเปอร์ยังเพิ่มปริมาณตะกั่วในอากาศอีกด้วย
           2. ควันไฟ และก๊าซพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม
 จากโรงงานผลิตสารเคมี ได้แก่ โรงกลั่นน้ำมัน โรงผลิตไฟฟ้า โรงงานทําเบียร์ โรงงาน สุรา โรงงานน้ำตาล โรงงานกระดาษ โรงงานถลุงแร่ โรงงานย้อมผ้า โรงงานทําแก้ว โรงงานผลิตหลอดไฟ โรงงานผลิตปุ๋ย และโรงงานผลิตกรด พลังงานที่เกิดจากสารเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทําให้เพิ่มสาร ต่าง ๆ ในอากาศ อาทิ สารไฮโดรคาร์บอนต่าง ๆ ออกไซด์ของไนโตรเจน และ กํามะถันในบรรยากาศ
          3. แหล่งกําเนิดฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้แก่ บริเวณที่กําลังก่อสร้าง โรงงานทําปูนซีเมนต์ โรงงาน โม่หิน โรงงานทอผ้า โรงงานผลิตโซดาไฟ เหมืองแร่ เตาเผาถ่าน โรงค้าถ่าน เมรุเผาศพ
          4. แหล่งหมักหมมของสิ่งปฏิกูล ได้แก่ เศษอาหาร และขยะมูลฝอย
          5. ควันไฟจากการเผาป่า เผาไร่นา และจากบุหรี่
          6. การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดละอองกัมมันตรังสี
          7. การตรวจและรักษาทางรังสีวิทยา การใช้เรดิโอไอโซโทป ที่ขาดมาตรการที่ถูกต้องในการ ป้องกันสภาวะอากาศเสีย
         8. อากาศเสียที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ไฟป่า กัมมันตรังสีที่เกิดตามธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ความเป็นพิษเนื่องจากสาเหตุข้อนี้ค่อนข้าง น้อยมาก เนื่องจากต้นกําเนิดอยู่ไกล จึงเข้าสู่สภาวะแวดล้อมของมนุษย์และสัตว์ได้น้อย

ผลกระทบของมลพิษทางอากาศ
          1. ทําลายสุขภาพ อากาศเสียทําให้เกิดโรค แพ้อากาศ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรค เกี่ยวกับการไหลเวียนของโลหิต ผลที่เกิดในระยะยาวอาจทําให้ถึงตายได้
          2.ทําลายสิ่งก่อสร้างและเครื่องใช้โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่ทําด้วยโลหะทําให้เกิดการสึกกร่อน ทําให้หนังสือและศิลปกรรมต่าง ๆ เสียหาย
          3. ทําให้ทัศนวิสัยเลวลง และมีผลทําให้อุณหภูมิอากาศลดต่ำาลงกว่าปกติได้ ทัศนวิสัยเลวลง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุทั้งในอากาศ ท้องถนน และท้องน้ำ

 

http://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/Web%20EMR/Web%20IS%20Environmen%20gr.4/A/SheratonGrandeSukhumvit_hotel.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางการป้องกันและแก้ไขมลพิษทางอากาศ
          1. กําหนดให้มีและบังคับใช้มาตรฐานคุณภาพอากาศ พร้อมทั้งทําการสํารวจและ ตรวจสอบคุณภาพอากาศตามแหล่งต่าง ๆ เป็นประจํา
         2. พยายามทําให้เกิดความเจือจางของอากาศประจําท้องถิ่น เพื่อควบคุมคุณภาพของอากาศ โดยอากาศที่ห่อหุ้มอยู่นั้นรับสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่ปล่อยออกสู่อากาศได้โดยไม่ทําให้อากาศ สกปรก หรือเป็นอันตราย ควบคุมการใช้ประโยชน์ของที่ดิน ควบคุมที่ตั้งแหล่งอุตสาหกรรม และควบคุมระบบการขนส่งไม่ให้ปล่อยสิ่งปฏิกูลออกมาในอากาศ
       3. ป้องกันและกําจัดสิ่งปฏิกูล โดยใช้วัสดุหรือวิธีการอื่นแทน เพื่อไม่ให้เกิดสารพิษที่เป็น อันตรายขึ้น เช่นกําจัดปริมาณซัลเฟอร์ของน้ำมันและถ่านหินที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงซึ่งก่อให้ เกิดความสกปรกของอากาศ
          4. ลดปริมาณและชนิดของปฏิกูล ที่เกิดขึ้นจากการสันดาปในเตาเผาและเครื่องยนต์ ได้แก่ ควบคุมไอเสียจากท่อไอเสียของรถยนต์ เป็นต้น
         5. ป้องกัน ลดการเกิดและปล่อยออกมาของปฏิกูล อาจทําได.โดยการเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเครื่องมือต่าง ๆ เช่นการใช้กระแสไฟฟ้าหรือกําลังไอน้ำแทนเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน เป็นเชื้อเพลิง
         6. การจัดและแยกปฏิกูล ออกมาจากอากาศเสียก่อนที่จะปล่อยออกมาสู่อากาศบริสุทธิ์ ภายนอก เช่นโดยการเผาไหม้
        7. ช่วยกันปลูกต้นไม้ ดูแลรักษาต้นไม้ ซึ่งจะช่วยกรองอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้

ปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อม ตลอดจนแนวทางการป้องกันแก้ไขที่ดี
          ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์กำลังประสบอยู่ในปัจจุบันที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาการลดลงของทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาสารพิษ และปัญหาของระบบนิเวศ ซึ่งปัญหาที่สำคัญเหล่านี้มาจากปัญหาย่อยๆหลายปัญหา เช่น มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษทางเสียง ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล เป็นต้น ปัญหาเหล่านี้ถ้าไม่รีบป้องกันแก้ไข อาจส่งผลกระทบต่อวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ ซึ่งการป้องกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องช่วยกัน
 

 

 

 

 มลพิษทางอากาศ(Air Pollution) หมายถึง สภาพอากาศที่มีสารเจือปน และถ้าสารเจือปนนี้สะสมอยู่ในอากาศ เป็นเวลานานๆ จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และพืชผลต่างๆ รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบๆสภาพอากาศ ที่มีสารเจือปนเหล่านั้น

          ส่วนใหญ่เกิดจากควันของยานพาหนะและจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันดังกล่าวมีผลต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งที่มี ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์หรือไนโตรเจนออกไซด์ เป็นองค์ประกอบ เมื่อรวมกับละอองน้ำในอากาศ จะกลายเป็นสารละลายกรดซัลฟิวริกหรือกรดไนตริก กลายเป็นฝนกรด ตกลงมาอันเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและยังทำให้สิ่งก่อสร้างเกิดการสึกกร่อนได้
สถานที่กำลังประสบปัญหากับมลพิษทางอากาศเหล่านี้ จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์เป็นอย่างมาก โดยจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ โรคทรวงอก เยื่อบุตาอักเสบ และเป็นอันตรายต่อเด็กในครรภ์ตลอดจนเสียชีวิตได้ ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green house effect) เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อภูมิอากาศทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณการณ์ไว้ว่าที่บริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป ฤดูหนาวจะสั้นขึ้นและมีความชื้นมาก ส่วนฤดูร้อนจะยาวนานขึ้นอาจทำให้พื้นดินบางแห่งบนโลกกลายเป็นทะเลทราย และในเขตร้อนอาจจะมีพายุบ่อยครั้งและรุนแรง บริเวณขั้วโลกความร้อนส่งผลโดยตรงต่อการละลายของหิมะเป็นเหตุ ให้ปริมาณน้ำในทะเลเพิ่มขึ้น มีผลต่อการเกิดอุทกภัย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อพืชและสัตว์ เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้ปากใบปิดไม่สามารถรับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำได้การสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง สัตว์บางชนิดอาจได้รับความกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อตา ผิวหนัง และเป็นเหตุให้สูญพันธุ์ได้ในที่สุด สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน(CFC) มีชื่อทางการค้าว่า ฟรีออน(Freon) ฟรีออนใช้ในการอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น ใช้เป็นสารทำความเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ใช้เป็นก๊าซขับดันในผลิตภัณฑ์สเปรย์ เป็นส่วนผสมในการผลิตโฟม ใช้กับเครื่องสำอาง ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่มีแอลกอฮออล์ ใช้เป็นตัวทำละลายและทำความสะอาด ใช้เป็นฉนวนไฟฟ้า และใช้เป็นสารดับเพลิง  สิ่งที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดเสียงดังจนเป็นอันตรายต่อมนุษย์นั้นมีหลายประการ เช่น เสียงอึกทึกที่เกิดจากเครื่องยนต์ตามท้องถนน โดยเฉพาะถนนที่มีปัญหาเรื่องการจารจรติดขัด เสียงเครื่องบิน เสียงดนตรี ในดิสโก้เทค เสียงเพลงจากซาวด์อะเบ้าท์ เสียงเครื่องจักรของโรงงาน เสียงเครื่องขยายเสียงจากงานชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเสียงจากอื่นๆอีกที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมอันเป็นเสียงที่ไม่พึงประสงค์และมีเสียงดังเกินเหตุ ระดับเสียงปกติที่ไม่เป็นอันตรายต่อการได้ยินของคนจะอยู่ในระดับไม่เกิน 80 – 85 เดซิเบล และระดับเสียงในระดับปกติธรรมดาควรไม่เกิน 50 – 70 เดซิเบล แต่ระดับเสียงในดิสโก้เทคเฉลี่ยประมาณ 90 – 100 เดซิเบล นับว่าเป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ โดยเฉพาะซาวด์อะเบาท์ เป็นการนำเอาเครื่องฟังแนบประกบไว้กับหูตลอดเวลา และถ้ามีเสียงรบกวนก็จะเปิดเสียงดังเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มระดับคลื่นเสียงให้มีผลต่อระบบประสาทหูโดยตรง ก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยิน เป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหูอาจมีผลทำให้เกิดอาการหูหนวกเมื่อมีอายุมากขึ้น และเกิดปัญหาหูตึงได้ในที่สุด
 

ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ส่วนใหญ่เป็นการกระทำของมนุษย์ เช่น การทิ้งขยะมูลฝอยลงบนถนน แม่น้ำ ลำคลอง ชายหาด หรือตามสถานที่สาธรณต่างๆ การปลูกสร้าง การติดป้ายโฆษณาการเดินสายไฟฟ้าที่ไม่เป็นระเบียบ การปล่อยน้ำเสียหรือควันของโรงงานอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดมลพิษทางทัศนาการ เพราะทำให้ความสวยงามของสถานที่ต่างๆต้องสูญเสียไป
1. แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ

1.1 ภูเขาไฟระเบิด การที่เกิดภูเขาไฟระเบิดจะมีเขม่าพ้นออกมาในบรรยากาศจำนวนมาก ซึ่งเขม่าเหล่านั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะทางอากาศและเขม่าที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิดจะสามารถอยู่ในอากาศได้นานนับปี                                                                                                                                                                          1.2 ไฟป่า เมื่อเกิดไฟป่าแต่ละครั้งจะเกิดควันขึ้นมาจำนวนมหาศาล ซึ่งควันที่เกิดจากไฟป่านั้นก็เป็นส่วนที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ                                                                                                                                       1.3 จุลินทรีย์ พวกจุลินทรีย์จะมีการย่อยสลายสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นซากพืชซากสัตว์ ซึ่งในการย่อยสลายจะทำให้เกิดก๊าชแอมโมเนีย (NH3) เป็นก๊าชที่ทำในเกิดกลิ่นเหม็น                                                                              1.4 อนุภาคมวลสาร อนุภาคสารจะเป็นอนุภาคขนาดเล็กซึ่งสามารถลอยไปตามอากาศซึ่งเป็นสาเหตุในเกิดโลคต่าง ๆ มากมาย

2. แหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ การปล่อยมลพิษจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์

          2.1 การคมนาคม ปัจจุบันมีการข้นส่งสินค้า การเดินทางเป็นจำนวนมากโดยการใช้ยานภาหนะต่างโดยเฉพาะรถยนต์ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุด โดยที่รถยนต์จะปล่อยกาศพวกคาร์บอน ไดออกไชด์ ก๊าชไนตริกออกไซด์และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์รวมทั้งกาซคาร์บอนมอนนอกไซด์ซึ่งก๊าเหล่านี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศ

          2.2 โรงไฟฟ้า ในการที่จะผลิตการแสไฟฟ้าจะมีการเผาใหม้พลังงานจำนวนมหาศาลและในการเผาใหม้นั้นจะมีการปล่อยสารพวก ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และอนุภาคของมวลสาร ต่าง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุทำในเกิดมลพิษทางอากาศ

          2.3 การเผาใหม้ของเชื่อเพลิง การเผาใหม้เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันที่เราใช้ในการดำเนินชีวิต แต่ในการเผาใหม้เหล่านั้นก็จะทำให้มีการปล่อยสารพวก ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ไฮโดคาร์บอนและอนุภาคของมวลสารต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารที่ทำในเกิดมลพิษทางอากาศ        

         2.4 การเผาขยะสิ่งปฏิกูล ปัจจุบันมีขยะเกิดขึ้นมากมายซึ่งก็นำมาซึ่งการทำลายและการทำลายวิธีหนึ่งก็คือการเผาใหม้ซึ่งการเผาใหม้จะมีการปล่อยสารพวก สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ออกไซด์ของไนโตรเจน ออกไซด์ของกำมะถัน คาร์บอนมอนอกไซด์และคาร์บอนไดออกไซด์เป็นต้นซึ่งเป็นสาเหตุทำในเกิดมลพิษทางอากาศ

          2.5 โรงงานอุตสาหกรรม ปัจจุโลกมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและที่ตามมาพร้อมกันก็คือการเกิดโรงงานอุสาหกรรมขึ้นมาด้วยซึ่งโรงงานอุสาหกรรมเหล่านี้จะมีการใช้พลังงานและการเผาผานเชื่อเพลิงเป็นจำนวนมากซึ่งจะทำในเกิดการปล่อยสารจำพวก ฝุ่นละออง เขม่า ควัน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และก๊าซพิษอื่น ๆ อีกหลายชนิด ก๊าซเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่สำคัญในการก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ

ประเภทของมลพิษทางอากาศ

. ประเภททั่วไป

1.  คาร์บอนไดออกไซด์ เกิดจาการเผาไหม้เช่นเดียวกับกฃีซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่เป็นการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ มักถูกปล่อยออกมาจากท่อไอเสียของรถยนต์เป็นส่วนใหญ่                                                                                                                2.  ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นออกไซด์ของกำมะถันที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ถ่านหินและน้ำมัน                                             3.  ออกไซด์ของไนโตรเจน ซึ่งมักได้แก่ก๊าซไนตริคออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นผลจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่อุณหภูมิสูง                                                                                                                               4.  ไฮโดรคาร์บอน เกิดจากการระเหยของนํ้ามันเป็นส่วนใหญ่ เช่น ฟอร์มาดีไฮด์ อัลดีไฮด์ และคีโทนด์              5.  ละอองตะกั่ว เป็นโลหะอ่อนสีเทาเงินอยู่ในรูปของสารประกอบอินทรีย์จำพวกเตตราเอทิลเลต                           6.  หมอกควัน เป็นกลุ่มของหยดน้ำแขวนลอยอยู่ในอากาศ

 ประเภทสารอันตราย                                                                                                                                       1.ไอระเหยอินทรีย์ สารพวกHAPs สารเหล่านี้มักถูกผสมอยู่ในพวกสี ตัวทำละลาย น้ำมัน ซึ่งมีแหล่งปล่อยออกมาจากยานยนต์ตามท้องถนน รวมทั้งเครื่องจักรกลด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ

กราฟสรุป : ผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ จากมลพิษทางอากาศ

Image:graph.jpg

มลพิษทางอากาศนั้นได้ส่งผลกระทบหลายด้านดังสรุปในกราฟนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้านคือ

1. ผลต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์ :มนุษย์ได้รับผลทั้งทางตรงและทางอ้อมชึ่งล้วนแล้วแต่ไม่ใช้ผลดีต่อตัวมนุษย์เราทั้งสิ้น ผลกระทบโดยตรงคือการที่เราได้หายใจเอาสารพิษเข้าไปในร่างกายซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้นำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆมากมาย เช่นส่งผลเสียต่อระบบหายใจและผิวหนัง ซึ่งเกิดการระคายเคืองเนื่องจากการทำปฏิกริยาของสารเคมีที่มีอยู่ในอากาศ ถ้ามนุษย์อยู่ใน สภาพแวดล้อมอย่างนี้ก็จะมีแต่ทำให้สุขภาพแย่ลอง                                                                                                                                              2. ผลต่อพืช เนื่องจากสารเคมีที่มีอยู่ในธรรมชาติส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืช โครงสร้างของพืชเช่นเซลล์และระบบต่างๆถูกทำลาย และสารเคมีบางชนิดยังส่งผลให้การเจริญเติบโต ของพืชถูกทำลายไป  3. ผลต่อสัตว์ :สัตว์นับเป็นสิ่งมีชีวิตเปรียบได้เช่นเดียวกับคนการที่สารเคมีและมลพิษในอากาศมีมากส่งผลกระทบกับคนก็เหมือนกับมลพิษเหล่านั้นได้ส่งผลเสียต่อสัตว์ด้วย                                                                        4. ผลต่อวัตถุและทรัพย์สิน : วัตถุและทรัพย์สิน เช่นอาคารและตึกจะถูกทำลาย เกิดความสกปรกกับอาคารหรือสิ่งของ และการกัดกร่อนด้วยสารเคมีที่ทำปฏิกริยากัน เช่น ฝนกรดมีผลทำให้ตึก ต่างๆสูญเสียรูปทรง เพราะฝนกรดจะกัดกร่อนสิ่งต่างๆที่ที่เป็นปูน นอกจากนี้ฝุ่นและควันต่างๆทำให้สูญเสียการมองเห็น กล่าวคือลดระยะการมองเห็นนั่นเอง นอกจากนี้กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้มีข้อมูลกล่าวมาว่าผลกระทบที่เกิดจากมลพิษทางอากาศก่อให้       1.เกิดภาวะการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก(ภาวะโลกร้อน)                                                                                                 2.ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและเกิดน้ำท่วมรุนแรงกว่าเดิม                                                                                             3.ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง

วิธีกำจัดมลสารในอากาศ

        การจัดการมลพิษทางอากาศมีหลายทางเช่น การควบคุมความสูงของปล่องระบายอากาศ เพื่อให้ความเข้มข้นของสารพิษในอากาศได้เจือจาง ก่อนตกลงสู่พื้นดิน การควบคุมคุณภาพอากาศเสียที่ระบายออกมา นั้นก็สามารถทำได้โดยการเลือกใช้อุปกรณ์ที่สามารถกำจัดมลพิษได้ และควรใช้เชื้อเพลิงที่มีมลพิษต่ำ นอกจากนี้ การกำหนดมาตรฐานอากาศเสียของโรงงานอุตสาหกรรมก็เป็นอีกทางที่สามารถจัดการปัญหามลพิษได้นอกจากนี้แล้วการออกกฎหมายควบคุมโดยเฉพาะเรื่องควันดำ ก็เป็นอีกทางที่เป็นการป้องกัน การเกิดมลพิษทางอากาศด้วย

กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ

        กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศเป็นสิ่งที่จัดทำขึ้นหรือกำหนดขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการดำรงกลยุทธและบังคับใช้มาตรการต่างๆ ที่ได้วางไว้ ให้มีประสิทธิผลในทางปฏิบัติ ซึ่งจะนำไปสู่การควบคุมและแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ เพื่อรักษาอากาศให้มีคุณภาพที่ดี ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและความผาสุกของประชาชน ตลอดจนไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตและสภาวะแวดล้อมต่างๆ  กฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ที่เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษทางอากาศ ได้กระจายอยู่ในกฏหมายแม่บทหลายๆ ฉบับ โดยมี พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535) เป็นกฏหมายพื้นฐานที่มีขอบข่ายครอบคลุมการป้องกันและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการควบคุมภาวะมลพิษทุกๆ ด้าน รวมถึงการป้องกันและรักษาคุณภาพอากาศและการควบคุม มลพิษทางอากาศด้วย นอกจากนี้ยังมีกฏหมายอื่นๆอีกหลายบทบัญญัติและข้อกำหนดที่สามารถใช้ควบคุม และป้องกันภาวะมลพิษทางอากาศได้ เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข

 

 

 

 

สถานการณ์    มลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เห็นชัดเจนทั้งในเขตชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่พัฒนาที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมอุตสาหกรรม การคมนาคม การจราจร และการก่อสร้าง รวมทั้งพื้นที่ ที่เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้า สารมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาหลักและเกินมาตรฐาน ซึ่งจะยังคงเป็นปัญหาในอนาคตที่สำคัญนั้น ได้แก่ ฝุ่นละอองและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยเฉพาะฝุ่นละอองในแหล่งชุมชนที่มีการจราจรคับคั่ง จะมีค่าความเข้มข้นสูงกว่าค่ามาตรฐานประมาณ 3-5 เท่า ส่วนสารมลพิษอื่นๆได้แก่ สารตะกั่ว ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ   สารมลพิษทางอากาศเหล่านี้จะระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ในเขตชุมชน ทั้งจากยานพาหนะ การก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน การก่อสร้างปรับปรุงถนนและผิวจราจรตลอดจนโรงอุตสาหกรรมและสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งสารมลพิษเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะการต่างๆแก่โลกด้วย คือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของโลก การทำลายชั้นโอโซนเป็นต้น
            ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งในด้านการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศจากแหล่งกำเนิด มาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรฐานน้ำมันหล่อลื่น หรือการส่งเสริมการใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว การติดตั้งอุปกรณ์กรองไอเสียจากรถยนต์ การตรวจสภาพมลพิษจากยานพาหนะก่อนการต่อทะเบียน การควบคุมปริมาณสารมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมที่จะต้องควบคุมมลพิษทางอากาศ และเพิ่มเติมปรับปรุงมาตรฐานมลพิษก็ตาม แต่ ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงแต่ระดับหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศยังขาดความเป็นเอกภาพมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ การประสานการปฏิบัติการยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศ ยังขาดอุปกรณ์และบุคคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการตรวจวัดและจัดระบบฐานข้อมูล การตรวจสอบและตรวจยานพาหนะไม่มีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดมลพิษทางอากาศ เช่น รถสามล้อไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และประการสำคัญการขาดการรณรงค์และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องที่จะให้ประชาชนและผู้ใช้ยานพาหนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการช่วยลดมลพิษทางอากาศ

 

 

 

 

 

 

 

 

เป้าหมาย

1.             คุณภาพอากาศในเขตควบคุมมลพิษและเขตเมือง โดยเฉพาะฝุ่นละอองจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ โดยทั่วไปฝุ่นละอองในบริเวณทั่วไปมีค่าเฉลี่ย 1 ปีไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร และฝุ่นละอองในบริเวณริมถนน จะมีความเข้มข้นเฉลี่ย 24 ชั่วโมงสูงสุดไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัม/ลูกบาศก์เมตร

2.             สารมลพิษอื่นๆ จะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยเฉพาะก็าซคาร์บอนมอนอกไซด์ตั้งแต่ปี 2540

3.             ระดับปริมาณสารมลพิษทางอากาศในเขตอุตสาหกรรมและชุมชนทั่วไป โดยเฉพาะก็าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก็าซออกไซด์ของไนโตรเจนจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

 

 

นโยบายและแนวทางดำเนินการ                                                                                                                       นโยบายป้องกันและขจัดมลพิษทางอากาศ ประกอบด้วยนโยบาย 4 ประการ                                                       1.  เร่งรัดการลดมลพิษทางอากาศ อันเนื่องมาจากยานพาหนะอุตสาหกรรมและกิจกรรมการก่อสร้างและการขนส่ง                                                                                                                                                                           2.  รักษาคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศเป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด ไม่ให้เสื่อมโทรมลงไปจนเกินเกณฑ์มาตรฐาน                                                                                                                                                    3.  ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งที่มีมลพิษน้อย                                                                                       4.  ส่งเสริมให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป ทั้งที่เป็นผู้ก่อมลพิษและผู้ได้รับมลพิษ ได้มีส่วนร่วมในการรักษาคุณภาพอากาศ

แนวทางดำเนินการ                                                                                                                                                 1. แนวทางด้านการจัดการ กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมแยกจากแหล่งชุมชน และที่อยู่อาศัย โดยการใช้ผังเมืองรวมที่กำหนดไว้อย่างจริงจัง รวมทั้งให้มีการรายงานผลการทำงานของระบบหรืออุปกรณ์และเครื่องมือในการควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศจากอุตสาหกรรมตามที่กำหนดติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์และจัดทำฐานข้อมูลคุณภาพอากาศในบรรยากาสทั่วไปและการระบายสารมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิดอย่างต่อเนื่องกำหนดมาตรการป้องกันและจัดทำแผนฉุกเฉิน เพื่อป้องกัน แก้ไข ระงับ หรือบรรเทาเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุอันตรายจากภาวะมลพิษทางอากาศ ให้หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นจัดทำแผนหลักและแผนปฏิบัติการลดมลพิษทางอากาศในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนเพื่อควบคุมและป้องกันมลพิษทางอากาศ รวมทั้งสนับสนุนการมใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดให้กำหนดแนวกันชนโยรอบพื้นที่เขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกกรม เพื่อควบคุมและลดภาวะมลพิษทางอากาศที่เกิดจากอุตสาหกรรมควบคุมและลดการใช้สารที่เป็นอันตรายต่อบรรยากาศชั้นโอโซนส่งเสริมการลงทุนและใช้มาตราการด้านภาษีเพื่อส่งเสริมด้านกิจกรรมหรืออุปกรณ์ เครื่องมือที่มีส่วนในการแก้ไขและป้องกันมลพิษทางอากาศ

2. แนวทางด้านการลงทุน ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปรับปรุงหรือเพิ่มมาตรฐานเชื้อเพลิงให้ได้มาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริมการเลิกใช้เชื้อเพลิงที่มีสารพิษ ส่งเสริมการสร้างระบบขนส่งมวลชนในเมืองใหญ่และระหว่างเมืองที่มีประสิทธิภาพ สร้างระบบขนส่งโดยทางรถไฟ รวมทั้งจัดสร้างและปรับปรุงถนนและทางด่วนเพื่อเพิ่มพื้นผิวการจราจรให้มากขึ้น ปรับปรุงถนนผ่านหมู่บ้านในชนบททุกหมู่บ้านและถนนทางเข้าออกหมู่บ้านเป็นระยะทาง 1000 เมตร จากทางเข้าออกหมู่บ้านให้เป็นถนนลาดยางแอสฟัส หรือ ถนนคอนกรีต และสนับสนุน ให้ท้องถิ่นสามารถกวาดถนน ดูดฝุ่น และล้างถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ                      3. แนวทางด้านกฎหมาย กำหนดและปรับปรุงมาตรฐานต่างๆ ทั้งมาตรฐานทั่วไป และมาตรฐานแหล่งกำเนิด รวมทั้ง กำหนดวิธีการตรวจวัดให้ได้ตามมาตรฐานสากล และให้มีการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้ฝ่าฝืนอย่างเคร่งครัดกำหนดประเภทของแล่งกำเนิดมลพิษที่ต้องควบคุมการระบายอากาศเสียและกลิ่นออกสู่บรรยากาศ รวมทั้งการกำหนด มาตรฐานควบคุมมลพิษทางอากาศและกลิ่นจากแหล่งกำเนิดให้เหมาะสม ให้ยานพาหนะทุกประเภทและทุกอายุการใช้งานต้องผ่านตรวจสภาพด้านมลพิษในท่อไอเสีย โดยใช้ระบบการตรวจสภาพแบบรวมศูนย์บริการ และใช้เครื่องหมาย “ห้ามใช้ชั่วคราว” หรือ “ห้ามใช้เด็ดขาด” สำหรับยานพาหนะก่อให้เกิดมลพิษเกินมาตรฐานควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กำหนดระเบียบข้อบังคับ เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานและข้อปฏิบัติในการควบคุมการก่อวร้างและกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องรวมทั้งให้การสร้างถนนต้องมีการปูผิวถนนไหล่ทาง และขอบทาง                                                                                                                                                        4. แนวทางด้านการสนับสนุน สนับสนุนและร่วมมือกับเอกชน ชมรม หรือกลุ่มอิสระและสื่อมวลชนทุกแขนง ให้มีส่วนรวมในการรณรงค์ และประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงพิษภัย ของสารมลพิษทางอากาศ และรับทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ก่อมลพิษทางอากาศทุกประเภท สนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยีการควบคุมและกำจัดอากาศเสีย รวมทั้งปรับปรุงดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องยนต์เพื่อลดมลพิษ ส่งเสริมการใช้มาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ

 

 

 

 

 

 

          มลพิษทางอากาศ เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เห็นชัดเจนทั้งในเขตชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่พัฒนาที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมอุตสาหกรรม การคมนาคม การจราจร และการก่อสร้าง รวมทั้งพื้นที่ ที่เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้า สารมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาหลักและเกินมาตรฐาน ซึ่งจะยังคงเป็นปัญหาในอนาคตที่สำคัญนั้น ได้แก่ ฝุ่นละอองและก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ โดยเฉพาะฝุ่นละอองในแหล่งชุมชนที่มีการจราจรคับคั่ง จะมีค่าความเข้มข้นสูงกว่าค่ามาตรฐานประมาณ 3-5 เท่า ส่วนสารมลพิษอื่นๆได้แก่ สารตะกั่ว ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศ สารมลพิษทางอากาศเหล่านี้จะระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ ในเขตชุมชน ทั้งจากยานพาหนะ การก่อสร้าง อาคารบ้านเรือน การก่อสร้างปรับปรุงถนนและผิวจราจรตลอดจนโรงอุตสาหกรรมและสถานประกอบการต่างๆ ซึ่งสารมลพิษเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิดภาวะการต่างๆแก่โลกด้วย คือ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของโลก การทำลายชั้นโอโซนเป็นต้น ปัจจุบันรัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทั้งในด้านการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศจากแหล่งกำเนิด มาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรฐานน้ำมันหล่อลื่น หรือการส่งเสริมการใช้น้ำมันไร้สาตะกั่ว การติดตั้งอุปกรณ์กรองไอเสียจากรถยนต์ การตรวจสภาพมลพิษจากยานพาหนะก่อนการต่อทะเบียน การควบคุมปริมาณสารมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมที่จะต้องควบคุมมลพิษทางอากาศ และเพิ่มเติมปรับปรุงมาตรฐานมลพิษก็ตาม แต่ ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้เพียงแต่ระดับหนึ่งเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากการควบคุมป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศยังขาดความเป็นเอกภาพมีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ การประสานการปฏิบัติการยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมการระบายมลพิษทางอากาศยังขาดอุปกรณ์และบุคคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการตรวจวัดและจัดระบบฐานข้อมูล การตรวจสอบและตรวจยานพาหนะไม่มีประสิทธิภาพ การศึกษาวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดมลพิษทางอากาศ เช่น รถสามล้อไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ยังไม่สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ และประการสำคัญการขาดการรณรงค์และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องที่จะให้ประชาชนและผู้ใช้ยานพาหนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการช่วยลดมลพิษทางอากาศ
 

 

 

 

 

 

 

 

 

การป้องกันและแก้ไขภาวะมลพิษทางอากาศ

   1. ลดสารภาวะมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด โดยการเปลี่ยนแปลงคุณภาพเชื้อเพลิง ใช้เครื่องยนต์ที่มีมลพิษน้อย ปรับปรุงกระบวนการผลิต และลดมลพิษจากยานพาหนะ
   2. เข้มงวดกับมาตรการลดผลกระทบด้านภาวะมลพิษทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรม โดยตรวจสอบการปล่อยมลสารต่างๆ จากภาคอุตสาหกรรมให้อยู่ในระดับมาตรฐาน และให้มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับภาวะมลพิษทางอากาศจากโรงงาน
   3. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีการเกษตร โดยนำวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรมาใช้เป็นพลังงานเพื่อลดการเผาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรในที่โล่ง
  4. ปรับปรุงระบบการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนให้มีการบริหารจัดการแบบครบวงจร ถูกหลักวิชาการ เพื่อลดการเผาขยะในที่โล่ง
 5. ป้องกันการเกิดไฟป่า ตรวจติดตามปฏิบัติการดับไฟป่า และฟื้นฟูสภาพหลังเกิดไฟป่า
 6. ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนที่มาจากธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลด ภาวะมลพิษทางอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน
  7. ลดการใช้อุปกรณ์เครื่องใช้ที่มีสารประกอบของสารที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก เช่น สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC ) เป็นต้น
  8. สนับสนุนให้มีการใช้ระบบการขนส่งที่มีมลพิษน้อย และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชน
  9. รณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจอันตรายที่เกิดจากภาวะมลพิษทางอากาศ และมีส่วนรวมในการป้องกันแก้ไขมิให้เกิดภาวะมลพิษทางอากาศ
 10. ปรับปรุงกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติตามและการใช้บังคับกฎหมายด้านการจัดการภาวะมลพิษทางอากาศ

 

 

 

 

 

 

 

ข้อเสนอแนะ                                                                                                                                                       1. ควรจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวมาดูแลสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตได้และที่สำคัญประชาชนทุกคนต้องร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดำรงอยู่ได้อย่าง                                                                                                                                                              2. ควรจัดให้มีการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการทำลายสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นทั้งในเวลาปัจจุบันและอนาคตด้วย                                                                                                                                                             3. ควรจัดให้มีกิจกรรมประกอบการเรียนการสอนเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนตั้งแต่เยาว์วัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บทสรุป

        ปัญหามลพิษทางอากาศปัจจุบันนี้ไม่ใช้เรื่องไกลตัวเราอีกต่อไปแล้วเราทุกคนควรร่วมมือกันเพื่อที่จะหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะคงไม่มีใครอยากให้ตัวเราหรือโลกของเราได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงไปมากกว่านี้ จากการสำรวจประชากรในประเทศ พบว่า ร้อยละ3.4 เห็นว่าปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ฉะนั้นปัญหามลพิษทางอากาศจึงเป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องช่วยกันแก้ไขกันอย่างเร่งด่วน เพราะปัญหานี้นับวันยิ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลงเลย สิ่งแวดล้มที่ไร้มลภาวะทางอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่คนทุกคนต้องร่วมกันตระหนักถึง เพราะนอกจากส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตแล้วยังส่งผลในระดับโลก เช่น ภาวะโลกร้อนอีกด้วย อย่าให้ปัญหาเล็กๆต้องกลายเป็นปัญหาใหญ่ เราควรร่วมมือ ร่วมใจกันป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่เนิ่นๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

ที่มา:http://www.environnet.in.th/evdb/info/air/download/151_air/1516.pdf

http://www.sut.ac.th/im/data/LecAP5.pdf

http://www.school.net.th/library/snet6/envi6/kot/kot1.htm

http://www.environnet.in.th/evdb/info/air/download/151_air/1516.pdf

 

โหวตให้คะแนนบทความ

  • ตอนที่ 1 : มลพิษอากาศ

ความคิดเห็น

Comment. 0005
นิว
นิว
แจ้งลบความเห็น

Comment. 0004
a_siriyut@hotmail.com
a_siriyut@hotmail.com
ดีมากเลยครับ อยากได้เอกสารอ้างอิงประกอบอ่ะครับ
แจ้งลบความเห็น

Comment. 0003
ณัฐกานต์
ณัฐกานต์
ยาวมาก มีความรู้ดีค่ะ ใครพอมีเวลาน่าอ่านบ้างจะได้เข้าใจสิ่งแวดล้อมและโลกของเรามากขึ้น
แจ้งลบความเห็น

Comment. 0002
กช
กช
ยาว แต่น่าอ่าน
แจ้งลบความเห็น

Comment. 0001
เด็กดี
เด็กดี
เขียนยาวจัง แต่น่าอ่าน
แจ้งลบความเห็น

กติกาการโพสข้อความ
  • กรุณาใช้ถ้อยคำที่สุภาพ
  • ไม่มีเนื้อหาในเชิงกล่าวหา ให้ร้าย หรือ หมิ่นประมาท
  • ไม่มีเนื้อหาที่เจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือ เจตนาให้เกิดความขัดแย้ง
  • ไม่มีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และ ผิดกฎหมาย
  • ทาง ส.ส.ท. ขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำขึ้นแสดง จึงขออภัยในความไม่สะดวก เพื่อเป็นไปตาม พรบ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
การโพสข้อความ : * เฉพาะสมาชิกค่ะ
facebook