khwanjai

ผู้เขียน : khwanjai

อัพเดท: 22 ม.ค. 2017 06.32 น. บทความนี้มีผู้ชม: 19532 ครั้ง

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จอยู่ที่ไหน ค้นหาคำตอบดีๆได้ที่นี่

Website เจ้าของผลงาน www.2b2train.com
Facebook: https://www.facebook.com/ebook4ookbee/
Storylog: https://storylog.co/khwanjai/book/581a5bfd9d526ab1781f27ba


ความอดทนต่อความสำเร็จ

     ความสำเร็จในชีวิตไม่ได้มาจาก พรสวรรค์ หรือบุญหล่นทับ แต่ความสำเร็จเริ่มต้นมาจากการสร้างเป้าหมายที่ชัดเจน สิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนเปรียบเสมือนภาพจิกซอร์ที่ดูเลือนราง แต่ถ้าเราพยายามพากเพียรต่อภาพจิกซอร์ที่เราต้องการ และตั้งชื่อภาพนั้นว่า “ภาพแห่งความสำเร็จ” ซึ่งเป็นภาพที่อยู่หน้ากล่อง จิกซอร์ ถ้าเราทุกคนมีภาพแห่งความสำเร็จ และพยายามเพียรต่อมันในทุกๆ วัน ทุกๆ เวลา สักวันหนึ่งคุณก็จะต่อภาพจิกซอร์ได้สำเร็จ

    ภาพสำเร็จ ต้องมาพร้อมกับความเพียรหลายคนบอกว่า ความเพียร คือ การทำบางอย่างให้เสร็จ แต่แท้ที่จริงแล้ว ความเพียร คือ การทำมันเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ที่มีอยู่ทีละเล็กทีละน้อย ในทุกๆ วัน เริ่มต้นจากเป้าหมายเล็กๆ ที่เชื่อมโยงสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าอยากเขียนหนังสือสัก 1 เล่ม ให้เสร็จภายใน 3 ปี เริ่มต้นด้วยการเขียนหนังสือวันละ 3 บรรทัด สะสมไว้ทุกวัน ใช้เวลาไม่ถึง 1 นาที ในที่สุดก็เขียนหนังสือได้สำเร็จ

     พระพุทธทาสเขียนหนังสือ 100 หน้า ด้วยการเริ่มต้นเขียนเพียงแค่วันละ 3 บรรทัด เท่านั้นเอง หลายคนละเลยไม่สนใจเวลาเล็กๆที่อยู่กับเราในแต่ละวัน คิดว่าเวลาที่เล็กน้อยเหล่านั้นไม่มีความสำคัญ ไม่มีผลต่อความสำเร็จในชีวิต ไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้น แท้จริงแล้วเวลาเล็กๆเหล่านี้สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ให้กับใครหลายๆ คน มากนักต่อนักแล้ว

     ลองดูตัวอย่างความสำเร็จของ เซอร์ ไอแซก นิวตัน ที่นั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งอยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลและครุ่นคิดถึงกระบวนการทดลองต่างๆที่เคยทำมา ว่าอะไรถึงไม่ประสบความสำเร็จ ทันใดนั้น แอปเปิ้ลก็ตกใส่ศีรษะ และแล้วก็เกิดการจุดประกายต่อยอดของความรู้นำมาสู่การสร้างทฤษฏีสัมพันธ์ภาพ การที่นิวตัน นั่งใต้ต้นแอปเปิ้ลและแอปเปิ้ล ตกใส่ศีรษะทำให้สร้างทฤษฏีขึ้นมาได้ทันที เนื่องจากเขาคิดถึง และศึกษาค้นคว้ามานานแล้ว และเมื่อแอปเปิ้ลตกใส่ศีรษะ ก็ทำให้เกิดการฉุกคิดซึ่งถือเป็นโอกาสที่เข้ามาและที่สุดก็ต่อยอดจนสำเร็จ

     หลายๆ คนทำไปๆ แล้วเกิดความคิดที่เรียกว่า ท้อและถอย ไม่รอให้เกิดโอกาสดีๆ ที่เข้ามา เราเรียกภาวะนี้ว่า เพียรไม่พอและไม่รอโอกาส เพราะฉะนั้นถ้าอยากสำเร็จ ต้องเพียรให้พอและรอโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ

     ถ้าใครเคยดูรายการ The voice Thailand ทางช่อง 3 ใน season 4 ในรอบตัดสิน คุณเดย์ ซึ่งเป็นผู้ที่เข้ารอบตัดสินชิงแชมป์ รอบสุดท้าย ได้พูดประโยคหนึ่งซึ่งมีความหมายกินใจมากๆ “ผมพยายามทำในสิ่งที่ทำอย่างดีที่สุด และพยายามสื่อสิ่งเหล่านี้ออกมา ผมทำมานานและในที่สุดโค้ช สิงโต ก็ได้เห็นในสิ่งที่ผมทำ คุณเดย์ เป็นผู้ชายร่างเล็ก ไม่ได้หล่อเหมือนดารา แต่มีความเพียรที่ยิ่งใหญ่จริงๆ หลายคนล้มเลิกกลางทางทั้งๆ ที่ใกล้จะสำเร็จแล้ว

     สุดยอดของตัวอย่างความเพียร ของอีกคนคือ ทอมัส แอลวา เอดิสัน เจ้าของวลีที่พูดว่า “อัจฉริยะในความคิดของผมประกอบด้วย พรสวรรค์ 1% ส่วนอีก 99% มาจากความเพียรพยายาม” คนส่วนใหญ่คิดว่า ความผิดพลาดคือความล้มเหลว แต่ เอดิสัน บอกว่า กว่าผมจะทำสำเร็จ ผมต้องเรียนรู้ มาจาก 10,000 วิธี ที่แตกต่างไม่ใช่ 10,000 วิธีที่ล้มเหลว ดังนั้น กว่าคุณจะสำเร็จ คุณได้เรียนรู้วิธีการที่แตกต่างมาแล้วกี่วิธี และจงจำไว้ว่าทางเดินของความสำเร็จ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และทางเดินนั้นสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และบางครั้งก็อาจจะเปลี่ยนเส้นทางเดินของคุณเลยทีเดียว

    ขอยกตัวอย่าง เล่าความเป็นมาของการถือกำเนิดกระดาษโน้ตโพสต์ อิท (post it) ของบริษัท 3 M แรกเริ่มบริษัทต้องการที่จะผลิต เทปกาวที่ติดแน่นที่สุดในปี 1968 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ได้เทปกาวที่เหนียวไม่พอ ไม่สามารถนำไปใช้งานใดๆ ได้เลย ต่อมาในปี 1974 ได้มีการเปลี่ยนวิธี นำกาวที่เหนียวไม่พอไปใช้กับกระดาษจนได้ผลิตภัณฑ์ที่เรียกในชื่อ โพสต์ อิท ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ากับบริษัท 3 M  เป็นมูลค่ามหาศาลในเวลาต่อมา และนี้คือบทเรียนบทหนึ่งที่เราสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลว และหาวิธีการในการจัดการกับมัน เมื่อกลับมามองย้อนที่ตัวเราเอง ถ้ามีอะไรที่ไม่ได้ดังใจหรือรู้สึกล้มเหลวในชีวิต เรามีวิธีการในการจัดการกับมันอย่างไร

นักธุรกิจคนหนึ่งประสบความล้มเหลวในการทำธุรกิจ จนถึงขั้นล้มละลาย วันหนึ่งคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ก่อนที่จะฆ่าตัวตายได้โทรศัพท์เรียกเพื่อนสนิทมาทานอาหารด้วยกันเพื่อจะสั่งลา และฝากลูกเมียที่เหลืออยู่ด้วย เพื่อนคนนั้นบอกกับเขาว่า “มึงเก่งมาก ขนาดฆ่าตัวตายมึงยังไม่กลัวเลย แล้วมึงจะกลัวอะไรกับหนี้ที่เป็นอยู่” เมื่อฟังดังนั้น นักธุรกิจคนนี้ก็คิดได้ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสจากธุรกิจที่ล้มเหลว ก็เปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่สามารถหาเงินได้ และพยายามปลดหนี้ ในที่สุดก็ลุกขึ้นลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

      มีบางคนนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับสุนัข จากการจัดอันดับสุนัขที่แพงที่สุดในโลกจาก เวปไซต์ กระปุก.คอม พบว่า เป็นของสายพันธุ์ ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ (Tibetan Mastiff) มีค่าตัวสูงถึง 1.6 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 57 ล้านบาท มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศทิเบต หรือประเทศจีน ความสามารถของสุนัขพันธุ์นี้คือ ให้เฝ้าฝูงแกะ และจามรีบนภูเขา ลักษณะนิสัยส่วนตัว คือ มีความซื่อสัตย์ รักเจ้าของและจะแสดงความดุร้ายเมื่อเจอคนแปลกหน้า ความสามารถเท่านี้มีค่าตัวสูงถึงขนาดนี้แล้ว คนเรามีความสามารถแค่ไหน ตีค่าตัวของตัวเองสูงเท่าไหร่ บางคนฆ่าตัวตายเนื่องจากเป็นหนี้ แค่ 30,000 บาท ค่าตัวและความสามารถของคนๆ นั้น มีค่าแค่ 30,000 บาท เองหรือ เราประเมินค่าของตัวเองต่ำไปหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าของตนเองให้มากขึ้น เพิ่มศักยภาพของตนเองให้มากขึ้นตาม อย่าให้ชีวิตของเราต้องถูกตัดสินด้วยค่าของเงิน

 

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที