GIT Information Center

ผู้เขียน : GIT Information Center

อัพเดท: 12 ธ.ค. 2017 02.20 น. บทความนี้มีผู้ชม: 461 ครั้ง

ดูไบ ได้รับสมญานามว่าเป็น City of Gold โดยเฉพาะที่ตลาดค้าทอง หรือ Gold Souk เพียงย่านเดียว ก็มีร้านเครื่องประดับเรียงรายราว 300 ร้านค้า โดยเกือบทั้งหมด (95%) จำหน่ายเครื่องประดับทอง โดยกว่าจะประสบความสำเร็จแบบปัจจุบันได้นอกจากปัจจัยเรื่องคุณภาพของเครื่องประดับทองที่เป็นเรื่องสำคัญแล้ว ความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทและการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมก็มีความสำคัญยิ่งเช่นกัน ในการส่งเสริมให้ UAE มีความได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้าน ติดตามบทความอื่นๆ ของศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มเติมได้ที่ http://infocenter.git.or.th


รู้ทันกฎหมาย Hallmark และการจัดเก็บ VAT ใน UAE

ที่มา: http://dubaicityofgold.com

 
อุตสาหกรรมการค้าอัญมณีและเครื่องประดับจัดเป็นตัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE แต่ละปีคาดว่ามีมูลค่าการซื้ออัญมณีและเครื่องประดับในประเทศราว 6 หมื่นล้านเดอร์แฮม (AED) หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของภาคการค้าที่มิใช่น้ำมัน (non-oil trade) ในด้านความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทยนั้น UAE จัดเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าส่งออกของไทยไปยัง UAE ที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่ 3 คิดเป็นเป็นมูลค่าราว 340 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 12% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย

ทั้งนี้ในปี 2018 ที่กำลังจะมาถึงได้มีความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญต่อการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของ UAE ที่อาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของโลก 2 เรื่อง ได้แก่ การออกกฎหมายเพื่อควบคุมมาตรฐานสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศ รวมทั้งการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% สำหรับเครื่องประดับทอง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

การออกกฎหมายควบคุมคุณภาพอัญมณีและเครื่องประดับใน UAE

ดูไบ ได้รับสมญานามว่าเป็น City of Gold โดยเฉพาะที่ตลาดค้าทอง หรือ Gold Souk เพียงย่านเดียว ก็มีร้านเครื่องประดับเรียงรายราว 300 ร้านค้า โดยเกือบทั้งหมด (95%) จำหน่ายเครื่องประดับทอง โดยกว่าจะประสบความสำเร็จแบบปัจจุบันได้นอกจากปัจจัยเรื่องคุณภาพของเครื่องประดับทองที่เป็นเรื่องสำคัญแล้ว ความช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทและการสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อมก็มีความสำคัญยิ่งเช่นกัน ในการส่งเสริมให้ UAE มีความได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ในด้านมาตรฐานของเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่าทั้งของ UAE และดูไบก่อนจะตราเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการ มีข้อกำหนดให้เครื่องประดับไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน และแพลทินัม จะต้องได้รับการประทับตรา (Stamp) รับรองค่าความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าลงบนเครื่องประดับก่อนออกจำหน่าย โดยแต่ละร้านสามารถประทับตรารับรองค่าความบริสุทธิ์เองได้ จึงทำให้เกิดข้อแคลงใจในมาตรฐานดังกล่าวว่าสามารถเชื่อถือได้หรือไม่

การสุ่มตรวจเครื่องประดับจึงเป็นการแก้ปัญหาทางหนึ่ง โดยร้านขายปลีกเครื่องประดับถูกควบคุมมาตรฐานโดยรัฐบาล กล่าวคือ ห้องปฏิบัติการตรวจสอบคุณภาพของอัญมณีและเครื่องประดับมีบริการตรวจสอบ 2 แบบ ได้แก่ ลูกค้าทั่วไปส่งมาตรวจเอง (Private Sample) และการสุ่มตรวจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ (Inspection Sample) ซึ่งทางร้านจะถูกปรับหากการสุ่มตรวจพบว่าเครื่องประดับที่วางขายไม่มีการประทับตรารับรองค่าความบริสุทธิ์ หรือค่าความบริสุทธิ์ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ แต่การควบคุมดังกล่าวใช้เฉพาะที่ดูไบเท่านั้น

ยกระดับมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับของทั้งประเทศด้วยการตราเป็นกฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและรักษาระดับมาตรฐานเครื่องประดับของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก จึงมีการตราเป็นกฎหมายอย่างเป็นทางการภายใต้ Federal Law No.11 of 2015 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปี 2018 มีเนื้อหาสาระว่าเครื่องประดับที่ผลิตจากโลหะมีค่าทุกชิ้นจะต้องได้รับการประทับตราสัญลักษณ์ Hallmark โดยระบุทั้งค่าความบริสุทธิ์ และน้ำหนักลงบนเครื่องประดับ ส่วนอัญมณีทุกเม็ดที่วางจำหน่ายต้องได้รับการรับรองคุณภาพ (Certificate) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นกัน รวมทั้งอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างร้านค้าปลีกก็ต้องมีป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน

หากไม่ปฎิบัติตามมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ภายใต้กฎหมายดังกล่าวหากมีการลอกเลียนหรือปลอมแปลง Hallmark สำหรับเครื่องประดับจากโลหะมีค่า รวมทั้งปลอมแปลงเอกสารการรับรอง (Certificate) คุณภาพอัญมณี จะมีโทษจำคุกอย่างน้อย 2 ปี และปรับ 5 แสนเดอร์แฮม ถึง 1 ล้านเดอร์แฮมหรือทั้งจำทั้งปรับ หากไม่มีสัญลักษณ์ Hallmark และไม่มีเอกสารการรับรอง จะมีโทษจำคุกอย่างน้อย 1 ปี และปรับ 2.5 แสนเดอร์แฮม ถึง 5 แสนเดอร์แฮม หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากข้อความใน Hallmark และเอกสารการรับรองไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้วจะถูกปรับระหว่าง 1 แสนเดอร์แฮม ถึง 5 แสนเดอร์แฮม

UAE เตรียมเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) สำหรับเครื่องประดับทอง 5%

 

 
ตาม Federal Law No. (8) of 2017 on VAT จะมีผลให้เครื่องประดับทองที่วางขายใน UAE ต้องถูกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 7 โมงเช้าของวันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2018 ตามเวลาในประเทศ UAE ซึ่งไม่เพียงแต่เครื่องประดับทองเท่านั้นที่ถูกเก็บภาษีดังกล่าว แต่รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทุกชนิด (ยกเว้นกลุ่มอาหารที่จำเป็น 94 ชนิด) ขณะที่การซื้อ-ขายทองคำแท่งเพื่อการลงทุนยังคงมีภาษีเป็นศูนย์ โดยมีการคาดการณ์ว่าภาษีดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลราวปีละ 1.2 หมื่นล้านเดอร์แฮม อย่างไรก็ตามผลของการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 5% ย่อมมีผลกระทบต่อปริมาณการซื้อในช่วงแรก แต่เมื่อตลาดมีการปรับตัวแล้วปริมาณการซื้อก็จะกลับมาเช่นเดิม เช่นเดียวกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นที่มาเลเซียหลังจากการเก็บภาษีการขายสินค้าและการบริการ (Goods and Services Tax: GST) 6% เมื่อปี 2015
 
UAE ยังคงเป็นแหล่งซื้อเครื่องประดับทองของชาวอินเดีย แม้ว่าจะมีการเก็บภาษีก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบเฉพาะต้นทุนของภาษีระหว่างอินเดียกับ UAE แล้ว อินเดียยังคงมีภาษีสูงกว่าราว 18% โดยเปรียบเทียบ เนื่องจากอินเดียมีภาษีการนำเข้าเครื่องประดับ 15% ภาษีการขายสินค้าและการบริการ (GST) 3% และภาษีนำเข้าทองคำแท่ง 10% ขณะที่ UAE มีภาษีการนำเข้าเครื่องประดับเพียง 5% ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 5% แต่ภาษีนำเข้าทองคำแท่งเป็นศูนย์ จึงทำให้ UAE ยังคงมีราคาเครื่องประดับหลังจากการเก็บภาษีที่สามารถแข่งขันได้
 
ขณะที่การขอเรียกคืนภาษี (Tax Refund) ของนักท่องเที่ยวที่ใช้จ่ายใน UAE ยังคงไม่ประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าสามารถทำได้หรือไม่ และในพื้นที่ Free Zone ก็ยังคงไม่ชัดเจนเรื่องมาตรการภาษีเช่นกัน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 คือยอดขายเครื่องประดับทองจะเพิ่มสูงเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วง ‘PRE-VAT’ ต้อนรับศักราชภาษีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
 
ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ
สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที