GIT Information Center

ผู้เขียน : GIT Information Center

อัพเดท: 22 ต.ค. 2018 08.39 น. บทความนี้มีผู้ชม: 98 ครั้ง

ปี 2018 ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว และไม่ช้าหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการค้าปลีกเครื่องประดับก็กำลังจะมาถึง เทรนด์เครื่องประดับแบบไหนที่มาแรง และปัจจัยที่จะชี้นำธุรกิจเครื่องประดับในช่วงปลายปีนี้คืออะไรบ้าง ติดตามได้จาก "จับตา 10 ปัจจัยส่งผลอุตสาหกรรมเครื่องประดับ"


จับตา 10 ปัจจัยส่งผลอุตสาหกรรมเครื่องประดับปลายปี 2018

ปี 2018 ผ่านมาเกินครึ่งทางแล้ว และไม่ช้าหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของการค้าปลีกเครื่องประดับก็กำลังจะมาถึง Professional Jeweller จะขอย้อนกลับไปทบทวนช่วงเวลาครึ่งปีกว่าที่ผ่านมาและระบุปัจจัยที่จะชี้นำในช่วงปลายปีนี้

1.   สมรภูมิ Brexit

นับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2559 เป็นต้นมานับเป็นช่วงเวลาของความวุ่นวายทางการเมือง และผู้ผลิตเครื่องประดับทั่วประเทศรับรู้ได้ถึงผลกระทบก่อนที่จะมีการชี้ชัดถึงผลลัพธ์แท้จริงของ Brexit ต่อธุรกิจ

จนบัดนี้สิ่งที่เรารู้ก็คือการลาออกจากตำแหน่ง การวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเจรจาตกลงต่างๆ และข่าวลือเรื่องการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ หรือการลงประชามติใหม่ล้วนกระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จนในที่สุดบรรดานักช้อปพากันหยุดซื้อ “สินค้าที่ไม่จำเป็น” เช่น เครื่องประดับ

Jo Stroud เจ้าของ Fabulous Jewellers แสดงความคิดเห็นว่า “เศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโดยรวมจะยังส่งผลต่อการค้าต่อไป อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ความกังวลเรื่องการตกงานอันเป็นผลจาก Brexit และความรู้สึกไม่มั่นคงทำให้ผู้คนจะยังคงระมัดระวังเรื่องการจับจ่ายใช้สอยต่อไปโดยพิจารณาถี่ถ้วนมากขึ้นในการซื้อสินค้าแต่ละครั้ง”

ไม่ใช่แค่ผู้บริโภคเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพราะ Brexit ผู้ค้าปลีกเองลังเลมากยิ่งกว่าที่จะลงทุนในสต็อกสินค้า Jeremy France ผู้อำนวยการของ Harriet France เล่าว่า ผู้ผลิตเครื่องประดับต่างถูกบังคับให้ทบทวนวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ โดยเธอกล่าวว่า “ความลังเลเรื่อง Brexit ยังคงมีอยู่และจะยังอยู่ต่อไปในช่วงที่เหลือของปีนี้ บรรดาผู้ประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญต่างแสดงความวิตกกังวล และอาจไม่มีโบนัสให้เหมือนอย่างปีที่ผ่านมา”

ในขณะที่อุตสาหกรรมจะต้องเผชิญกับผลกระทบจาก Brexit โดยไม่มีความเข้าใจที่ชัดเจนถึงผลกระทบระยะยาวทั้งหมดในอนาคต การตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ และควรหาวิธีทำให้อุตสาหกรรมยังสามารถรักษาสัดส่วนของตลาดค้าปลีกได้ แม้ในช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยอุปสรรค

แม้จะไม่อาจปฏิเสธได้ว่า Brexit ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อธุรกิจเครื่องประดับจำนวนไม่น้อย แต่เราต้องมองถึงแนวโน้มเชิงบวกเช่นกัน

2.   ถึงเวลาร้านค้าอิสระจรัสแสง

ครึ่งแรกของปีนี้ House of Fraser และ Debenhams ได้ประกาศแผนลดขนาดและปิดสาขาเพื่อรักษาธุรกิจในช่วงที่การค้าประสบปัญหา แม้การดำเนินการเช่นนี้จะเป็นลางที่ไม่ดีสำหรับอนาคตร้านค้ารายหลัก การปิดร้านค้าขนาดใหญ่เช่นนี้เป็นโอกาสสำหรับร้านค้าอิสระในการดึงดูดนักช้อปซึ่งก่อนหน้านี้ยึดติดกับร้านค้าแบบ Chain ชื่อดังที่คุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก

นอกจากนี้ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคต้องการซื้อสินค้าในร้านท้องถิ่นอีกครั้งเพราะต้องการหาสินค้าที่พิเศษและมีเอกลักษณ์

Karen Webb-Meek เจ้าของร้าน In the Pink กล่าวว่า “มีการหันเหความสนใจจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ และร้านค้าปลีกแบบ Multi-brand ขนาดเล็กกว่า ไปหาร้านค้าสินค้าเฉพาะและร้านค้าแบบเฉพาะกลุ่ม”

อย่างไรก็ตาม ในการเจาะตลาด ผู้ผลิตเครื่องประดับอิสระต้องนำเสนอบางสิ่งที่มีเอกลักษณ์และพิเศษ เมื่อมองถึงอนาคต Harriet Kelsall ประธานของ NAJ เตือนว่า “เนื่องจากผู้ค้าปลีกที่มีหน้าร้านยังคงมีอัตราสูงเกินไป (และผู้ค้าปลีกทางอินเตอร์เน็ตมีอัตราต่ำเกินไป) ผู้ค้าที่มีหน้าร้านจริงจะยังพบความท้าทายมากมาย ต้องเน้นการเสนอสิ่งที่แตกต่างและผู้ซื้อหาไม่ได้จากสินค้าออนไลน์”

3.   ทองคำกลับมาเปล่งประกาย

การค้าเครื่องประดับทองคำมีการขยายตัวในช่วงสิ้นปีก่อนและยังมีแนวโน้มที่สดใสในขณะนี้ การกลับมาของทองคำสู่ตลาดเครื่องประดับจนถึงทุกวันนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเงียบๆ โดยผู้ผลิตเครื่องประดับและผู้จัดหาสินค้าจำนวนมากคาดการณ์ว่าเทรนด์นี้จะยังคงเติบโตไปจนถึงสิ้นปี

ผู้ผลิตเครื่องประดับยกความดีให้กับ Meghan Markle สมาชิกใหม่ล่าสุดของราชวงศ์ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภค และเป็นผู้ที่ทำให้ความนิยมเครื่องประดับทองคำเพิ่มขึ้น โดยสื่อเผยแพร่ภาพถ่าย Markle สวมแหวนชุบทองคำออกแบบโดย Missoma และแหวนหมั้นทองคำจากเจ้าชาย Harry

ข้อพิสูจน์ความนิยมของทองคำในตลาดแฟชั่นคือการที่ Pandora ผู้ผลิตเครื่องประดับยักษ์ใหญ่ ได้เปิดตัว ‘Pandora Shine’ ในช่วงต้นปีนี้ โดยคอลเลกชันนี้ประกอบด้วยเครื่องประดับเงินชุบทอง 18K ที่มีรูปแบบทันสมัยในราคาไม่สูงจนเกินไป

John Greed ผู้ผลิตเครื่องประดับอิสระกล่าวว่า “ทองคำกำลังกลับมาในกระแสแฟชั่น ดังนั้นจึงมีเครื่องประดับเงินชุบทองคำมากขึ้นในรูปแบบทันสมัยและเกาะเทรนด์แฟชั่น” โดย Chloe Moss ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ ChloBo กล่าวเสริมว่า “เราได้เห็นการกลับมาของทองคำสีอ่อนในแฟชั่นกระแสหลักและในรันเวย์แฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น ต่างหูห่วงสีทอง ไปจนถึงแหวนทองคำแบบประณีต คาดว่าความนิยมทองคำจะเพิ่มขึ้น เพราะ
สีทองสามารถทำให้โทนสีผิวดูอบอุ่นขึ้นและเพิ่มความสดใสเปล่งปลั่งให้กับเครื่องแต่งกายหน้าร้อน”

4.   เครื่องประดับดึงดูดสายตา

จากการสอบถามผู้ผลิตเครื่องประดับบางราย ตลาดมีแนวโน้มที่จะพลิกโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่การออกแบบสไตล์ Minimalist ครองตลาดในช่วงสองสามฤดูกาลที่ผ่านมา ตอนนี้ผู้บริโภคหันเหไปในทิศทางตรงกันข้ามและต้องการความโดดเด่นสะดุดตา

Harriet Kesall ผู้ก่อตั้ง Harriet Kesall Bespoke Jewellery ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปสู่เครื่องประดับชิ้นใหญ่เตะตา (Statement Jewellery) โดยอธิบายว่า “จากแฟชั่นบนรันเวย์ เรารู้ได้ว่าฤดูกาลนี้เป็นเวลาของต่างหูขนาดใหญ่และสร้อยคอแบบ High Neckline”

https://www.notonthehighstreet.com/myposhshop

“ขณะที่สร้อย Choker เป็นที่นิยมอย่างล้นหลามเมื่อฤดูก่อน ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวปี 2018 สร้อยคอยาวจะเป็นผู้นำในกลุ่มเครื่องประดับ โลหะมีค่าจะเป็นจุดสนใจ และเราจะได้เห็นเครื่องประดับชิ้นหนาเส้นสายชัดเจนเรียบง่าย อัญมณีสีสันสว่างไสวจะเป็นที่นิยมแพร่หลายเพื่อเพิ่มความสดใสให้สีสันประจำฤดูใบไม้ร่วง”

ในขณะที่รูปแบบ Minimalist ที่บอบบางอ่อนช้อยมักจะได้รับความนิยมในสหราชอาณาจักร ปีนี้เครื่องประดับชิ้นใหญ่สะดุดตาจะมีพื้นที่ในกระแสแฟชั่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นต่างหูขนาดใหญ่ Choker หนา และสร้อยคอเตะตา คาดกันว่าเครื่องประดับชิ้นใหญ่จะสามารถชิงยอดขายให้กับผู้ค้าปลีกทั่วประเทศได้

Gecko

Desiree Pringle ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Gecko กล่าวว่า “สินค้า Minimalist ครองตลาดมานานแล้ว ผู้บริโภคน่าจะพร้อมแล้วสำหรับลุคหรูหรา ซึ่งเป็นผลดีสำหรับเรา” โดยกล่าวต่อไปว่า “เราได้เห็นการตอบรับที่ดีเยี่ยมต่อเครื่องประดับเพชร ต่างหูขนาดใหญ่ และแหวนค็อกเทล (Cocktail Ring) ต่างไปจากช่วงนี้ของปีก่อน”

5.   คริสต์มาสจะมาสาย

สองสามปีที่ผ่านมานั้นร้านค้าขนาดใหญ่เปลี่ยนแปลงแบบกลับตาลปัตร ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้จึงเกิดความหวั่นใจต่อหนึ่งในช่วงเวลาแห่งการขายที่เชื่อถือได้มากที่สุด ขณะที่นักช้อปยังคงซื้อของขวัญสำหรับวางไว้ใต้ต้นไม้ บางรายสังเกตเห็นว่ายอดขายในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาจากการซื้อของสำหรับเทศกาลคริสต์มาสไม่ได้สูงอย่างเคย

ปัจจัยมากมายทำให้คริสต์มาสไม่ได้เป็นอย่างเมื่อก่อนแล้ว Jo Stroud จาก Fabulous Jeweller เล่าให้เราฟังว่า “ในช่วงเดือนพฤศจิกายนไม่มีเทศกาลกระตุ้นยอดขายแล้ว ดังนั้นเราจึงไม่ได้วางแผนงบประมาณไว้สำหรับรายได้ที่เพิ่มขึ้นก่อนเดือนธันวาคม และการเร่งรีบจับจ่ายในช่วงสองสามวันสุดท้ายยังเกิดขึ้นเสมอ”

เธอเล่าต่อไปว่า “สิ่งสำคัญคือยอมรับความจริงเรื่องรายได้เพิ่มจากเทศกาลคริสต์มาส เพราะสำหรับผู้ค้าปลีกแล้ว มันไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายอย่างที่เคยเป็น และพยายามเพิ่มยอดขายให้มากขึ้นตลอดปีเพื่อผลักดันยอดขายทั้งหมดของปีผ่านกิจกรรมและการส่งเสริมการขาย แล้วคุณจะพึ่งพาตัวเลขสูงๆ ในเดือนธันวาคมน้อยลง”

ผู้บริโภคที่มุ่งหน้าไปยังร้านค้าภายหลังเมื่อใกล้วันเทศกาลได้ส่งผลกระทบต่อผู้จัดหา เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ค้าปลีกไม่ได้เร่งตุนสินค้าไว้สำหรับเทศกาลนี้ แต่ผู้จัดหาไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

ขณะที่นักช้อปอาจเอาตัวรอดได้อย่างฉิวเฉียดในช่วงคริสต์มาสปีนี้ ผู้ค้าปลีกเองควรจะรู้จักใช้เวลาของพนักงานหน้าร้านค้าอย่างฉลาด โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำรักษาความเงียบสงบในร้านช่วงเดือนพฤศจิกายน และใช้เวลาในเดือนธันวาคมนี้ฝึกพนักงานถึงวิธีในการจูงใจให้ลูกค้าต่อยอดซื้อสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เรียกว่าเป็นการซื้อต่อยอด (Upsell) และเพิ่ม Average Transaction Value

ผู้ผลิตเครื่องประดับควรทำให้เว็บไซต์ของตนมีความโดดเด่น เนื่องจากลูกค้าจำนวนมากจะเข้ามาเลือกซื้อสินค้าที่ร้านค้าภายหลัง เพราะพวกเขาจะซื้อของขวัญคริสต์มาสจำนวนมากๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ก่อนเป็นอันดับแรก

6.   อย่ามองข้ามเรื่องพื้นฐาน

เนื่องจากมีหลายเรื่องที่ต้องทบทวน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคริสต์มาส การจัดคนเข้าทำงาน กิจกรรม หรือการสร้าง Digital Presence ผู้ผลิตเครื่องประดับมักหลงลืมหลักสำคัญของการค้าปลีก โดยผู้ประกอบการในแวดวงการค้าหลายคนได้เล่าเรื่องราวน่าตกใจเกี่ยวกับที่พวกเขาประสบในร้านเครื่องประดับ

การแวะเข้าไปดูไม่กี่ร้าน ทำให้ได้พบร้านที่จัดแสดงสินค้าอย่างยุ่งเหยิง พนักงานเอาแต่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ และไม่สบตาลูกค้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการขาดความใส่ใจเรื่องหลักการค้าปลีกพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่ถึงเทศกาลคริสต์มาส และลูกค้าเข้าร้านบางตา ช่วงเวลาที่ร้านเงียบกว่าเดิมเป็นโอกาสเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ค้าปลีกในการตรวจสอบว่าได้ดำเนินการเรื่องพื้นฐานทั้งหมดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นการตั้งข้อสังเกตที่ผู้ค้าหลายรายเล่าสู่กันฟัง แบรนด์ใหญ่ๆ และผู้ค้าปลีกเองต่างก็หันไปเน้นเรื่องพื้นฐาน และคอยตรวจดูความเป็นระเบียบเรียบร้อยในร้านของตน

เมื่อจัดการเรื่องพื้นฐานเข้าที่เข้าทางแล้ว จะพบว่าได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากโอกาสในการขายทั้งหมดที่เข้ามา Stroud ยอมรับว่า “ร้านค้าหลักๆ จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ดังนั้นรูปแบบการซื้อ ยอดขาย และปริมาณสินค้าแต่ละชิ้นได้เปลี่ยนไปจนหมด แต่ไม่เป็นไรตราบใดที่คุณเตรียมพร้อมรับมือและวางแผนไว้แล้ว”

ที่ Fraser Hart ทีมงานกำลังตรวจสอบว่าลูกค้าที่เข้ามาชมตู้จัดแสดงสินค้าในร้านได้รับการดูแลต้อนรับ ขณะที่ผู้จัดการคนใหม่ของ Thomas Sabo ต้องการให้แบรนด์เป็นผู้นำตลาดแม้ในส่วนที่เล็กที่สุดของธุรกิจ

7.   ระหว่างชอปปิงบำบัดกับประสบการณ์ทรงคุณค่า

ความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่ง คือ วิธีการที่ผู้บริโภคให้รางวัลแก่ตนเอง รายงานต่างๆ ในช่วงไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการซื้อสินค้าที่ไม่จำเป็น นักช้อปทั่วโลกรวมถึงสหราชอาณาจักรนิยมเลือกใช้จ่ายเงินไปเพื่อประสบการณ์ชีวิตมากกว่าสิ่งของ ซึ่งเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมเครื่องประดับหารือกันอย่างจริงจัง

Daniel Ozel ผู้ก่อตั้ง Unique & Co. กล่าวว่า “การใช้จ่ายของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไป สินค้าเครื่องประดับกำลังแข่งขันทั้งกับสินค้าอื่นๆ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิตและกิจกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้บริโภคโดยเฉพาะผู้บริโภควัยหนุ่มสาว นิยมใช้เงินซื้อสินค้า และใช้เพื่อท่องเที่ยว การหาประสบการณ์ชีวิต และทำกิจกรรม”

ในการสัมภาษณ์พิเศษกับ WatchPro นิตยสารในเครือ Professional Jeweller กรรมการผู้จัดการของ Pragnell ธุรกิจค้าปลีกเครื่องประดับกล่าวว่า เขาเชื่อว่าประสบการณ์ชีวิตและการท่องเที่ยวเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องประดับ

Charlie Pragnell อธิบายว่า “ผมคิดว่าคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับธุรกิจนาฬิกาและเครื่องประดับคือประสบการณ์และการท่องเที่ยว เพราะผู้คนกำลังใช้ความทรงจำปักหมุดช่วงเวลาในชีวิต งานของเราคือการทำให้นาฬิกาและเครื่องประดับเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะสินค้าเหล่านี้คงทน ในขณะที่ความทรงจำของการท่องเที่ยว
ลบเลือนและเปลี่ยนแปลงไปได้ตามกาลเวลา”

หากผู้คนชื่นชอบประสบการณ์ชีวิตมากกว่าสินค้า ผู้ผลิตเครื่องประดับต้องทำให้การซื้อสินค้าในร้านเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ จะด้วยการทำให้ผู้บริโภครู้สึกสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน หรือการทำอะไรบางอย่างเพื่อให้พวกเขารู้สึกพิเศษ โดยผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ผู้ค้าปลีกพยายามทุกวิถีทางในการสร้างความผูกพันกับผู้บริโภค จนทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า

8.   อย่าลืม Black Friday

จะชอบหรือไม่ก็ตาม Black Friday เป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีก และเป็นสิ่งที่หลายธุรกิจในสหราช-อาณาจักรพยายามรณรงค์ให้เลิกไปเสีย ผู้ค้าปลีกหลายรายอาจจะโทษว่า Black Friday ทำให้ผู้บริโภคแห่ซื้อหาของขวัญคริสต์มาสช้า

เจ้าของร้านเครื่องประดับชื่อดัง Harriet Kelsall เล่าว่า “Black Friday ทำลายการค้าปลีกช่วงคริสต์มาสเมื่อมีการริเริมจัดขึ้นราวสามปีก่อน และเป็นผลให้ธรรมเนียมการซื้อสินค้าเพิ่มเติมสำหรับเทศกาลคริสต์มาสลดลงไปเล็กน้อย”

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าสุดสัปดาห์ Black Friday เมื่อปีก่อนสร้างความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ให้กับผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่มีฐานในสหราชอาณาจักร และการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ชี้ให้เห็นว่าปีนี้ยอดขายมีแนวโน้มเติบโตต่อไปอีก

ที่สำคัญที่สุดคือ การศึกษาจากปีก่อนแสดงให้เห็นว่า Black Friday ส่งผลต่อยอดขายออนไลน์มากกว่ายอดการเข้าร้านค้าในถนนสายหลักของสหราชอาณาจักร ดังนั้นในเมื่อผู้บริโภคจะค้นหาข้อเสนอสำหรับวันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้ผลิตเครื่องประดับจึงควรหาวิธีที่จะทำให้ธุรกิจของตนปรากฏในผลลัพธ์ของคำค้นหาดังกล่าว ถึงแม้พวกเขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับมหกรรมลดราคาขนานใหญ่ในวันดังกล่าวก็ตาม

9.   ใส่ใจเรื่องเทคโนโลยี

การให้การยอมรับเทคโนโลยีไม่ทำให้คุณมีแต้มเหนือกว่าอีกต่อไป จนถึงตอนนี้ผู้ผลิตเครื่องประดับ
ทุกรายควรจะจัดการเรื่อง
Technology Solutions อย่างจริงจังและชัดเจน รวมทั้งใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพ

อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้ผู้ค้าปลีกเครื่องประดับควรจะมีตัวตนบนสื่อออนไลน์แล้ว Webb-Meek จาก In the Pink อธิบายว่า “ผู้ค้าปลีกที่ฉลาดและมีหรือใช้ Social Media จะมียอดขายผ่านอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้น ส่วนที่ยังไม่ดำเนินการจะรั้งท้าย ดังนั้นนี่จึงเป็นเวลาที่ผู้ค้าปลีกเครื่องประดับควรพิจารณาถึงสินค้าที่จำหน่าย และนำ Instagram, Facebook และ Twitter มาใช้ หากร้านค้าเครื่องประดับไม่มีเว็บไซต์ก็จำเป็นต้องสร้างและดำเนินการโดยเร็ว”

กล่าวกันมานานแล้วว่า เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ผู้ผลิตเครื่องประดับที่รู้จักปรับตัวนั้นจะก้าวหน้าห่างออกไปจากผู้ผลิตที่ยังคงอยู่เฉยนั้นอย่างมากจนกลุ่มหลังจะถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ผู้เชี่ยวชาญกล่าวกันว่าเวลาที่ว่านั้นกำลังจะมาถึงในไม่ช้า และบริษัทเครื่องประดับที่ใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการซื้อสินค้าออนไลน์ และใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกแง่มุม จะผ่านพ้นช่วงเวลาอันยุ่งเหยิงนี้ไปได้และแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เดิม

มันไม่ใช่แค่การมีเว็บไซต์ หรือการมีตัวตนอยู่บน Social Media ยังมีเทคโนโลยีที่ทำให้บริษัทของคุณล้ำหน้ากว่าใคร ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้า และทำให้ชีวิตเจ้าของธุรกิจง่ายขึ้น

บริษัทอย่าง Bransom กำลังจะช่วยให้นักช้อปสามารถชำระเงินได้โดยไม่ต้องลุกจากที่นั่งในร้าน ขณะที่ Parify ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดแสงดูแลจัดการเรื่อง Wifi และผู้จัดหาสินค้าเครื่องประดับแท้กำลังเปิดตัว Apps พิเศษที่จะช่วยให้ผู้ค้าปลีกแสดงตัวเลือกให้ลูกค้าชมได้มากขึ้นเพียงแค่คลิกที่ปุ่มเดียว และช่วยให้ตัวเลือกตามคำสั่งของลูกค้าปรากฏเป็นภาพเสมือนจริงให้เห็นทันที

10.   รู้จัก Unique Selling Point ของคุณ

ทุกครั้งที่ Professional Jeweller เดินทางไปยังเมืองใหม่ๆ เพื่อจัดทำเนื้อหารายเดือนด้านการท่องเที่ยว เราจะสอบถามผู้ผลิตเครื่องประดับว่าพวกเขาคิดว่า Unique Selling Point (USP) หรือ สิ่งที่ทำให้ธุรกิจของคุณโดดเด่นและมีคุณค่าต่อตลาดเป้าหมายของคุณคืออะไร และน่าตกใจที่มีจำนวนไม่น้อยไม่มั่นใจ

อย่างไรก็ตาม ในตลาดการค้าทุกวันนี้ ผู้ผลิตเครื่องประดับแต่ละรายควรจะรู้ว่าอะไรทำให้พวกเขาโดดเด่นกว่าร้านข้างๆ และรู้ว่าทำไมลูกค้าควรมาซื้อสินค้าในร้านแทนที่จะซื้อออนไลน์

Webb-Meek จาก In the Pink กล่าวว่า “ในการค้าปลีกเครื่องประดับ ธุรกิจทุกวันนี้จำเป็นต้องสร้างจุดยืนเฉพาะตัว ผู้ค้าปลีกควรจะมีจุดขายเฉพาะแค่เพชร เครื่องประดับ High-end นาฬิกา เครื่องประดับโบราณ (Antique Jewellery) มีแบรนด์สินค้าเฉพาะเพียงหนึ่งหรือสองแบรนด์ หรือมีจุดยืนในตลาดเฉพาะ เช่น อัญมณี ทอง สินค้าแฟชั่น/เทียม หรือสินค้าที่มีแหล่งที่มาถูกต้องตามหลักจริยธรรม ให้กับผู้บริโภค ตอนนี้ร้านค้าเช่นนี้น่าสนใจมากกว่าร้านค้าที่มีหลายแบรนด์แต่ไม่ต่างจากร้านอื่นๆ”

แน่นอนบริษัทจำนวนไม่น้อยมีจุดแข็งที่เหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดธุรกิจจำเป็นต้องมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่นเหนือรายอื่นๆ อย่างแท้จริง ธุรกิจของคุณเด่นเรื่องการบริการลูกค้าหรือไม่ แล้วสินค้า
ดาวเด่นในร้านของคุณล่ะ หรือคุณพยายามสร้างสภาพแวดล้อมเฉพาะ หรือดำเนินธุรกิจในแนวทางที่แตกต่างหรือไม่ คุณรู้หรือเปล่าว่าจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณคืออะไร นอกจากนี้ ถ้าคุณถามพนักงานแต่ละคนพวกเขาจะรู้ไหม

ในขณะที่เราเดินทางมาถึงสิ้นปี ตรวจดูให้แน่ใจว่าคุณรู้ว่าร้านของคุณสื่อถึงอะไร มีความชัดเจนในอัตลักษณ์ของชื่อที่อยู่เหนือประตูทางเข้า และจงเชื่อมั่นในเหตุผลที่ผู้บริโภคควรจะซื้อสินค้าในร้านของคุณแทนที่จะไปซื้อที่อื่น

------------------------------------------

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ

สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)

ตุลาคม 2561

------------------------------------------

ที่มา: “10 Industry Trends to Shape The Second Half of 2018.” Professional Jeweller. (September 2018: pp. 44-48) Available from www.professionaljeweller.com

*** กรุณาอ้างอิง “ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)” ทุกครั้ง เมื่อนำบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อ


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที