H. Kisara

ผู้เขียน : H. Kisara

อัพเดท: 14 มี.ค. 2008 07.59 น. บทความนี้มีผู้ชม: 106381 ครั้ง

เนื่องจากเป็นบันทึกในญี่ปุ่นที่ไล่มาจากในอดีต อาจทำให้มีเนื้อหาบางส่วนไม่อัพเดตและไม่ตรงตามฤดูกาลไปบ้างค่ะ m(_ _)m


เปลี่ยนวีซ่า...

อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัว... นึกถึงหลังจดทะเบียนสมรสกันเสร็จกับนายฮายาชิ การไปเปลี่ยนประเภทวีซ่า ทำให้หมดอารมณ์โรแมนติกและขจัดความหวานแหววของบรรยากาศคู่แต่งงานใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง

เนื่องจากมาเรียนอยู่ที่นี่ก่อนเป็นเวลาสองปี ก็เลยตัดสินใจทำเรื่องเปลี่ยนวีซ่าจากนักเรียนเป็นวีซ่าสมรสซะเลย จะได้ไม่ต้องกลับไทยให้ขาดช่วงไปอีก (แต่ไปๆมาๆเค้าแทบจะนับเราใหม่หมด..) -_-;

ไปถึงที่ Immigration ก็เห็นคนเป็นล้าน... (-_-;) พนักงานก็พูดอธิบายต่อยหอยมาก แต่เป็นภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียว ได้ใจความว่ากว่าผลวีซ่าจะออกต้องรอ 3 เดือน ระหว่างนี้ก็เป็นคนเถื่อนไปก่อน ห้ามกลับไทยอีกตะหาก ไม่งั้นทุกอย่างจบกัน (ไม่รับผิดชอบตูเลย) สรุปว่ามานั่งรอ 2 ชั่วโมงเพื่อฟังประโยคนี้

กลับจาก Immigration ก็มีเอกสารเป็นปึกมาให้กรอกเป็นการบ้าน เหมือนให้เขียนนิยายรักส่งว่าเจอกันที่ไหน ใครแนะนำ เริ่มคบกันที่ไหนยังไง ใครรู้เห็น (-_-;) สร้างนิยายรักได้1เรื่องยังไม่พอ ต้องประกอบรูปถ่ายคู่กันเพื่อยืนยันวันเวลาแห่งความหวานแหววของเรา ที่รูปต้องมีวันที่ประกอบด้วย แล้วต้องเขียนชื่อที่อยู่สถานที่ถ่ายหลังรูป เหมือนจะส่งไปชิงโชคอะไรสักอย่าง จากนั้นก็นำอีปึกนั้นไปส่งไปรษณีย์ (ได้ข่าวว่าใครที่คบกันแบบห่างไกล ต้องไปขอประวัติการโทรศัพท์ข้ามประเทศที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยมายืนยันด้วยว่าเราได้มีการโทรคุยกันมาตลอดจริงๆ)

หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบคนเถื่อนไปวันๆ (-_-;) มีอยู่วันนึงตอนไปสอนภาษาไทย มีคนไทยแถวนั้นโดนตำรวจเรียกตรวจบัตรประจำตัวชาวต่างชาติอยู่ (ที่รู้ว่าเป็นคนไทยเพราะได้ยินคำด่าอะไรที่คุ้นหูเป็นอย่างมาก) วี่แววว่า 2 สาวเกาะอกเธอคงเข้าเมืองมาอย่างผิดกฏหมายถึงได้ไม่มีใบนี้ (・_・;) แอบใจหายวาบ เนื่องจากของเราก็หมดอายุ แล้วก็ไม่ได้พกพาสปอร์ตมาเดินแถวนี้… สถานะเดียวกันกับ 2 สาวชัดๆ (-_-;) กังวลว่าตำรวจจะแอบมีซิกเซ้นต์รู้ว่าเราก็เป็นคนไทยเช่นกันแล้วจะหันมาเรียกตรวจด้วย ต้องแอบทำหน้าญี่ปุ่นเดินตะแคงปูหนีไปสุดฤทธิ์ (หน้าไม่ค่อยญี่ปุ่นแต่ก็ยังรอด.. รอด)

3 เดือนก็แล้ว... ไม่มีวี่แววจะมีใครโทรมาแจ้งข่าวเรื่องวีซ่าแม้แต่น้อย (-_-;) จนอยู่มาวันนึงก็มีตาลุงคนนึงโทรมาพ่นภาษาญี่ปุ่นใส่เป็นไฟ ใจความว่าจะมาสัมภาษณ์เรื่องวีซ่า บทสัมภาษณ์ก็ชั่วร้ายเล็กน้อย บอกให้ไล่ชื่อนามสกุลพ่อแม่ พี่น้องของสามีมาให้หมด (-_-;) (ดีว่าไม่ให้ไล่ไปถึงบรรพบุรุษ) เราโชคดีที่แอบรู้กับเขาด้วย จากนั้นก็ถามอะไรอีกหลายอย่างว่ามาญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่ มาทำอะไร มาอยู่กับใคร สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นได้แค่ไหน (ถามละเอียดกว่าสอบสัมภาษณ์ปริญญาโทอีก) ดีที่ไม่ถามมาว่าคิดยังไงกับการบริหารประเทศของโคอิซุมิช่วงนี้ (-_-;)

มารู้ทีหลังอีกว่าจริงๆก็โทรไปถามคุณพ่อคุณแม่ของคุณฮายาชิด้วย ถามว่ารู้ไหมว่าลูกคุณแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้ เคยเจอกันไหม เป็นคนยังไง (-_-;) (นี่ถ้าไปเจอพ่อแม่ที่เค้าเกลียดลูกสะใภ้ก็ซวยเลยนะเนี่ย) เสร็จทุกอย่าง... วีซ่าก็ออกในไม่ช้า จบชีวิตคนเถื่อนได้เสียที (T^T)

สำหรับการตรวจสอบหรือเอกสารเพิ่มเติมที่ต้องใช้ในแต่ละพื้นที่ Immigration ก็แตกต่างกันไป อย่างบางที่อาจจะไม่เจอโดนโทรถาม ใช้แต่รูปกับนิยายรักก็พอ.. ไม่รู้นะว่าคนต่างชาติที่แต่งงานกับคนไทยแล้วอยู่ที่ไทยนี่เค้าต้องส่งเอกสารอะไรกันแค่ไหน จะยุ่งยากแบบนี้ไหม ส่วนวีซ่าประเภทที่ได้ก็เป็นเพียงวีซ่าที่ขึ้นอยู่กับสามี (日本人配偶者)ไม่ใช่ว่าได้สัญชาติอะไร (แถมแรกๆก็ต้องต่อปีต่อปี แล้วจะเคี่ยวไปทำไมมากมายไม่รู้) (-_-;)

ก็พอจะเข้าใจว่ารัฐบาลพยายามปกป้องคนประเทศเค้าที่โดนหลอกมามาก (-_-;) และก็มีคดีชาวต่างชาติไม่น้อยที่เข้ามาประกอบอาชีพผิดกฏหมาย ชิงทรัพย์ หรือแม้แต่ก่อคดีใหญ่ๆก็มีให้เห็นอยู่ เรื่องอย่างนี้มันก็พูดยาก แม้จะมีหมั่นไส้บ้าง แต่ก็แนะนำว่าถ้าเรามาอย่างถูกต้องก็ให้ทำตามกฏเกณฑ์ที่เค้ามีไว้ล่ะ ปลอดภัยสุด...

คิดสงสัยมากไปก็เสียอารมณ์เปล่าๆนะคะ (^_^;)


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที