power  toon

ผู้เขียน : power toon

อัพเดท: 22 ม.ค. 2008 14.39 น. บทความนี้มีผู้ชม: 105844 ครั้ง

แอร์บินไทยฮือต้าน"สงครามนางฟ้า"จี้ช่อง5หยุดฉาย-เอ็กแซ็กท์แถลงบ่ายนี้


แอร์กี่ (จุดจบของชีวิตรันทด) ตอน2

ตอนที่สิบเอ็ด


วัดนาริตะซังอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก วัดอันแสนสวยงามนี้สร้างขึ้นประมาณหนึ่งพันกว่าปีมาแล้ว บริเวณวัดประกอบด้วยวิหารหลายหลัง งดงามแบบญี่ปุ่นโบราณ ฉันชอบดูงานศิลปะที่คนสมัยก่อนสร้างไว้ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม หรือศิลปกรรมแขนงอื่นล้วนมีความงดงามอยู่ในตัว การที่ฉันได้เป็นแอร์นับเป็นโอกาสดียิ่งที่ฉันได้เห็นผลงานศิลปะหลากหลายทั่วโลก ไว้เล่าตอนหลังดีกว่า(ถ้าไม่ลืม)ว่าที่ไหนมีอะไรน่าชมบ้าง

พี่อินดูแลเราสามสาวอย่างดี ขอเรียกบิวรวมในหมู่สาวด้วย ไม่มีใครมองออกว่าบิวเป็นผู้ชาย แม้แต่เสียงของเธอก็ยังไม่ห้าว พูดออกมาเหมือนผู้หญิง แล้วแบบนี้จะไม่ให้เรียกว่าพระเจ้าติดเพศให้บิวผิดได้อย่างไร

วัดนาริตะซังเป็นวัดที่บูชาเทพเจ้าแห่งไฟ มีเทวรูปของเทพเจ้าองค์นี้ที่มีนามว่า “ฟุโดเมียวโอ” ให้สักการะ ชาวญี่ปุ่นนิยมมาทำบุญที่วัดนี้กันมาก พี่อินเล่าว่าเขามานาริตะทีไร ต้องแวะเวียนมาไหว้ขอพรจากเทพเจ้าเสมอ พี่อินแอบกระซิบทีเล่นทีจริงกับฉันว่า

“พี่มาขอเทพเจ้าแห่งไฟให้ช่วยดับไฟให้พี่ที ห้าปีกว่าแล้วพี่ยังทำใจไม่ได้เรื่องริน ..ไฟรักรินมันสุมอก...เว่อร์เนอะครับริน อย่าถือพี่นะ พี่ไม่ควรพูดจาแบบนี้กับรินอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่อิน รินดีใจนะที่พี่ยังไม่ลืมริน รินเองไม่เคยลืมพี่อินเหมือนกัน แต่เรามีหน้าที่ของเราใช่มั้ยคะพี่อิน”

ฉันพูดจามีเนื้อหาดีจัง แต่จะพูดอะไรได้มากกว่านี้ ในเมื่อเราสองคน พี่อินกับฉัน มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะสานความรู้สึกเก่าๆหรือเริ่มความสัมพันธ์ใหม่ๆ การได้มาพบกันครั้งนี้ ไม่ควรมีสิ่งไม่ดีงาม(ในสายตาชาวบ้าน)เกิดขึ้น การใกล้ชิดพี่อินอีกครั้งทำให้ฉันคลายความเครียดจากเรื่องพี่หนิงและเชอร์รี่ไปได้มากทีเดียว โดยไม่รู้ตัวเลยว่า เวลาสิบสี่วันของไฟลท์นี้ พี่หนิงลาพักร้อน พาเชอร์รี่ไปเที่ยวยุโรปเพราะเจ้าหล่อนอยากไป เนื่องจากยังไม่ได้บินยุโรป ดูพี่หนิงทำกับฉันเข้าสิ

วันนั้น พี่อินสวมเสื้อเชิ้ร์ตแขนสั้นสีเหลืองอ่อน กับกางเกงขายาวผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเข้ม พี่อินแต่งตัวเท่ห์ เสื้อผ้าของเขาจะมีลูกเล่นเล็กๆน้อยๆที่ดูดีมีเทสต์ ต่างจากพี่หนิงที่ไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าเลย มีอะไรจับใส่ได้ทั้งนั้น พี่หนิงมีเสื้อตัวโปรดที่ฉันไม่ชอบเอามากๆอยู่ตัวหนึ่ง แต่ฉันไม่เคยบอกเขาหรอกว่าฉันไม่ชอบ ฉันถนอมน้ำใจพี่หนิงเสมอ หากเขาไม่เคยถนอมน้ำใจฉันเลย

เราทั้งสี่คนเดินชมวิหารไม้สนในวัดนาริตะซังที่มีหลายหลัง เดินชมดอกไม้ในสวนญี่ปุ่นที่จัดไว้น่ารักน่าเอ็นดู
ใจฉันพองๆอย่างไรพิกล จนบิวแอบแซวว่า

“พี่รินเจ้าขา ถ้าพี่หนิงรู้ ว่าพี่รินมาเที่ยวหนุกหนานแบบนี้ พี่หนิงจะตึงมั้ย”

“ตึง”เป็นศัพท์ที่บิวคิดขึ้นเอง และแพร่หลายมาเรื่อยๆนอกวงการพวกเรา หมายถึงตึงเครียดหรืออะไรทำนองนี้

“ไม่ตึงมั้งบิว แต่จะเตะพี่เอาอ่ะดิ” ฉันพูดเล่นกับบิว ใจไม่คิดหรอกว่าพี่หนิงจะทำแบบนั้นได้

“พี่รินว่ามั้ยว่าพี่อินนี่เค้ามีเสน่ห์มั่กๆ เลยฮ่ะ บิวอยากเป็นแฟนพี่เค้าซักครึ่งชั่วโมงได้ป่าวเนี่ย จะทำให้พี่เค้าขนลุกเล้ย”

“ขนลุกแบบไหนล่ะยัยบิวเอ๊ยยย” พี่จี๊ดถาม หัวเราะกับสีหน้าเอาจริงเอาจังของบิว

“บิวไม่บอกร้อกกกก สงวนลิขสิทธิ์ อิอิอิ นะค้าพี่จี๊ด”

บิวค้อนพี่จี๊ดอย่างสวย นานต่อมา เมื่อฉันเจอบิวอีกครั้ง เธอไปแปลงเพศมาเรียบร้อย และสวยขึ้นอีกจนจำแทบไม่ได้ บิวมีแฟนเป็นฝรั่ง(แถมรวยมาก)หลายคน เธอแปลงร่างจากหนุ่มน้อยรูปงามเป็นสาวสวยไฮโซ มีงานหรูหราที่ไหน เป็นต้องมีบิวที่นั่น แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อน

เราไปทานอาหารกลางวันกันที่ห้างสรรพสินค้าจัสโก้ ตอนนั้นเป็นห้างเดียวตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดนาริตะซังมากนัก ต่อมากลายเป็นศูนย์การค้าใหญ่ชื่อ อิออน แต่ยังมีห้างจัสโก้อยู่ในศูนย์การค้าด้วย

วันนั้น อากาศเย็นสบาย แดดอบอุ่น ฟ้าใส ฉันสบายใจจนทานอาหารได้มากกว่าปกติ หลังอาหารกลางวัน เราเดินเล่นกันในห้าง บิวดึงพี่จี๊ดไปช่วยเลือกอุปกรณ์เสริมสวย เนื่องจากพี่จี๊ดเป็นเจ้าแม่บิวตี้ของน้องๆ
เครื่องสำอางอะไรดีไม่ดีพี่จี๊ดรู้หมด จนบางคนสงสัยว่าพี่จี๊ดมีหน้าแค่หน้าเดียว ทำไมใช้เครื่องสำอางได้มากมายขนาดนั้น

ตอนที่อยู่กันสองคน พี่อินแอบเอาห่อของเล็กๆใส่กระเป๋าถือฉันไว้ กระซิบกระซาบหน้าตายว่า

“รินค้าบบบ พี่ฝากของไว้ในกระเป๋ารินหน่อยน้า แล้วอีกยี่สิบปีจะมาเอาคืน”

ฉันหัวเราะ

“อีกยี่สิบปี พี่อินคงมีหลานแล้ว คงลืมรินไปแล้วแหละค่ะ”

“รินคอยดูไป บางเรื่อง บางคน เราไม่ต้องตั้งใจให้จำ เราก็จะจำได้ เพราะเราไม่มีทางลืมไงครับ เอ๊ะ พี่พูดให้รินเวียนหัวป่าวครับ เอาเป็นว่า พี่ไม่ลืมรินละกันนะครับ พูดมากไป เดี๋ยวหนิงมาชกหน้าพี่”

พี่อินพูดขำขำ เขาเป็นคนที่อยู่ใกล้แล้วสบายใจ แต่..เขามีเจ้าของ และ..ฉันเองก็มีเจ้าของ...

หยุดคิดเลยนะริน ฉันเตือนสติตัวเอง

แหม...คนเราไม่ใช่จะสามารถสั่งหัวใจได้อย่างที่สมองต้องการทุกครั้งเสมอไปนี่นะ มันต้องมีเผลอกันมั่ง
ฉันบอกตัวเอง เตือนตัวเองให้นึกถึงลูก นึกถึงพี่หนิง นึกถึงคำนินทาของผู้คน ฉันพยายามอย่างหนักที่จะสั่งหัวใจให้ได้ว่า หยุดๆๆๆๆๆ ยู้ดดดดดดดดดดดดดดดด หยุดคิดเรื่องไร้สาระ หยุด....

แต่พี่อินทำให้ฉันหยุดไม่ได้ เย็นนั้นพี่อินไม่ไปฮานามิกับพวกเรา แต่แยกไปกับกลุ่มลูกเรือสายการบินเขา ก่อนแยกกัน พี่อินบอกฉันว่า

“คืนนี้พี่จะโทร.ไปคุยนะครับริน”

ฉันรับคำ แล้วไปฮานามิกับลูกเรือในเที่ยวบินของฉัน เราต้องอยู่กันอีกเกือบสองสัปดาห์ ต้องทำความคุ้นเคยกันหน่อย

ตารางบินของพวกเรา ไม่ใช่จะเลือกได้ว่าจะบินกับใคร นอกจากคอยแลกไฟลท์ตามกัน (โดยเฉพาะพวกจีบกันใหม่ๆ) บางคน เจอกันครั้งหนึ่ง ไปด้วยกันหลายวัน สนิทสนมกันดี ลงจากไฟลท์อาลัยอาวรณ์ เป็นแบบนี้ไม่นานก็เจอคนใหม่ให้สนิทไปเรื่อยๆ อย่างที่หนุ่ยเคยบอกฉันว่า หนุ่ยมีเพื่อนสนิทนับร้อย และเพื่อนสนิทของหนุ่ยแต่ละคนยังมีเพื่อนสนิทอีกเป็นร้อยๆเช่นกัน

สังคมของพวกเรา มองดูน่าสนุก ได้ไปโน่นมานี่ รายได้ดี มีของสวยๆงามๆใช้ แต่เบื้องหลังคือความเหนื่อยอย่างสาหัสในการทำงานที่ไม่ตรงเวลากับชาวบ้าน ต้องอดหลับอดนอน ต้องยิ้มเสมอ ต้อง..ต้อง...เป็นอะไรที่ภาพพจน์ดีงามตลอดเวลา ดังนั้นเวลาที่ไม่ทำงาน ลูกเรือที่เก็บกดทั้งหลายมักจะจับกลุ่มไปไหนมาไหนด้วยกัน คุยกันแบบคนหัวอกเดียวกัน จึงทำให้สนิทกันได้ง่ายดายรวดเร็ว

คืนนั้นฉันสนุกสนานกับการฮานามิมาก อาหารเหลือเฟือ รวมไวน์ญี่ปุ่นที่บางคนซื้อมา กับการคะยั้นคะยอของบิว(ที่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มา เป็นชุด “ล่อตะเข้ตี๋ยุ่น”-ตามสำนวนของบิว ) ทำให้ฉันลองทั้งไวน์ทั้งสาเกจนมึนไปหมด

กลับถึงห้อง ฉันง่วงมากด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เนื่องจากปกติฉันไม่ได้เป็นคนเที่ยวหรือดื่ม แต่ทำแจ๋นดื่มตามคนอื่นเลยทั้งเมาทั้งมึน

เมื่อพี่อินมาเคาะห้อง ฉันจึงเปิดอย่างเต็มใจ เต็มใจให้พี่อินเข้ามาในห้อง
คนเราหนอ โทษแอลกอฮอล์ ไม่โทษตัว
เต็มใจให้พี่อินกอด เต็มใจให้พี่อินจูบ เต็มใจให้พี่อินถอดเสื้อผ้า และลูบไล้ร่างกายฉัน

เต็มใจนอนกับพี่อิน ด้วยความสุขสม ด้วยใจที่โหยหา
ตอบสนองความต้องการของเราทั้งคู่ที่เก็บมานาน



พี่อินกับฉันตื่นสายมาก ฉันตื่นก่อน ลืมตามองพี่อิน เขาหลับปุ๋ย รอยหยักที่มุมปากเชิดขึ้น ดูเขาน่ารักจังเลย

แต่แล้ว ..ความจริงที่หลั่งไหลเข้ามาในหัวทำให้ฉันใจหาย โอยยย ... นี่ฉันทำอะไรลงไป ตายๆๆๆๆๆๆๆๆ
แล้วจะทำไงดีเนี่ย ฉันถามตัวเองอย่างเหนื่อยใจ

พี่อินตื่นหลังจากฉันไม่นาน เขายิ้มหน้าชื่น ไม่ทำท่าสักนิดว่าตัวเองผิด นี่แหละผู้ชาย สุดท้าย..เหมือนกันหมดฮึ!!!!!!!!!

เราต่างไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ฉันแน่ใจว่าเราคิด พี่อินชวนฉันออกไปหาอะไรทาน แต่ฉันบอกให้เขากลับไปห้องก่อน พี่อินไม่ยอมกลับ เขาสัมผัสฉันอีก จุดไฟในตัวฉันขึ้นอีก ไฟปรารถนาที่ยากจะหยุดยั้งได้ ณ.ตอนนั้น

แล้วเรื่องเดิมก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก คราวนี้จะโทษอะไร ไม่ได้มึน ไม่ได้เมาด้วยแอลกอฮอล์ แต่เมามึนด้วยรสรักของพี่อิน ฉันเองช่างเลวไม่ต่างจากเชอร์รี่เลย เคยบอกแล้วว่าอ่านไปเรื่อยๆจะทราบว่ารินเองไม่ได้เป็นคนดีมากเท่าไหร่

คราวนี้รู้แล้วว่าทำไมคุณจิ๋มเธอจึงหวงหึงพี่อินนักหนา

และรู้ว่าทำไมเชอร์รี่ถึงยอมพี่หนิง

ที่จริง ถ้าเชอร์รี่จะอยุ่ของหล่อนเงียบๆ ไม่มาวีนฉัน เรื่องมันคงไม่ยุ่งเหยิงขนาดที่เกิดขึ้นมาหรอก


มาถึงวันนี้ ฉันมองย้อนไปวันนั้นแล้วสมเพชตัวเองมาก ฉันได้ทำสิ่งไม่ดีในชีวิตหลายเรื่อง ฉันยุ่งกับผู้ชายอื่นทั้งที่ตัวเองมีสามีแล้ว ไม่ว่าจะหาข้อแก้ตัวให้ตัวเองอย่างไร มันก็คือความผิดบาป ความไม่ดีอยู่นั่นแหละ

ฉันจึงต้องชดใช้กรรมต่ออีกนานหลังจากนั้น

พี่อินถามฉันว่าดูของที่เขาให้ฉันหรือยัง ฉันหยิบห่อของออกมาเปิดดู

พี่อินให้จี้คริสตัลรูปดอกเหมย ร้อยด้วยสร้อยทองคำขาวเส้นบางๆ

สร้อยเส้นนั้นยังอยู่กับฉันจนถึงวันนี้

พี่อินกับฉันอยู่ด้วยกันอีกหนึ่งคืน วันต่อมาเราต่างแยกย้ายไปบิน ฉันไปซีแอ๊ตเติ้ล พี่อินไปลอสแอนเจลิส แล้วเราจะกลับมาพบกันที่นาริตะอีกในตอนขากลับจากสหรัฐอเมริกา

น่าแปลกที่พอเรามีอะไรกัน เราทั้งคู่กลับไม่พูดถึงมัน หรือแบบนี้เค้าเรียกว่า “แค่มองตาก็เข้าใจ”

ฉันทำงานไปซีแอ๊ตเติ้ลแบบหวิวๆยังไงไม่รู้ สุขปนทุกข์ใจ แต่ไม่ยอมหยุด (นึกถึงความน่ารักของพี่อิน)

คิดถึงลูก ใจแป้ว.. ต้องไม่ให้ลูกรู้เรื่องนี้เด็ดขาด

เรื่องเล่านี้ ต้องห้ามรุ้งกับเมฆมาอ่าน....จุ๊...จุ๊... อย่าเอ็ดไป

ชีวิตรันทด...เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่สิบสอง


จากนาริตะไปซีแอ๊ตเติ้ล ฉันทำงานคู่กับบิวในชั้นธุรกิจข้างล่าง พี่จี๊ดทำงานที่เฟิร์สคลาสกับพี่ป๋อง มีพี่ตุ้ยเป็นเพอร์เซ่อร์ พี่กล้าเป็นอินไฟลท์แมแนเจอร์ ชั่วโมงบินยาวกว่าปกติเนื่องจากเครื่องของเราบินต้านลม จากปกติประมาณ 15 ชั่วโมง กลายเป็นเกือบ 17 ชั่วโมง

ผู้โดยสารในชั้นหนึ่งและชั้นธุรกิจไม่มากนัก แต่ชั้นประหยัดค่อนข้างเต็ม มีคณะคนไทยกลุ่มหนึ่งประมาณเกือบหนึ่งร้อยคน นั่งมาจากกรุงเทพเพื่อจะไปลงดัลลัส จุดหมายปลายทางสุดท้ายของเส้นทางบินนี้

เวลาบินไฟลท์ที่ต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนลูกเรือ ทุกๆครั้งที่เครื่องลง ผู้โดยสารจะต้องลงไปทรานสิท (transit) ที่สนามบินนั้นๆเป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อให้พนักงานขึ้นมาทำความสะอาดเครื่อง มีการเปลี่ยนอาหารใหม่ เอาตู้อาหารเก่าลงไป อาหารใหม่ขึ้นมาตามจำนวนผู้โดยสาร เพิ่มเติมเผื่อขาดไว้บ้าง ส่วนลูกเรือที่จะลงไปพัก ณ. ประเทศนั้นๆจะเตรียมงานเท่าที่ทำได้ไว้ให้ลูกเรือที่ขึ้นมาใหม่ มีการเขียนโน้ตถึงกัน บอกไว้ว่าผู้โดยสารท่านใด ลงที่ไหน ชอบเครื่องดื่มอะไร เป็นต้น อย่างเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินยาว ต้องส่งต่อเครื่องกันหลายตลบ โน้ตที่พวกเราส่งต่อกันบางทีอ่านแล้วขำ บางทีอ่านแล้วเครียด บางทีอ่านแล้วนึกถึงหน้าคนเขียนว่ามันคิดได้งัยนี่

ตัวอย่างที่ 1

เตรียมงานไว้หมดแล้ว ห้ามด่าลับหลังนะยะ...

!!!! ระวัง 3A !!!!

อุ๊บส์...ไม่มีไรหรอก...หล่อม้ากกก ลูกเจ้าของ NORDSTORM (ห้างสรรพสินค้าดังแห่งหนึ่งในอเมริกา)

คุยดีๆ แจกบัตรลดราคา แถม GIFT VOUCHER จริงๆนะ อย่ามาว่าชั้นโม้

ขอให้เพลิดเพลินจำเริญใจกับ Sleepless in Seattle **** (แอบใส่หูฟังด้วยนะ)

จาก.........เพื่อนแอร์ที่วันนี้ลงเรือคนละลำ (ลงชื่อ)

ตัวอย่างที่ 2

คนไทยกลุ่มนี้เป็นโรคนอนไม่หลับเหมือนในหนัง Sleepless in Seattle

ชอบแซวแอร์ แต่ไม่สนสจ๊วต อกหักๆๆๆๆ

จาก........สจ๊วตสาว(สวยกว่าพวกมเริงที่กำลังอ่านอยู่ซะอีก)

ตัวอย่างที่ 3

ชั้นแอบเอาแซนด์วิชที่โหลดมาจากบ้านเราไว้ในตู้เย็น เผื่อหิวกันจะได้ไม่อดตาย

ปอกผลไม้ไว้ให้พวกแกรด้วย อย่าลืมสัน-ระ-เสิน คนปอก่อนกิน ไม่งั้นมีแช่ง

ผู้โดยสารคนไทยที่ไปดัลลัส มีคนนึงเป็นญาติกรูเอง นั่ง 27 J ฝากด้วย

ดูแลให้ดีเหมือนเป็นญาติเมริงเองเลยน้า

ถึงซีแอ๊ตเติ้ลแล้วมีอะไรลดราคาออนเซลบอกไว้ที่เคาน์เต้อร์ด้วยนะเวร้ยยย

From : ญาติคนอ่านแหละ (ซะที่ไหน)

----------------------------------------------------------------------------------------------------------


เอาแค่นี้ก่อน บางคนที่จีบกันแต่พยายามแลกไฟลท์ไม่ได้ จะส่งต่อเครื่องด้วยการแนบจดหมายไว้ให้กันอ่าน โดยใช้กระดาษของบริษัท ซองของบริษัท

พวกเรามักจะถือวิสาสะหยิบของบนเครื่องไปใช้ส่วนตัวเล็กๆน้อยๆ แล้วแซวกันเองว่า

“โอ๊ยยย ที่บ้านมีของบนเครื่องหมดแล้ว ขาดแต่เครื่องบิน อิอิ”


เข้าเรื่องดีกว่า มาอยู่ห้องนอกเรื่องนี่ดีที่สุด นอกเรื่องไปไหนได้ทั้งนั้น (ชอบห้องนี้จัง)

ฉันทำงานเสร็จเร็ว เพราะผู้โดยสารของฉันกับบิวมีไม่มาก ฉันบอกบิวว่า

“บิวดูผู้โดยสารนะ พี่จะไปช่วยข้างหลัง”

“อือฮึ” บิวรับคำ ต่อท้ายไล่หลังมาว่า

“พี่รินยังมีกะใจทำงานเนอะ เป็นบิวคงร้อนรุ่มกลุ้มจาย ทำอะไรไม่ได้เล้ยย คิดถึง Sleepless in Narita ใช่ม้าพี่ริน บอกบิวมาเลย บิวดูออก บิวเป็นคนอยากรู้แล้วต้องรู้ ไม่งั้นตายตานอนไม่หลับ เอ๊ย ตายตาไม่หลับ พูดถูกมั้ยกรู”

ฉันเดินหนีคำถามของบิวไปที่ช่วยทำงานที่ชั้นประหยัด มันไม่ใช่หน้าที่ที่เราต้องไปช่วยงานในโซนที่ไม่ได้รับมอบหมายให้ทำงาน หากเป็นน้ำใจมากกว่า มาเครื่องเดียวกัน ว่างแล้วช่วยๆกัน เดี๋ยวก็เสร็จ การช่วยงานกันเป็นเรื่องธรรมดา ใครไม่ช่วยสิแปลก

เสร็จจากการบริการ พวกเราจะต้องเดินบอกให้ผู้โดยสารช่วยกันปิดหน้าต่าง เนื่องจากจะมีการฉายภาพยนต์ บวกกับเราต้องบินข้ามเส้นแบ่งเวลา ทำให้เวลากลับกลางวันเป็นกลางคืนสลับกัน มืดอยู่ไม่นาน พอข้ามเส้นแบ่งเวลา กลายเป็นกลางวันไปเฉย การปิดหน้าต่างจึงช่วยให้ในเครื่องมืดลง สะดวกสบายในการนอนพักผ่อนของผู้โดยสาร

เวลาไปอเมริกา ร่างกายพวกเราต้องปรับตัวกับเวลาที่เปลี่ยนไปมาก การสลับเวลาไปถึงสิบสี่สิบห้าชั่วโมง ทำให้นาฬิกาในตัวรวนไปเลย

งานของพวกเรา ต้องปรับตัวกับเวลาที่ไม่เป็นเวลา หมายถึงว่า เราต้องพยายามปรับตัวให้ได้ตามเวลาของประเทศที่เราไปพัก กินนอนตามเวลาของเขา ซึ่งไม่ตรงกับเวลาบ้านเรา พวกเราส่วนใหญ่จึงเป็นโรคกระเพาะ โรคเครียด โรคภูมิแพ้ โรคคิดถึงบ้าน โรครักๆหลงๆดีมั่งร้ายมั่ง รวมๆแล้วเรียกว่า โรคจิต 5555


ตอนนั้นหนังเรื่อง Sleepless in Seattle กำลังดัง ดารานำแสดงคือ ทอม แฮ้งคส์ กับ เม็ก ไรอัน คู่ขวัญ (ในการแสดง)กัน พอดีกับเอามาฉายบนเส้นทางบินไปซีแอ๊ตเติ้ล ผู้คนจึงสนใจชมมากกว่าปกติ รวมพวกเราด้วย แอบดูนะ ดูให้ผู้ใหญ่เห็นไม่ได้ ดูได้บ้างไม่ได้บ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไปหาดูเอาเองได้ ตามดูเวลาบินไฟลท์อื่นเอามั่ง
หนังที่เอามาฉายให้ดูบนเครื่องจะได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี ล้วนเป็นหนังใหม่ที่ยังไม่เข้าโรงฉายด้วยซ้ำ

ฉันดูหนังเรื่องนี้แล้วกลับชอบ บิล พูลแมน ที่เล่นเป็นแฟนนางเอก มากกว่า ฉันว่าเขาหล่อกว่าทอม แฮ้งคส์ เยอะะเลย (บ้าคนหล่ออีกแล้ว ..ไม่เข็ดๆ)

บิวแอบดูหนัง แล้วมาบอกฉันว่า เป็นครั้งแรกที่บิวได้ไฟลท์นี้ เธอจึงอยากเข้าไปเที่ยวในเมืองซีแอ๊ตเติ้ลมาก เห็น
ฉากในหนัง ยิ่งอยากเที่ยว เรามีเวลาแค่สองวันสองคืน โรงแรมที่พักอยู่ชานเมือง ต้องเช่ารถขับเข้าไปในตัวเมืองซึ่งใหญ่มาก การเช่ารถในอเมริกาไม่ยาก เพียงมีบัตรเครดิตและใบขับขี่ สากล (ที่ในหมู่ผู้ชายของเราจะมีกันแทบทุกคนในยุคนั้น) สามารถเช่ารถได้ทันใจซะไม่มี

นัดกันไปมา ตกลงว่าจะเข้าไปเที่ยวในตัวเมืองห้าคน คือพี่กล้าเป็นคนขับรถ สลับกับพี่ป๋อง มีผู้โดยสารคือพี่จี๊ด บิว และฉัน บิวมากระซิบสรุปกับฉันว่า

“ตกลงเราไปกันห้าสาวนิพี่ริน ไม่ต้องห่วงกลัวโดนปล้ำ อิอิ”

บิวพูดถูก ทั้งพี่กล้าและพี่ป๋องล้วนไม่ชอบมีแฟนเป็นผู้หญิง

ลืมเล่าไปเลยว่า ไฟลท์นั้น ผู้โดยสาร 3A ของพี่จี๊ดเป็นหนึ่งในเจ้าของห้างสรรพสินค้า Nordstorm จริงๆ ส่วนข้อมูลอื่น..ผิดโม้ดด

มหาเศรษฐีคนนั้นแก่แล้ว อายุน่าจะเฉียดเจ็ดสิบ หัวค่อนข้างล้านตามแบบฝรั่งอายุมาก หน้าตาใจดีมีเมตตา ท่านถามพี่จี๊ดว่าลูกเรือทั้งหมดกี่คน พี่จี๊ดบอกว่า 21 คน คุณตาท่านบอกเลขา(หนุ่ม)ผู้น่าจะเป็นที่มาของข้อมูลว่าหล่อมั่กๆ ให้หยิบกระเป๋าเอกสารหลุยส์ วิตตอง อย่างสวยของท่านออกมาเปิด หยิบซองสวยงามประทับตราห้างส่งให้พี่จี๊ด 21 ซอง ให้พี่จี๊ดแจกลูกเรือทุกคน คนละซอง


ซองยาวหรูมาก เป็นกระดาษแข็งสีครีม เดินขอบทอง แต่ของในซองทำเอาพวกเราอึ้งไปเลย

บัตรของขวัญ ใบละ100 เหรียญ 5 ใบ (อื้อหือ โอ้โฮ..รวยแถมใจดีอีกต่างหาก)

บัตรทองวีไอพี ใช้ลดราคาสินค้าทุกแผนก (ไม่มียกเว้นฟาสฟู้ดส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต แผนกอื่นๆ....แบบห้างบ้านเรา) 40% มีอายุการใช้งานสองปี ซื้อได้ไม่จำกัด ส้มหล่นเจงๆ เจ้าค่ะ

นี่แหละของจริง ไม่ต้องมีโปรโมชั่นใดๆ ให้เมื่อย




เครื่องลงที่สนามบินซีแท็คตามเวลา สนามบินระหว่างประเทศ ( International Airport)ที่ซีแอ๊ตเติ้ลมีสองแห่ง คือ SEATTLE TACOMA INTERNATIONAL AIRPORT
กับสนามบิน KING COUNTY INTERNATINAL AIRPORT

สนามบินแรก ที่เครื่องของเราไปลง เรียกกันย่อๆว่า ซีแท็ค (SEATAC) เป็นสนามบินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ สนามบินนี้ใหญ่มาก เพราะซีแอ๊ตเติ้ลเป็นเมืองหลวงของรัฐวอชิงตัน เป็นเมืองท่า เมืองอุตสาหกรรม แถมยังอากาศดีตลอดปีเหมาะแก่การท่องเที่ยวอีก จนได้ชื่อว่า THE EVERGREEN STATE

ส่วนสนามบินที่สองเป็นสนามบินสำหรับพวกไฮโซ เซเลบริตี้ทั้งหลายแหล่ มีเครื่องบินส่วนตัวไปไหนมาไหน รวดเร็ว ไม่ต้องกลัวรถติด ไม่ต้องกลัวตกเครื่อง มีนักบินส่วนตัว ลูกเรือส่วนตัว สุขสบายสมฐานะ

อะไรจะรวยกันปานนั้น แต่คำกล่าวที่ว่า เงินซื้ออะไรไม่ได้ทุกอย่างเป็นความจริง แค่ซื้อได้เกือบทุกอย่าง..เท่านั้นเอง ....
---------------------------------------------------------------------------------------------------------

(คำถามของตอนที่ 12 ...ท่านผู้อ่านคิดว่าเงินซื้อความรักความจริงใจได้แค่ไหน?

ส่ง SMS มาตอบกันได้ในทู้นี้ค่า ใครตอบโดนใจจะให้รางวัลบัตรของขวัญเซ็นทรัล ห้าร้อยบาท หกรางวัล

หมดเขตส่งคำตอบ.... เมื่อโพสท์ตอนที่สิบสาม

อิอิ มีเซอร์ไพร้ซ์เหมือน AF3 จาก...แอร์กี่)

ตอนนี้ยังไม่เข้มข้นใช่มั้ยล่ะคะ อ่านไปก่อนๆ ใจเย็นๆ อยากเล่าเรื่องซีแอ๊ตเติ้ลให้ฟังเพราะชอบเมืองนี้มากพอๆกับชอบซานฟรานซิสโก นึกซะว่าแอร์กี่พาเที่ยวคลายเครียดเรื่องรักซ้อนซ่อนรักของรินเสียหน่อย เพราะเรื่องที่เกิดต่อมามันทรมานใจนัก ฮือๆๆๆๆๆ (เล่าแน่แต่รอแป๊บ ขอพาทัวร์ซีแอ๊ตเติ้ลหน่อยน่า ไหนๆก็ไหนๆแล้ว)

โรงแรมที่พวกเราพักที่ซีแอตเติ้ลเป็นโมเต็ลเล็กๆ มีตึกสองชั้นซึ่งใช้เป็นร้านอาหารไทยชื่อร้านใบตอง (ที่อร่อยขึ้นชื่อมาก)อยู่ด้านหน้า ถัดไปมีบันไดหินราวสิบห้าขั้นสำหรับเดินขึ้นไปอีกตึกหนึ่ง (ซีแอ๊ตเติ้ลเป็นเมืองที่มีเนินเขามากเหมือนซานฟราน บ้านเมืองเลยไม่เป็นแถวเป็นแนวในทางตรง แต่จะเป็นแถวเป็นแนวแบบขึ้นๆลงๆ)

สองข้างทางบันไดเป็นแปลงดอกกุหลาบดอกโต กลีบแข็ง ไปเมื่อไหร่ก็เห็นออกดอกหลากสี แม้ยามอากาศหนาวเย็นมาก สมชื่อ EVERGREEN STATE พวกเราหลายคนเคยพยายามเอากุหลาบที่นั่นมาปลูกแต่ไม่ค่อยสำเร็จ ถิ่นใครถิ่นมันมั้ง ต้นไม้ของที่ใดย่อมเคยคุ้นกับการเติบโตแบบอากาศที่นั้นมากกว่าแปลกที่

ตึกที่สองที่ต้องขึ้นบันไดไปนั้นเป็นที่พักของพวกเรา เดินเข้าไปเป็นล้อบบี้ มีหม้อกาแฟแก้วตั้งไว้บนเตาพร้อมถ้วยกระดาษแบบดื่มแล้วทิ้งและเครื่องปรุงรสกาแฟเพียบพร้อม

คนอเมริกันนิยมดื่มกาแฟกันตลอดเวลา ไปไหนๆมีหม้อกาแฟแบบนี้ตั้งไว้ทั่วไปหมด รสชาดกาแฟเหมือนๆกันคือค่อนข้างจืดๆใสๆ ไม่เข้มข้น เอาไว้ดื่มกันได้ดื่มกันดีทั้งวี่ทั้งวัน
อยู่อเมริกาเลยต้องเล่าเรื่องไปเรื่อยๆไม่เข้มข้น เลียนแบบกาแฟตามหม้อแก้วในอเมริกา

ยกเว้นที่สตาร์บั๊คส์

ร้านกาแฟ STARBUCKS ร้านแรกอยู่ที่ซีแอ๊ตเติ้ลนี่เอง

พวกเราตกลงกันว่าจะเช่ารถไปเที่ยวในเมืองกันเลย ทั้งที่ควรจะนอนพัก แต่เรื่องเที่ยวล่อใจอยู่เลยลุยเที่ยวก่อน

จุดหมายแรกคือ PIKE PLACE MARKET ตลาดนัดกลางเมืองที่มีทู้กอย่าง ถูกใจขาช้อปแบบพวกเราอย่างยิ่ง วันนั้นเป็นวันเสาร์ นักท่องเที่ยวและชาวเมืองเดินกันให้วุ่น จนพี่กล้ากับพี่ป๋องบ่นว่าเราเดินกันห้าคนน่ากลัวจะมีหลงกันแน่ เลยหาจุดนัดพบไว้ว่าเป็นอีกสามชั่วโมงเจอกันที่ร้านสตาร์บั๊คส์ ที่ที่เรายืนดื่มกาแฟกันอยู่นั่นเอง

สตาร์บั๊คส์ร้านแรกของโลกเชียวนะ เป็นร้านแบบเปิดโล่ง กลิ่นกาแฟหอมหวนไปไกลเหมือนกลิ่นโรตีบอยที่ถนนสีลมบ้านเรายังไงหยั่งงั้น

ประวัติความเป็นมาของสตาร์บั๊คส์ ไปอ่านดูได้ที่เว็บไซด์ของเค้า เสริมนิดนึงว่าชื่อ STARBUCK นี่เจ้าของผู้ก่อตั้งเอามาจากชื่อตัวละครแสนดีคนหนึ่งในวรรณกรรมอเมริกันเรื่อง MOBY DICKซึ่งเป็นเรื่องของนักล่าปลาวาฬกับปลาวาฬเพชฌฆาต เคยสร้างเป็นหนังด้วย พระเอกคืออิชมาเอล แสดงโดยพระเอกชื่อดังยุคนั้นที่ฉันเองยังเกิดไม่ทัน ชื่อเกรเกอรี่ เป็ค (Greygory Peck) คุณแม่ฉันบอกว่าดาราคนนี้หล่อมาก คนไทยชอบรียกเขาว่า “แกงกะหรี่เป็ด”

เรียกซะเสียหายหลายเลยนะเนี่ย

ฉันเดินดูของไปเรื่อย มีของที่ระลึกมากมาย ฉันซื้อกระดิ่งได้หลายใบ ฉันชอบสะสมของที่ระลึกที่เป็นรูปกระดิ่ง จะเป็นของเก่าหรือของใหม่ หรือเลียนแบบของเก่าฉันซื้อหมดถ้าไม่แพงมาก

ฉันยังสะสมกระดิ่งมาจนทุกวันนี้ และพบว่าของที่ระลึกเป็นรูปกระดิ่งหาได้ไม่ยากเลย

ฉันมีกระดิ่งคริสตัล แก้ว พอร์ซเลน กระเบื้องเคลือบ เซรามิค ฯลฯ หลายขนาด เยอะมาก แต่ไม่รู้จะสั่นเรียกใคร 5555

ฝรั่งมองบิวกันใหญ่ ด้วยความสามารถพิเศษของเธอในการแต่งกายงดงามสะดุดตา รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น สูงเพรียว ดูเหมือนนางแบบเยื้องย่างออกมาจากปกหนังสือดังๆ บิวเองรู้ตัวว่าเป็นเป้าสายตาเลยยิ่งกรี๊ดกร๊าดหนัก

ฉันเดินที่ตลาดนัดอย่างเพลิดเพลินเจริญใจ คลายทุกข์ใจเรื่องพี่หนิงกับเชอร์รี่และพี่อินกับความใจง่ายของฉันเองไปได้มาก

ฉันนึกถึงวันคืนที่นาริตะกับพี่อินอยู่ตลอดเวลา นึกไปถึงว่าขากลับจะได้พบเขาอีก แล้วเราคงต้องเลยตามเลยอีกหรือเปล่า ยามนั้นฉันนึกไม่ออกเลยว่าเรื่องราวจะเป็นไปในรูปใด แต่ในภายหลังเมื่อย้อนกลับไปนึกถึง ฉันได้แต่ยอมรับสภาพกับเรื่องแย่ๆที่ฉันก่อขึ้นมา (ต้องบอกว่าพี่อินกับรินช่วยกันก่อมากกว่า คนหนึ่งก่อไฟ อีกคนเติมเชื้อไฟ ไม่ดีทั้งคู่ อย่าเอาอย่างเชียว)

สำหรับฉัน มันคงกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ นอกจากเอามาป็นข้อเตือนใจ ไม่ให้ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้ง เมื่อเราตกอยู่ในสถานะการณ์ที่ใช้ความรู้สึกตัดสิน โดยไม่ได้ใช้ความคิดไตร่ตรอง โดยอยากลองลิ้มสิ่งที่ผิดๆ แม้จะเป็นเรื่องง่ายๆที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจ แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเกิดกับตัวเองแล้ว เราอาจกลายเป็นพวก “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” ก็ได้

ครบสามชั่วโมง เราไปเจอกันที่สตาร์บั๊คส์ อวดข้าวของกัน สั่งกาแฟมาดื่ม แล้วทฤษฎีที่ว่าโลกกลมก็เป็นจริงอีกครั้ง

ฉันเจอหนุ่ยโดยไม่คาดฝัน หนุ่ยมากับหนุ่มชาวอเมริกันผมทอง ตาฟ้า หล่อมาก เท่ห์มาก ประมาณ แบร๊ด พิทท์ กับจอห์นนี่ เด๊ปป์ ปนๆกัน หนุ่ยแนะนำว่าเป็นเพื่อน (แบบไหนไม่รู้)ชื่อมาร์ค เราทักทายหนุ่ยกันอย่างดีใจสุดๆ โดยเฉพาะบิว ที่จ้องมาร์คแบบไม่เกรงใจใคร

ตอนนั้นหนุ่ยเรียนจบปริญญาเอกแล้ว รับราชการอยุ่ที่กระทรวงการต่างประเทศ หนุ่ยบอกพวกเราว่ามาประชุมที่ซีแอ๊ตเติ้ล และจะกลับกรุงเทพในอีกสองวัน ซึ่งจะไม่ได้เจอพวกเราบนเครื่อง เพราะเป็นวันที่เราต้องบินไปเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส

“ริน เป็นไงมั่ง ผอมจังเนี่ย พี่หนิงเลี้ยงไม่ดีใช่มั้ย แล้วแม่บิวตี้ฟูล ฟูลออพชั่นนี่ หยุดจ้องจะกินเพื่อนชั้นซักทีได้มั้ย เฮอะ พี่ป๋องอ่ะ ปากดำ หยุดสูบบุหรี่ซักทีสิฮะ บุหรี่มวนหนึ่งทำลายชีวิตไปสิบเอ็ดนาที พี่กล้าตอนนี้เลื่อนจากสวส. เป็น ผกก.ยัง แล้วพี่จี๊ด สวยขึ้นจม เอ๊ะ ยัยบิวนี่ ชั้นบอกไม่ให้จ้องๆ เสียมารยาทหญิงไทยหมดนะตะเอง....บลาๆๆๆ”

หนุ่ยยังคงพูดต่อเนื่องแบบไม่สนใจคนฟังเหมือนเคย บิวค้อนขวับใส่หนุ่ย
“เอ๊า เพื่อนพี่หนุ่ยอยากเกิดมาหล่อทำมั้ย แล้วดูดิ ต่อหน้าพี่หนุ่ยแท้ๆ มองบิวอย่างกะผีเห็นโลงไม่แย่งหรอกน่า แฟนหนุ่ยที่เดนมาร์กหล่อแบบนี้แหละ เห็นมาร์คแล้วเลยเสียว คิดถึงแฟน ฮี่ๆๆๆ”

เย็นวันนั้น หนุ่ยกับมาร์คไปดินเน่อร์อาหารทะเลกับพวกเราที่ ALKI BEACH ชายหาดที่มีทางเดินยาวมากเลียบชายหาด มีร้านขายของมากมายอีกแล้ว

อาหารทะเลที่นั่นสดมาก หนุ่ยชวนฉันทานปูที่ตัวโตที่สุดที่เคยเห็นมา เนื้อหวานมาก ไม่ต้องจิ้มอะไรเลยก็อร่อย กุ้งล็อปสเตอร์ตัวใหญ่ เนื้อแน่นหอม อืมมม อาหารทั่วโลกนี่ล้วนแต่อร่อย ยิ่งหากได้ทานกับกลุ่มเพื่อนที่เข้ากันได้ยิ่งอร่อยไปกันใหญ่ ข้างๆโต๊ะเรามีวงดนตรีเล่นเพลงเอลวิส พอดื่มไวน์ได้ที่ พี่กล้าเข้าไปคุยกับนักดนตรี โดยที่พวกเราไม่ทราบมาก่อนว่าพี่กล้าชอบร้องเพลง พี่กล้ารับไมค์จากนักดนตรี แล้วเสียงทุ้มนุ่มก็ดังขึ้น


Love me tender, love me sweet, never let me go.
You have made my life complete and I love you so.
Love me tender, love me true, all my dreams fulfill.
For, my darlin', I love you and I always will.
Love me tender, love me long, take me to your heart.
For it's there that I belong and we'll never part.
Love me tender, love me true, all my dreams fulfill.
For, my darlin', I love you and I always will.
Love me tender, love me dear, tell me you are mine.
I'll be yours through all the years till the end of time.
Love me tender, love me true, all my dreams fulfill.
For, my darlin', I love you and I always will.

พี่กล้าร้องเพลงราวนักร้องอาชีพ ราวเอลวิสคืนชีพ เพลงของพี่กล้าทำเอาฉันตัวร้อนวูบวาบ คิดถึงพี่อินกับเรื่องที่เกิดขึ้นสดๆร้อนๆ (ฉันนี่เลวจัง ขอด่าตัวเองหน่อย)

พี่กล้าทำเอาทุกคนปรบมือดังลั่นหลังเพลงจบ มีคนขอให้ร้องอีก พี่กล้าปฏิเสธอย่างสุภาพ แถมมาบอกพวกเราว่า ของดีมีน้อย เลยได้รู้กันวันนั้นว่าพี่กล้ามีสายเลือดศิลปิน พี่สาวพี่กล้าทั้งสวยทั้งเป็นนักร้องที่ดังมากในยุคก่อนหน้านั้น

แปลกที่พี่กล้าไม่ยึดการร้องเพลงเป็นอาชีพ แต่กลับมาเป็นสจ๊วตเพราะพี่กล้าบอกว่า คนแบบพี่กล้ามาทำงานบริการดีกว่าเป็นนักร้อง เดี๋ยวมีสาวมาติดแล้วไม่รู้จะบอกยังไงไงว่า ชั้นไม่ชอบผู้หญิง

พี่กล้า นอกจากเป็นอินไฟลท์แมแนเจอร์แล้วยังมีตำแหน่งหน้าที่ สืบสวน สอบสวนลูกเรือที่กระทำผิดกฎบริษัท เช่น ลืมไปบิน ไม่อยู่บ้านตอนสแตนด์บาย แต่งกายผิดกฎ ทะเลาะกับผู้โดยสารหรือเพื่อนร่วมงานและโดนรายงานจากคู่กรณี พี่กล้าจะเรียกตัวลูกเรือที่ทำผิดหรือโดนหาว่าผิดไปสอบสวน (หนุ่ยเลยเรียกพี่กล้าว่า สวส.=สารวัตรสืบสวน)

เมื่อมีโอกาส ฉันจึงคุยกับพี่กล้าเรื่องที่ฉันได้โน้ตหยาบคายจากเชอร์รี่ พี่กล้าบอกให้ฉันเอาไปให้พี่กล้าดู เพื่อที่พี่กล้าจะได้ “ดำเนินคดี” กับเชอร์รี่

โน้ตที่เก็บไว้ ช่วยฉันได้ตอนนั้นเอง ขอเล่าข้ามไปเลยว่า เมื่อฉันเอาโน้ตไปให้พี่กล้า พี่กล้าอ่านแล้วตกใจมากว่าทำไมเชอร์รี่ถึงเขียนอะไรได้แบบนั้น พี่กล้าเอาลายมือเชอร์รี่ไปเทียบกับลายมือที่หล่อนเขียนไว้ตอนสมัครเข้าทำงาน ให้ผู้เชี่ยวชาญทางลายมือพิสูจน์ หลักฐานมัดตัวจนเชอร์รี่ต้องรับสารภาพ

โทษที่เชอร์รี่ได้รับคือ ...หักเงินเดือน 25 % เป็นเวลาหนึ่งปี

รวมกับทำทัณฑ์บนไว้ว่าถ้าเธอเขียนด่าฉันอีก จะต้องโดนลาออกจากบริษัท

และเป็นที่มาของการใส่กุญแจBOX ทั้งหมดของลูกเรือ

สิ่งที่เชอร์รี่ทำกับBOX ของฉัน และฉันโกรธมากคือ หล่อนเอารูปที่ฉันถ่ายบนเครื่องกับพระบรมวงศานุวงศ์องค์สำคัญที่ทรงน่ารักเหลือเกินองค์หนึ่งไปทั้งอัลบั้มที่มีคนอัดมาใส่BOX ให้ฉัน เชอร์รี่เอารูปฉันไปทำอะไรรู้ไหม

หล่อนเลือกตรงที่มีใบหน้าฉัน เอามีดกรีดๆไว้ แล้วตัดรูปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ส่งคืนมาใน BOX

รูปนั้นอัดใหม่ได้ แต่ความรู้สึกเลวร้ายที่ฉันมีต่อหล่อนทวีขึ้น ฉันเกลียดเชอร์รี่ คงพอๆกับที่เชอร์รี่เกลียดฉัน

ยัยคนนี้เป็นอะไรมาเกิด อยากรู้จริงๆ
ย้อนกลับมาที่ซีแอ๊ตเติ้ล คืนนั้นสนุกสนานมาก ฉันไม่ค่อยมีโอกาสคุยกับหนุ่ยเป็นการส่วนตัวมากนัก พวกเราแยกกับหนุ่ยกลับโรงแรมที่พัก ฉันหลับไปด้วยความเพลียมาทั้งวันทั้งคืน

ตื่นมาอีกที แปดโมงเช้า เสียงโทรศัพท์ดัง

“ฮัลโหล” ฉันงัวเงียรับโทรศัพท์

“รินค้าบบบ พี่ตามหาตัวรินจะแย่ เมื่อวานไปไหนมา พี่โทร.มาหลายครั้งเลย”

พี่อินนั่นเอง เขาโทร.มาจากแอลเอ

“รินไปเที่ยวในเมืองมาค่ะ เจอหนุ่ยด้วย สนุกดีค่ะ”

ฉันตอบพี่อินไปและเล่าเรื่องพี่กล้าร้องเพลงเพราะ เรื่องบิวแต่งตัวสวย เรื่องหนุ่ย

“เล่าใหญ่เลย ได้ยินเสียงรินแล้วชื่นใจจัง อีกสี่วันเจอกันที่นาริตะนะจ๊ะ”

คุยกันสักพัก วางหูกันไป ฉันคำนวณเวลา ตอนนั้นบ้านเราห้าโมงเย็น ความรู้สึกผิดในใจทำให้ฉันไม่ค่อยอยากโทร.กลับบ้าน เกรงว่าพี่หนิงจะจับพิรุธได้ ..

ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าพี่หนิงไประเริงอยู่กับยัยผลไม้ที่ยุโรป

และไม่รู้ว่าจะไม่ได้เจอพี่อินที่นาริตะอีก

วันนั้น ฉันนั่งรถของโรงแรมไปศูนย์การค้า ลูกเรือที่ซีแอ๊ตเติ้ลมีสองกลุ่ม คือกลุ่มที่รอจะบินไปดัลลัสกับกลุ่มที่บินมาจากดัลลัส รวมทั้งหมดเกือบห้าสิบคน บางคนพาครอบครัวมาด้วย ทางโรงแรมจัดบริการรถไปตามสถานที่ต่างๆทุกหนึ่งชั่วโมง โดยมีพนักงานขับรถเป็นหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเยอรมัน ชื่อป้าคริส พวกเราไม่มีใครไม่รู้จักคริส เธอจะมารับเราจากสนามบิน ขับรถตู้คันใหญ่แบบที่มีแต่เฉพาะในอเมริกาเท่านั้น

เมื่อถึงโรงแรม คริสจะจัดตารางการเดินรถของเธอไปตามที่ต่างๆ ส่วนมากเป็นแหล่งช้อปปิ้ง เธอจะตะโกนบอกพวกเราด้วภาษษอังกฤษสำเนียงเยอรมันของเธอ

“You guys,listen to me ..first trip today..eleven a.m”

พวกเราจ่ายค่ารถคริสเป็นรายหัว คนละห้าดอลล่าร์ มีคนแอบเม้าท์ว่าคริสรับเละ แถมไม่เสียภาษีอีก

แต่เธอเป็นคนน่ารัก จำแม่น ใครที่ไปกับเธอไม่ต้องกลัวว่าจะตกรถ เพราะเมื่อถึงเที่ยวสุดท้าย คริสจะกวาดตานับจำนวนพวกเรา บอกเลยว่าครบไม่ครบ ขาดกี่คน แล้วรออยู่ที่จุดนัดพบจนครบคน ข้อสำคัญ คริสมีน้ำใจ ใครอยากจะไปที่ใดพิเศษนอกทาง เธอจะบริการให้อย่างเต็มใจ ด้วยรอยยิ้มเอ็นดูราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา

พวกเราส่วนใหญ่มักจะตรงเวลา ด้วยอาชีพนั้น การตรงต่อเวลาสำคัญมาก

สมัยนี้ เด็กๆนัดกัน ไม่ค่อยจะซีเรียสเรื่องเวลา โทรศัพท์มือถือมีกันทุกคน มีอะไรเปลี่ยนแปลงโทร.หากันได้ตลอด ฉันเองต้องปรับตัว เวลานัดกับเพื่อนรุ่นเด็กกว่ามากๆ ต้องเน้นเป็นพิเศษว่า มาให้ตรงเวลาเน้อ ไม่งั้นไม่รอ แต่กระนั้นยังมีคนสายจนได้ แบบนี้ต้องจับไปเป็นลูกเรือให้เข็ด เพราะไปสายสามครั้งโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เชิญลาออกไปเลย

ทุกคนไปห้าง NORDSTORM เพราะบัตรของขวัญกับบัตรลดราคาที่ได้รับมามันร้อนรุ่มอยู่ในกระเป๋า ต้องรีบไปใช้จ่าย (นี่ฉันไม่ได้ค่าสปอนเซ่อร์จากห้างนี้เลยนะ อย่าเข้าใจผิดว่ามาโฆษณาแอบแฝง อิอิ)

ห้างนี้หรูหรา มีสินค้าดีๆไปจนถึงดีเยี่ยม ให้เลือก ถ้าเปรียบกับเมืองไทยน่าจะคล้ายเซ็นทรัลชิดลม หรือพารากอน ประมาณนั้น

สุดท้ายทุกคนหอบข้าวของกันราวกับจะไปเปิดร้านขายของ กลับถึงโรงแรมก็อย่างเคย คือเอาของออกมาอวดกัน กรี๊ดกร๊าดว่าของใครสวย ของใครเจ๋ง แล้วไปซื้อตามกันอีก

เป็นกิจวัตรประจำของลูกเรือที่ชอบซื้อของตามกัน ใช้ของเหมือนๆกัน มีอะไรบอกต่อกัน (ทุกเรื่องเลย)

วันรุ่งขึ้น พวกเราจะบินไปดัลลัส ค้างที่นั่นหนึ่งคืนแล้วบินกลับมาอยู่ที่ซีแอ๊ตเติ้ลอีกหนึ่งคืน พวกเราไม่ต้องคืนห้องที่ซีแอ๊ตเติ้ล เอาไปเพียงสัมภาระสำหรับค้างคืนเพียงคืนเดียวเท่านั้น ขณะที่ฉันกำลังแต่งตัวเตรียมไปบินอยุ่นั้น โทรศัพท์ดัง

“ฮัลโหล รินพูดค่ะ”

“ริน นี่พี่กล้านะ OB เทเล็กซ์มาให้ริน passive กลับกรุงเทพด่วน รินอย่าเพิ่งตกใจนะ ลูกชายรินป่วย ไม่มากหรอก รินเก็บกระเป๋าใหญ่ทันมั้ย ถ้าไม่ทันเดี๋ยวพี่กลับมาจากดัลลัสจะจัดการให้ ริน ริน อ้าว..ฟังอยู่ป่าวเนี่ย เงียบไปเลย ใจเย็นๆๆอย่าเพิ่งตกใจไป”

พี่กล้าพูดต่ออะไรอีกไม่ทันฟังแล้ว หูได้ยินแต่ “ลูกชายรินป่วย”

นี่ไง กรรมติดจรวด ตามทันทันที ฉันทำไม่ดีไว้ไม่กี่วันก่อน ส่งผลให้ลูกชายของฉันป่วย ลูกก้อนเมฆน้อยๆของแม่เพิ่งสี่เดือนกว่า แล้วลูกเป็นอะไรไปหนอนี่ ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เรียกไปเลขหมายที่บ้าน ไม่ได้คิดเลยว่าเวลานั้นที่กรุงเทพกี่โมงกี่ยามกัน น้องหนอนเป็นคนรับโทรศัพท์ เธอบอกฉันว่าน้องก้อนเมฆท้องเดิน ตัวซีดมากตอนไปโรงพยาบาล ลูกรุ้งตามไปด้วย ส่วนคนที่โทร.บอกบริษัทคือคุณแม่ฉันเอง ฉันถามถึงพี่หนิง น้องหนอนบอกว่าพี่หนิงไปบินหลายวันแล้ว ตอนนั้นฉันเบลอมาก ห่วงลูกจนเกือบทำอะไรไม่ถูก พยายามตั้งสติอย่างยากเย็น
เลยไม่ได้จดได้จำวันน้นเป็นวันหยุดของพี่หนิง และพี่หนิงบินแถบเอเชีย ไม่มีไฟลท์ไปหลายๆวันอย่างที่น้องหนอนบอกเสียหน่อย

ฉันโทร.ไปที่บ้านคุณแม่ น้อยมารับสาย บอกว่าคุณตาคุณยายอยุ่ที่โรงพยาบาลกับนิ่มนวล ซึ่งเป็นคนพาน้องไปโรงพยาบาลตามคำบอกของคุณแม่ฉัน มาทราบภายหลังว่าลูกท้องเสียหนักมาก นวลไปบอกคุณแม่พี่หนิง แต่คุณแม่กำลังอยู่ในวงไพ่ตอง ที่เล่นกันในหมู่คุณหญิงคุณนายแถวนั้น ใช้บ้านคุณแม่ตั้งวง เล่นกันทุกวัน บางวันเล่นข้ามวันข้ามคืน

คุณแม่พี่หนิงบอกให้นวลโทร.ไปแจ้งคุณแม่ฉัน เพราะเธอกำลังยุ่ง (เล่นไพ่ )

ไม่แม้แต่จะเดินมาดูหลานชายคนเดียว...กรรม...

แค้นอีกละเรา.....

ชีวิตรันทด…เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่สิบสาม

ฉันรีบเก็บของเสร็จจนได้ด้วยความชำนาญในการจัดกระเป๋า ใจบินไปกรุงเทพแล้ว ลูกเมฆของแม่ อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะลูก ถ้าลูกเป็นอะไร ฉันคงแย่แน่

ฉันนั่งเครื่องกลับโดยเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดธรรมดา นั่งในที่นั่งผู้โดยสาร ลูกเรือที่เดินทางแบบนี้เรียกว่า passive crew

ห่วงลูกเป็นมากมายอย่างไร ฉันได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจในวันนั้นเอง

แต่ฟ้ายังเห็นใจฉันอยู่ จึงส่งหนุ่ยมานั่งเป็นเพื่อนฉันอีกครั้ง หนุ่ยเดินทางกลับกรุงเทพวันนั้น พอทราบเรื่อง หนุ่ยรีบย้ายมานั่งข้างๆฉันทันที

“ริน อย่าเพิ่งคิดมาก หลานชายรูปหล่อของลุงหนุ่ยต้องไม่เป็นไรหรอกนะ”

ฉันบีบมือหนุ่ยแน่น หนุ่ยบีบตอบ แล้วทำหน้าที่เพื่อนที่ดีต่อด้วยการชวนฉันทานอาหารที่เพื่อนๆนั่นหละเอามาเสิร์ฟ ต่างคนต่างหยิบอาหารหลายๆอย่างมาให้เราจนผู้โดยสารในที่นั่งถัดไปต้องเดาออกแน่ว่าเราเป็นญาติกับลูกเรือไฟลท์นั้น

ฉันไม่ค่อยมีแก่ใจฟังหนุ่ยคุยเลย แม้หนุ่ยจะพยายามเอ็นเทอร์เทนฉันด้วยการเล่าเรื่อง “เจ้าสาว”ของหนุ่ยให้ฟัง

“ริน ริ้นนน ใจลอยอีกละ จะฟังมั้ยเรื่องคู่หมั้นหนุ่ยน่ะ เค้าสวยนะ” หนุ่ยเขย่าตัวฉัน

“จริงเหรอ หนุ่ยหมั้นเมื่อไหร่ ไม่เห็นรู้เรื่อง ตกข่าวจัง” ฉันเออออไปกับหนุ่ย พร้อมคิดขึ้นมาได้

“ แล้วหนุ่ยเปลี่ยนมาชอบผู้หญิงแล้วเหรอ ไหนเคยบอกรินไงว่า ผู้หญิงน่ะ ไม่ได้แอ้มขาอ่อนหนุ่ยร้อกกก” ฉันแกล้งทำเสียงล้อเลียนหนุ่ย

“ยั้ง ยังไม่ได้หมั้น กำลังจะ going to be หมั้นการเมือง แต่งการเมือง เค้าก็มีแฟนเป็นผู้ชาย หนุ่ยก็มีแฟนเป็นผู้ชาย อือ พูดเองงงเอง คืองี้ เค้าเป็นลูกสาวคนเดียวของ ดร.สนชัย พ่อเค้าอยากได้ลูกเขยเป็นด๊อก เอ๊ยด๊อกเต้อร์เหมือนกัน เลยมาขอหนุ่ยให้ลูกสาวเค้า ดู รินทำหน้า งงเหรอ ...หน้าเอ๋อเชียว รินนี่ มีลูกมีผัวแล้วยังไม่หายคิกขุอะโนเนะอีก ไม่ต้องงง เค้าไม่รู้ว่าหนุ่ยเป็นไง ต่อหน้าเค้าหนุ่ยเก๊กแมนสุดฤทธิ์... ครับ...ท่านครับ...”

ตอนท้ายหนุ่ยทำเสียงแมนมั่กๆ

“แล้วหนุ่ยกะแจ๋ม ตกลงกันว่าแต่งกันไป ต่างคนต่างอยุ่ แจ๋มก็มีแฟนของแจ๋ม หนุ่ยก็มีของหนุ่ยไป เป็นว่าตกลงโอเค ลงตัว พ่อแม่เราทั้งคู่ก็หน้าบานไป นโยบาย win-win ไงล่ะริน”

ฉันเองเพิ่งเคยได้ยินคำว่า win-win จากปากหนุ่ยเป็นครั้งแรก และได้เอานโยบายของหนุ่ยมาใช้ในชีวิตฉันต่อมาอีกหลายเรื่อง - ขอบคุณมากนะจ๊ะหนุ่ยเพื่อน love


“แล้วถ้าแจ๋มเค้าเกิดท้องล่ะหนุ่ย รินหมายความว่า ท้องกับแฟนเค้าที่หนุ่ยอนุญาตให้มาเข้าวินน่ะ”

“ยัยริ้นนน”หนุ่ยทำเสียงสูงแบบอ่อนใจในความปัญญาอ่อนของฉัน

“ถ้าแจ๋มเค้าท้อง หนุ่ยคือพ่อเด็กในนามไง แหม เซ่อจังตัวนี่ ดีซะอีก คนจะได้เลิกนินทาว่าหนุ่ยเป็นเกย์
เศร้าเนอะริน ต้องสร้างภาพหลอกลวงชาวบ้าน เพื่อให้หลายๆคนสบายใจ”

“หนุ่ยขอบอกรินไว้วันนี้เลยว่า วันหนึ่ง หนุ่ยจะให้คนยอมรับเพศที่สามให้ได้ ..แต่วันไหน หนุ่ยยังไม่รู้ หนุ่ยรู้แค่ มันเป็นนโยบายนึงในชีวิตหนุ่ยที่ต้องทำให้ได้ จะช้าจะเร็วไม่รู้..”

แต่จนถึงวันนี้ หนุ่ยยังคงต้องเก๊กแมนอยู่อย่างเดิม คงนโยบาย win-win เอาไว้ ไม่ทราบว่าหนุ่ยลืมนโยบายผลักดันให้ผู้คนยอมรับเพศของหนุ่ยไปแล้วหรือเปล่านี่

หนุ่ยชวนฉันพูดคุย สลับดูหนัง (เรื่องเดิม Sleepless in Seattle)

“ดูมาร้อยสามสิบสองรอบแล้ว ดูอีกก็ได้ เอาเหอะๆ ดีกว่าไม่มีรัยดู” หนุ่ยบ่น

หนุ่ยเป็นเพื่อนที่น่ารักที่สุด ถ้าวันนั้นไม่มีหนุ่ยมานั่งด้วย ฉันคงมัวแต่ร้องไห้ห่วงลูกจนไม่มีจิตใจจะทำอะไรเลย ฉันไม่สงสัยเลยว่าทำไมหนุ่ยจึงก้าวหน้าในการงานมากมาย เพราะหนุ่ยเป็นมืออาชีพ และหนุ่ยจริงใจกับคนที่จริงใจกับหนุ่ย หนุ่ยมักจะเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับเสมอ----- ข้อนี้ผู้ชายอกหลายศอกอีกหลายคนแพ้หนุ่ยราบคาบ


เครื่องลงที่นาริตะก่อน ฉันเดินลงไปกับหนุ่ย ลูกเรือที่จะทำงานช่วงนาริตะ-กรุงเทพ มานั่งรอเครื่องอยู่แล้ว

“อู๊ยย ยัยลูกเจี๊ยบ หน้าแก่เชีย ไม่เห็นไม่กี่ปี นี่มันยังพันพัวกะผัวรินอยู่ป่าว”

หนุ่ยกระซิบ (แบบค่อนข้างดัง)กับฉัน ที่จริงฉันเห็นลูกไก่แว่บๆที่ซีแอ๊ตเติ้ลอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ทันสนใจ ลูกไก่ไหว้หนุ่ยและฉัน ยิ้มหวานเสียงดังมาเลย

“พี่รินขา ทราบข่าวพี่หนิงหรือยัง “
เธอถามฉัน ข่าวอะไรอีกล่ะทีนี้ ..แม่คนนี้ขยันมาบอกฉันเรื่อย นี่หล่อนหวังดีหรือร้ายกันแน่

ฉันยิ้มเย็นให้ลูกไก่ รู้สึกตัวเองเป็นนางร้ายขึ้นมามั่ง

“ลูกไก่มีข่าวอะไรอีกคะ ลูกไก่มาบอกทีไร พี่กลับไปถามพี่หนิง พี่หนิงก็จะบอกว่า อย่าไปฟังมัน พี่ไม่เอามัน มันเลยใส่ไฟให้รินหึง”

ฉันทำเสียงเรื่อยๆ หมั่นไส้ลูกไก่เต็มประดา ไม่มีอะไรทำหรือไง คนกำลังหงุดหงิดห่วงลูกอยู่
หนุ่ยเสริมว่า

“นั่นสิ ลูกไก่นี่น่าไปสมัครเป็นนักข่าวคอลัมน์ซุบซิบมากกว่าเป็นแอร์นะนี่ ไปเหอะริน เดี๋ยวหนุ่ยซื้อกล้องไม่ทัน”
หนุ่ยจูงมือฉันเดิน ทักทายกับเพื่อนบางคน ลูกไก่ไม่ลดละ เธอเดินตามฉันกับหนุ่ยมา

“พี่รินขา คราวนี้ข่าวจริงนะ ลูกไก่รู้ยังโมโหแทนพี่รินเลย พี่หนิงพาเชอร์รี่ไปซูริด ไปไฟลท์เพื่อนลูกไก่เอง เมื่อคืนเพื่อนลูกไก่มานาริตะ แล้วมาเล่าให้ฟัง พี่หนิงนี่เค้าไม่เกรงใจพี่รินเลย ยัยเชอร์รี่ก็หน้าด้าน อยุ่บริษัทเดียวกันแท้ๆทำได้ลง แล้วนี่พี่รินจะทำไงดีคะนี่ ลูกไก่อยากไปตบมันให้พี่จัง ...”


ลูกไก่พูดถึงความประพฤติของเชอร์รี่ ราวกับตัวหล่อนเองไม่เคยทำงั้นแหละ

หนุ่ยรีบลากฉันจ้ำอ้าวไปที่ร้านค้าปลอดภาษี

“ยัยลูกเจี๊ยบนี่ มันสติดีป่ะเนี่ยริน มันด่ายัยผลไม้อย่างกะตัวเองดีซะเต็มประดา เฮ้อออ ..ผู้หญิงแบบนี้ น่าจับไปลงบ่อจรเข้ให้หมด..” หนุ่ยทำหน้าเอาจริงจนฉันขำ

“ช่างเค้าเหอะหนุ่ย พี่หนิงจะพาใครไปไหน รินไม่สนละ รินห่วงแต่ลูก ใจมันจะขาดแล้วนะหนุ่ย”

“โอ๋ๆๆๆๆ รินไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเครื่องลงกรุงเทพ หนุ่ยไปส่งรินเลย ไปเยี่ยมหลานด้วย ยังไม่อยากเข้าบ้านเล้ย เบื่อคุณหญิงแม่คอยจะกระตุ้นให้ไปหาน้องแจ๋มอยู่นั่น”
หนุ่ยทำหน้าเข้ากับคำว่า “เบื่อ” ได้เป็นอย่างดี

“รินช่วยหาของฝากแจ๋มให้หนุ่ยหน่อย อยู่เมกาไม่กล้าซื้อรัยเลย กลัวมาร์กเห็นแล้วงอน”

“เอาไข่มุกสิหนุ่ย ร้านมิกิโมโตะแน่ะ ชอบไม่ชอบก็รู้แหงๆว่าของเลิศ”

สรุปว่าหนุ่ยให้ฉันเลือกสร้อยไข่มุกไปเป็นของฝากว่าที่คู่หมั้น กันคุณหญิงแม่สงสัย

ฉันเลือกได้สร้อยมุกเส้นเดี่ยวสั้นๆ สำหรับสวมติดลำคอ ไข่มุกสีครีมแวววาวเป็นประกายมาก สวยเยี่ยมยอด
จัดได้ว่าไข่มุกของมิกิโมโตะนั้นเป็น

“หนึ่งในเครื่องประดับที่ผู้หญิงรวยๆควรมี”

ขอแอบเล่าเรื่องไข่มุกหน่อยนึง มุกธรรมชาตินับว่าหายากมาก แต่สวยสมกับความหายาก เลยเป็นเครื่องประดับที่แพงที่สุดในโลก แพงกว่าเพชรเสียอีก


โดยทั่วไปที่เราเห็นกันมักจะเป็นไข่มุกเลี้ยง แม้แต่ของมิกิโมโตะ ส่วนมากเป็นมุกเลี้ยง แต่เลี้ยงแบบไหนถึงได้ออกมาเลิศกว่าใครๆต้องไปถามเจ้าของบริษัทเอาเอง

หนุ่ยถามฉันว่า

“รินแน่ใจนะว่าสวย รินแน่ใจนะว่าเค้าจะชอบ รินแน่ใจนะว่าเลือกดีแล้ว”

“แหม หนุ่ย ถึงรินจะกำลังใจคอไม่เป็นที่เป็นทาง แต่รินว่า ของสวยอยู่ตรงไหนเค้าก็แบบ..เปล่งประกายนะหนุ่ย เชื่อรินสิ ผู้หญิงเลิศๆน่ะ เค้าชอบไข่มุก”

“แล้วรินล่ะ ชอบมั้ย”หนุ่ยถาม

“ชอบสิหนุ่ย แต่มันแพงมากเลย รินไม่ซื้อหรอก เก็บตังให้ลูกดีกว่า รินไม่ใช่ไฮโซ ไม่รู้จะใส่ไปไหน”

สุดท้าย หนุ่ยซื้อเส้นที่ฉันเลือก พนักงานขายห่อกล่องไข่มุกอย่างสวยเลย
ก็ญี่ปุ่นเค้าเป็นเจ้าแห่งแพคเกจจิ้งนี่นา


หนุ่ยกับฉันรีบกลับไปขึ้นเครื่องเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพ ฉันลืมนึกถึงเรื่องที่ลูกไก่เล่าว่าพี่หนิงพาเชอร์รี่ไปซูริค (เมืองสวยเมืองหนึ่งในสวิสเซอร์แลนด์ที่สายการบินของเราบิน) เสียสนิท จากนาริตะถึงกรุงเทพ ฉันมัวนึกถึงแต่ลูกก้อนเมฆ สวดมนต์ภาวนาขออย่าให้ลูกเป็นอะไร ไป นึกถึงพี่อิน ฉันฝากบิวไปบอกเขาเรื่องฉันต้องกลับกรุงเทพกระทันหัน ฉันตั้งใจในวันนั้นว่าจะไม่ทำอะไรไม่ดีอีกแล้ว ถ้าฉันมีโอกาสพบพี่อินอีก ฉันจะไม่ยอมให้กิเลสมามีอำนาจเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบของฉันแบบที่ผ่านมา ฉันต้องทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่ทำสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ควรทำ..จริงไหม..

ความวิตกกังวลถึงลูกน้อย ทำให้ความรุ่มร้อนใจของฉันเรื่องพี่อินหายไปอย่างง่ายดาย ฉันไม่รู้สึกตัวร้อนวูบวาบ ใจสั่นหวั่นไหวยามคิดถึงพี่อินอีก ความรักลูกของฉันมีอานุภาพเหนือความรู้สึกที่ฉันมีต่อพี่อิน ทั้งที่ไม่กี่วันก่อน ฉันยังคลั่งไคล้อยู่กับรสสัมผัสของพี่อินอยู่เลย

ถึงกรุงเทพ ฉันรีบโทร.ไปบ้านคุณแม่ น้อยบอกเบอร์โรงพยาบาลให้ ฉันโทร.อีก คุณแม่บอกว่าน้องเมฆเป็นนิวมอเนีย (ปอดบวม) แต่ดีขึ้นแล้ว หนุ่ยไปส่งฉันที่โรงพยาบาล แล้วกลับบ้านไปก่อน เพราะคุณแม่ของหนุ่ยให้คนขับรถที่มารับหนุ่ยเร่งให้หนุ่ยรีบกลับบ้าน

ฉันรีบเข้าไปดูลูก น้องเมฆนอนอยู่ในเตียงเล็กสำหรับคนไข้แผนกเด็กอ่อน ใบหน้าเล็กๆที่เคยผ่องใสของลูกซีดขาว ที่เท้าขวามีเข็มเจาะเพื่อเสียบกับสายน้ำเกลือและยา คุณแม่ฉันเล่าว่าตอนที่คุณแม่ไปพาน้องเมฆมาโรงพยาบาลนั้น คุณหมอบอกว่า ถ้ามาช้าไปอีกหน่อย น้องเมฆคงอาการหนักเกินแก้ไขได้


ฉันมองลูกอย่างสงสารที่สุด ยังไม่ทันถามอะไรนวล คุณแม่ฉันก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“นวลบอกพี่รินเขาไปสิ ว่าทำไมน้องป่วย”

นวลเล่าว่า พี่หนิม น้องสาวพี่หนิงมาเล่นกับน้องหนอน และพอนวลเผลอ เธอ(คงจะ)เข้าไปในห้องที่น้องเมฆหลับอยู่ เอาน้ำ(เย็นๆ)ราดลงไปบนตัวน้องเมฆและที่นอน พร้อมเร่งแอร์ให้เย็นจัด เพียงครู่เดียวเท่านั้น น้องเมฆที่เพิ่งอายุสี่เดือนกว่าก็เป็นปอดบวม

คนอะไรใจมารแท้ ฉันโกรธแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าในชีวิตคนเรา จะมีความรู้สึกโกรธ โมโห แค้น พลุ่งขึ้นมาได้มากมายขนาดนี้
คุณแม่ปลอบฉันให้ใจเย็น ค่อยๆคิด ทั้งที่คุณแม่เองก็โกรธไม่แพ้ฉัน คุณแม่บอกว่า ต่อไป หากฉันมีไฟลท์บิน ให้เอาหลานทั้งสองไปอยู่กับคุณแม่ คุณแม่ไม่ไว้ใจ “พวกคนบ้านนั้น”

คืนนั้นฉันนอนที่โรงพยาบาล น้องรุ้งมานอนด้วย ฉันให้คุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ฉันตาค้าง นอนไม่หลับเลย มองลูกสองคนสลับกันไปมา ตอนนั้นฉันทราบแล้วว่าพี่หนิงไม่อยุ่บ้านมาเกินหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่ลูกไก่บอกว่าพี่หนิงพาเชอร์รี่ไปเที่ยวสวิสคงจะจริง

ฉันเศร้าใจ เจ็บปวด เคียดแค้น สาระพันความรู้สึกร้ายๆโถมเข้ามาในหัวใจ ช่วงเวลาที่เป็นสุขกับพี่อิน จบลงด้วยความเจ็บปวดคนละเรื่องกันไปเลย

ฉันปวดศีรษะมาก ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง ทั้งหิว แต่ไม่มีอารมณ์จะทำอะไร นอกจากย้ำคิดแต่เรื่องพี่หนิง และ ..ครอบครัวที่ร้ายกาจของเขา

วันต่อมา ฉันไปบริษัท ไปทำเรื่องขอลาพักร้อนกระทันหันสองสัปดาห์ แวะไปเช็ค BOX เจอโน้ตเชอร์รี่อย่างเคย (ตอนนั้นเชอร์รี่ยังไม่โดนทัณฑ์บนจากพี่กล้า) ฉันไม่อ่าน ฉีกมันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วเอาไปใส่คืนใน BOX ของหล่อน

ฉันเริ่มต้นร้ายกาจขึ้นมาแล้ว คำว่า "สุนัขจนตรอก" คงเปรียบได้ดีกับสภาพฉันในเวลานั้น

ฉันไม่ยอมอีกต่อไปแล้ว ทุกคนต้องได้รับการเอาคืนจากฉันอย่างสาสม

น้องเมฆอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันพาลูกๆกลับไปอยู่ที่บ้านคุณพ่อคุณแม่ฉัน

ฉันตัดสินใจว่าจะหย่าขาดจากพี่หนิงและขอเลี้ยงลูกเอง แต่พี่หนิงไม่โผล่มาให้เจอเลย เชอร์รี่นี่เธอแน่มากจริงๆเอาพี่หนิงไว้จนอยู่หมัด

( ตอนนั้นมีคนบอกฉันว่าเชอร์รี่ทำเสน่ห์ แต่ฉันไม่ค่อยเชื่อ )

ฉันกลับไปบ้านตัวเอง บ้านว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยว่าพี่หนิงมา หมี (แม่บ้านของฉัน) บอกว่าพี่หนิงกลับมาแล้ว รู้เรื่องน้องเมฆแล้วด้วย แต่ทสิ่งที่ทั้งบ้านของเขายังไม่รู้คือ เรื่องน้องสาวตัวร้ายของเขาเจตนาทำร้ายน้องเมฆ

ฉันเดินไปที่บ้านพี่หนิง คุณแม่เขากำลังอยุ่ในวงไพ่ ฉันเดินเข้าไป ไม่ทรุดตัวลงนั่ง แต่ยืนค้ำหัวเลย ดีมานาน ไม่มีใครเห็น เอาสิ ฉันจะร้ายให้ดู

“คุณแม่คะ เลิกเล่นไพ่ก่อน รินจะมาบอกให้รู้ว่าลูกสาวคุณแม่ตั้งใจจะฆ่าน้องเมฆ รู้มั้ยคะว่ามันเอาน้ำไปราดลูกริน เปิดแอร์เร่งซะเย็น กะให้ลูกรินตาย...”
ฉันยังพูดไม่จบ มีสิ่งของบางอย่างปลิวมากระทบศีรษะ แล้วตกลงแตกกระจายบนพื้นหินขัด

มันคือแก้วน้ำหนาๆแบบที่ใช้กันในบ้านนั้น ฉันเจ็บศีรษะมาก วงไพ่แตกกระเจิงอย่างกับตำรวจมา (มานึกภาพตอนนี้แล้วขำกลิ้ง)

“นี่แน่ะ อีนี่ กรูอยากตบมรึงมานานละ “เสียงยัยหนิมดังอยู่ข้างหู พร้อมกับฝ่ามือของหล่อนฟาดลงมา

แต่ฉันไหวตัวทัน ฉันจับข้อมือหล่อนไว้ แล้วเอามืออีกข้างผลักหล่อนอย่างแรง

“ปาแก้วใส่หัวชั้นเหรอ ชั้นไม่กลัวแกหรอก คนใจร้าย ใจร้ายทั้งบ้าน” ฉันแผดเสียงเข้าใส่มัน กระชากผมมันจนหน้าหงาย ฉันตัวใหญ่กว่า สูงกว่ามันเยอะ (ต้องขอใช้สรรพนามเรียกคนคนนี้ว่า “มัน”) เลือดนักสู้ของฉันน่าจะมีอยุ่ในตัวไม่น้อยเลยทีเดียว

“มรึงแหละ อีตัวดี มารยานัก ..ฉอดๆๆๆๆๆๆ (หยาบมาก-เซ็นเซ่อร์)”

ฉันไม่เคยมีเรื่องถึงกับตีกับใครมาก่อนเลย ครั้งนั้นเป็นครั้งแรก ที่ได้ประสบการณ์ว่าคนเราควรเรียนรู้การต่อสู้ป้องกันตัวเองไว้บ้างก็ดี

รู้งี้เรียนมวยไทยไว้ก่อนหน้านั้นคงดี จะได้เตะมันให้ไส้ทะลัก

“หยุดทีริน หนิม..พอได้แล้ว”

เสียงพี่หนิงดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงกรี๊ดกร๊าดวี๊ดว้ายของเหล่าคุณหญิงคุณนายวงไพ่ พี่หนิงมาจับตัวฉันแยกออกจากน้องสาวเขา

ฉันมัวทะเลาะกับคนบ้านพี่หนิงจนไม่ทันสังเกตว่ารถพี่หนิงเข้ามา กว่าจะรู้ตัว เขาก็จับตัวฉันไว้แน่น

มีเชอร์รี่ยืนมองหน้าฉันแบบสะใจอยู่ตรงนั้น

ชีวิตรันทด...เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่สิบสี่
วันนั้นเป็นวันเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงของฉัน จากรินที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อย อ่อนหวานอดทน และโง่เง่า กลายเป็นรินที่เริ่มฉลาดขึ้นในเวทีชีวิต เป็นแม่ที่พร้อมจะปกป้องลูกด้วยชีวิต ต้องขอบคุณพี่หนิงและยัยหนิมที่ทั้งสองช่วยให้ฉันแข็งแกร่งขึ้นหรือเปล่านะ
พี่หนิงเข้ามาจับตัวฉันไว้ ดึงออกมาจากระยะประชิดยัยหนิม ขณะที่ฉันจ้องสายตาสะใจของเชอร์รี่ ฉันไม่กลัวอะไรแล้ว เอาไงเอากันสิ ฉันพยายามสะบัดตัวจากพี่หนิง
“อะไรกันเนี่ย รินกับหนิม เป็นบ้าอะไรกัน” พี่หนิงเอาเสียงดังและท่าทีโมโหจัดเข้าข่ม แต่ฉันเลิกกลัวเลิกเกรงแล้ว ฉันสะบัดตัวออกจากพี่หนิงได้ กระโดดไปผลักยัยหนิมล้มลงกระแทกพื้น แล้วก้มลงหยิบรองเท้าของตัวเองที่พลัดหลุดไปจากเท้าตอนดิ้นรนเอาตัวเองออกจากการจับกุมของพี่หนิง ในสมองบอกตัวเองว่าจัดการกับนัง หนิมก่อน เพราะมันทำร้ายลูกฉัน ส่วนเชอร์รี่เอาไว้ทีหลัง ฉันเอารองเท้าเฟอร์รากาโม่(ที่เหล่าแอร์ฮิตใช้กันในตอนนั้น)แบบส้นสูงเปิดหัวเปิดส้นตบไปที่หน้ามันด้วยแรงทั้งหมดที่มีตอนนั้น มันหน้ามืดแล้วนี่
“ว้ายตาย อีบ้า มาตบลูกกรู หนิงช่วยน้องหน่อย ตบอีรินให้มันตายไปเลย” คุณนายแม่ของพี่หนิงกรีดร้องดังลั่น ฉันฟังแล้วยิ่งของขึ้น
“เอาสิ มาเลย ใครจะทำอะไรชั้น ชั้นไม่กลัวพวกแกหรอก ยัยแม่ค้า...” ฉันตะโกนมั่ง
พี่หนิงลากตัวฉันออกมาได้อีก เขาย่อมมีแรงมากกว่าฉันอยู่แล้ว ฉันมองหน้ายัยหนิม เลือดกลบหน้ามันเลย โดยไม่ทันรู้ตัวว่าหน้าฉันเองก็เลือดกลบเช่นกันจนกระทั่งเลือดหยดมาถึงปาก ฉันหัวแตกเพราะโดนแก้วที่ยัยหนิมปามา แต่เลือดที่หยาดหยดไปทั่วหน้านั้นยังไม่ทำให้เจ็บเท่าน้ำตาที่หยดหยาดย้อนเข้าไปในหัวใจต่อมาอีกนาน
“ตบมันเลยหนิง” คุณแม่พี่หนิงตะโกนอีก แต่พี่หนิงไม่ทำ เขาพยายามทั้งดึงทั้งลากฉันออกมาจากตรงนั้น ฉันสู้แรงเขาไม่ได้ โดนลากกลับบ้าน เชอร์รี่ยังมีหน้าวิ่งตามมาบอกพี่หนิงว่า
“แล้วรี่จะรอพี่หนิงไปส่งบ้านนะคะ”
โหย โอย โว้ย (ขออภัยไม่สุภาพค่ะ) หน้าเชอร์รี่เธอทำด้วยอะไรกัน น่าส่งข้อมูลให้รัฐบาลเอาวัสดุที่เป็นส่วนประกอบใบหน้าเชอร์รี่ไปทำสนามบิน เพราะมันคงหนาและด้านจนเครื่องบินลงเท่าไหร่ก็ไม่กระทบกระเทือน และให้ชื่อว่าสนามบินดอกสุวรรณ จะดีมั้ย
“เออ รอไปเถอะ หน้าด้าน อยากโดนรองเท้าอีกคนเหรอ” ฉันกรี๊ดอีก
พี่หนิงเอามืออุดปากฉันไว้ เชอร์รี่ไม่โต้ตอบ ทำเป็นผู้ดีเดินลอยนวลกลับไปทางบ้านโน้น
นี่คือนิสัยของหล่อน ต่อหน้าพี่หนิง หล่อนจะทำดี พูดเพราะ เอาใจ ลับหลังดำเนินยุทธการกำจัดเมียหลวงได้แสบทรวง พี่หนิงไม่เคยเชื่อเลยว่าเชอร์รี่พูดจาหยาบคายด่าทอฉันทางโทรศัพท์ เชอร์รี่...ฉันขอคารวะในแผนการของหล่อน(อีกแล้ว)
พี่หนิงลากฉันกลับไปถึงบ้านเรา เสียงคุณแม่และน้องสาวเขายังด่าตามมาอย่างหยาบคาย มีเสียงเชอร์รี่สนับสนุน แหมเสียดาย ฉันน่าจะตบมันด้วยรองเท้าทั้งสามคนเลยคงดีไม่น้อย
“ไหนเธอบอกชั้นมาซิว่าเรื่องอะไรกันถึงคลั่งขึ้นมา”พี่หนิงตะคอกใส่ฉันทันทีที่กลับถึงบ้าน
“น้องเธอมันตั้งใจจะฆ่าลูกเรารู้เอาไว้บ้างสิ ชั้นไม่ทนต่อไปอีกแล้ว.....” ฉันกรี๊ดกร๊าด ร้องไห้ เลือดปนน้ำตา(คงจะ)เต็มหน้า (มาส่องกระจกตอนหลังถึงได้เห็นว่าหน้าตัวเองยับเยินซะไม่มี)
ยิ่งพูดยิ่งโมโห ฉันพูดๆๆถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกเรา ฉันตะโกนใส่พี่หนิง พี่หนิงตะโกนใส่ฉัน ฉันโกรธแค้นจนตัวร้อนและสั่นไปหมด อาการคนบ้าคงเริ่มแบบนี้เอง โชคดีที่ฉันไม่บ้าไปเสียก่อนในวันนั้น
“แล้วมันเรื่องอะไรเธอถึงว่าหนิมมันแบบนั้น มีพยานแบบยัยนวลน่ะเหรอ มันนั่นแหละทำลูกป่วย คงเปิดแอร์เย็นเกินไปเอง แล้วมาโทษน้องชั้น” พี่หนิงทำเสียงแบบที่ฉันฟังแล้วทนไม่ได้ ฉันตบหน้าพี่หนิงอย่างแรงทันทีที่เขาพูดเข้าข้างน้องสาวเขาและโทษนวล
พี่หนิงตบฉันสวนกลับ แรงมาก จนฉันเซ เขาจับตัวฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และตบฉันอีกด้วยมืออีกข้างหนึ่ง
..............................เชื่อมั้ยว่าพี่หนิงตบฉันจนฉันสลบคามือเขา...............................................
(คนบ้านนั้นคงสะใจถ้ามาเห็นฉากนี้)
เรื่องตีกันนี้ เมื่อเริ่มได้ครั้งหนึ่ง ย่อมจะมีครั้งต่อๆไปได้โดยไม่ยากอีกแล้ว
เมื่อฉันรู้ตัว มีแต่หมี แม่บ้านของฉัน กับ ยง น้องสาวของหมีที่เพิ่งมาอยู่กับฉันไม่นาน กำลังเอายาดมจ่อที่จมูกด้วยใบหน้าที่ตื่นตกใจของทั้งคู่ พี่หนิงหายไปแล้ว คนเลว คนใจร้ายใจดำ คน..(เซ็นเซ่อร์).ฉันจะด่าอย่างไรดีนะ
ฉันลุกขึ้นด้วยแรงใจที่ยังเหลือ เพราะลูกแท้ๆฉันจึงยืนหยัดขึ้นมาได้ ฉันเข้าห้องน้ำ ส่องกระจกเห็นหน้าที่ยับเยินและเลือดแห้งๆจับอยู่ มันดูราวกับไม่ใช่ตัวฉัน แต่นั่นแหละตัวฉัน คนที่เพิ่งโดนสามีทำร้ายร่างกายมาหมาดๆ หลังจากทำร้ายจิตใจมานานนม
แบบไหนเจ็บกว่ากัน โธ่เอ๋ย มันเจ็บทั้งนั้น แยกไม่ได้เลยว่าความเจ็บปวดที่เกิดจากน้ำมือและน้ำ(ไม่มี)ใจของผู้เป็นที่รัก เป็นสามี เป็นพ่อของลูกฉันถึงสองคนจะสร้างความร้าวรานยอกแสยงใจได้ลึกล้ำยิ่ง
ฉันล้างหน้า แสบไปหมด คงต้องหายาอะไรมาทาแผล เช็ดหน้าจนแห้ง น้ำตาเริ่มไหลมาอีก ถ้าเปลี่ยนน้ำตาที่ฉันหลั่งออกมาด้วยความเจ็บปวดจากที่พี่หนิงมอบให้เป็นเงิน ฉันคงร่ำรวยพอจะแจกเงินคนได้ทั้งประเทศ
ฉันขับรถกลับบ้านคุณพ่อคุณแม่ ร้องไห้ไปตลอดทาง สิ้นสุดกันที พี่หนิงและครอบครัวเขา ต่อจากนี้คงเป็นเรื่องการเลิกราหย่าขาดจากกัน
นึกถึงลูกทั้งสอง ลูกจะเป็นอย่างไรหากโตขึ้น จะมีปมด้อยไหม จะเป็นเด็กมีปัญหาหรือเปล่า ฉันจะอธิบายให้ลูกฟังแบบไหน พี่หนิงทำร้ายฉันได้ขนาดนั้น ฉันคงอยู่ไม่ได้แล้ว ความคิดที่แอบๆหวังว่าพี่หนิงจะเลิกกับเชอร์รี่และกลับมาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมลายหายไปหมด เหลือแต่ความโกรธแค้น ทำลายสุขภาพทั้งกายใจ ฉันพยายามตั้งสติขับรถจนถึงบ้าน บ้านที่ฉันไม่ต้องกลัวว่าใครจะเอาอะไรมาปาใส่หน้า บ้านที่ไม่มีคนพูดจาด้วยภาษาสละสลวยสมัยพ่อขุนรามคำแหง (ฮ่า ฮ่า ฮ่า) บ้านที่อยู่แล้วร่มเย็นอบอุ่น ลูกฉันต้องเติบโตในบ้านแบบนี้ต่างหาก
เมื่อคุณแม่เห็นหน้าฉันเข้า ท่านตกใจมาก ฉันเล่าความจริงให้ท่านฟังจนหมด คุณแม่มีขำด้วยตอนที่ฉันบอกว่าเอารองเท้าตบหน้ายัยหนิมได้สะใจ แถมเสียดายที่จัดการได้ไม่ครบคน ตัวเองโดนจัดการจนหมดสติเสียก่อน คุณแม่หายามาทาให้ฉัน และแนะนำให้ฉันไปแจ้งความ ท่านบอกว่ากันเอาไว้เผื่อพวกบ้านนั้นทำอะไรฉันอีก จะได้มีหลักฐานว่าฉันแจ้งความไว้แล้ว
พี่หนิงทำตัวหายเงียบตามฟอร์ม (ที่ฉันรู้ทันเสียแล้ว)ของเขา ฉันไม่ติดต่อเขา เขาไม่ติดต่อมาเช่นกัน แต่เมื่อฉันไปบิน ฉันยิ่งได้ยินได้ฟังเรื่องพี่หนิงกับเชอร์รี่มากขึ้นๆ
ฉันพยายามทำใจให้สงบ แต่มันไม่สงบจริงๆสักที เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากผู้หวังดีทั้งหลายล้วนทำให้ฉันแทบกระอัก เชอร์รี่กับหนิมช่วยกันปล่อยข่าวว่าฉันร้ายกาจ ท่าทางอาจบ้าได้ ยิ่งทำให้ลูกเรือทั้งหลายอยากรู้เรื่องต่อ ก็เรื่องของฉันนี่ช่างมันส์เกินใครในยามนั้น
ต่อมามีเรื่องเด็ดๆที่ผู้คนคาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกมากมาย คนที่บินมานานๆล้วนปลงอนิจจังว่าอะไรๆเกิดขึ้นได้เสมอภายในสายการบินแห่งนี้ อยากจะเล่าให้หมด แต่น่าจะกินเวลามาก ไว้มีเวลาเมื่อใด จะเล่าเรื่องคนอื่นที่ชวน(คนฟัง)ปวดเศียรเวียนเกล้าให้ฟัง คงต้องแยกเป็นเรื่องใหม่ (แหะๆ แปะไว้ก่อน)
เวลาผ่านไปเป็นเดือนที่ฉันอยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ ท่านทั้งสองรักหลานมาก เอาใจใส่ดูแลจนพี่เลี้ยงของลูกคือนวลสดใสอ้วนท้วน ด้วยได้พักผ่อนมากขึ้น คุณแม่รับภาระไปรับส่งน้องรุ้งที่โรงเรียนเอง จนวันหนึ่งคุณแม่บอกฉันว่าฉันน่าจะนัดพี่หนิงคุยกันให้รู้เรื่องว่าจะตกลงกันอย่างไรกับเรื่องราวต่างๆ ฉันเห็นด้วยกับคุณแม่ แม้ในใจยังไม่หายเสียใจ ฉันผอมลงอีก จนใครๆทักว่าผอมมากไปแล้ว โธ่เอ๋ย คนตรอมใจ จะให้สวยสดชื่นยังไงไหว
ฉันพยายามติดต่อพี่หนิง ใกล้วันเกิดฉันแล้วด้วย ฉันอยากจะให้วันเกิดปีนั้นเป็นปีแห่งการเริ่มชีวิตใหม่ของฉันกับลูก...โดยไม่มีพี่หนิง หรือถ้ามีพี่หนิงจะดีกว่า ฉันสองจิตสองใจ ใจหนึ่งอยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นฝันร้ายไปเสีย
เราจะได้กลับเป็นครอบครัวกันใหม่ ฉันไม่อยากให้ลูกโตขึ้นมาโดยไม่มีพ่อหรอก ใจหนึ่งอยากจบเรื่องราวของพี่หนิงกับฉันอันเกี่ยวโยงไปถึงเรื่องเลวร้ายต่างๆจากครอบครัวเขารวมทั้งจากเชอร์รี่ไปเสียให้หมด
ยามนั้น ฉันแทบไม่ได้นึกถึงพี่อินเลย ผู้หญิงเองอาจจะไม่ต่างจากผู้ชายก็ได้ ในเมื่อความรักของฉันกับพี่อินมันเป็นไปไม่ได้ กับทั้งไม่มีอะไรจะให้ค้นหาแล้ว ความรู้สึกจึงจางไป ไม่ได้ลืม แต่ไม่ได้คิดถึงมากมาย เอาเป็นว่า ฉันยังคงมีความรู้สึกที่ดีกับพี่อิน หากความกระตือรือร้นอยากพบอยากเจออยากมีกิจกรรมร่วมกันนั้นมันหมดไป
ตั้งแต่ฝากบิวไปบอกพี่อินว่าฉันโดนเรียกตัวกลับกรุงเทพด่วน ฉันได้รับจดหมายจากพี่อินหนึ่งฉบับ ส่งไปที่บ้านคุณแม่ของฉัน พี่อินเขียนเป็นภาษาอังกฤษปนไทย ข้อความที่ฉันจำได้ขึ้นใจคือ...
My dearly beloved,
What does one usually say to the one who is being loved and missed so much? The words “I miss you” are insufficient to tell you how I long to see you and hold you in my arms once more. I really remember the first day I met you. I came on board the aircraft with love so far away from my mind, but then when I saw you, I lost track of everything. As for me , you are the love I’ve been longing for.
No matter whatever will happen, my heart will treasure you until the last day of my life.
รินครับ...พี่หมายความทั้งหมดที่พูดจริงๆ....รักรินที่สุด...แม้เราจะมีหน้าที่ต้องทำ แต่พี่เชื่อว่าเราจะไม่ลืมกัน
พี่อิน (ซึ่งตอนนี้คงเป็นคนเลวในสายตาริน)
จดหมายพี่อินฉบับนั้น ฉันเก็บไว้อย่างดี ตอนนี้กระดาษเหลืองซีด เก่าจางไปตามวันเวลา ความรู้สึกตอนนี้เวลานึกถึงพี่อิน คือ เราจะไม่ลืมกัน ตามคำลงท้ายจดหมายฉบับสุดท้ายของพี่อินที่ฉันได้รับ
หลังจากนั้น ฉันไม่ได้พบพี่อินอีกนานมาก
เรื่องพี่อินกลายเป็นเรื่องที่แสนดีในความทรงจำ ฉันวุ่นวายกับการไปบิน ช่วงนั้นมีแอร์ท้องเยอะ ทำให้คนที่เหลือต้องบินมากขึ้น ฉันแทบไม่มีเวลาจะมามัวคิดเรื่องตัวเอง ถ้าวันหนึ่งฉันจะไม่เอะใจว่า ทำไมหลังคลอดน้องเมฆแล้วตั้งหกเจ็ดเดือน ประจำเดือนยังไม่มาเสียที (ปกติประจำเดือนจะมาหลังคลอดประมาณสองเดือน) ตายหละ ถ้าท้องขึ้นมาจะทำไง รินเอ๋ย เธอนี่มันหาเรื่องใส่ตัวเสียจริง
เมื่อเริ่มเอะใจว่าประจำเดือนไม่มา ฉันเริ่มมีอาการแพ้ท้องทันที อุปาทานไปหรือเปล่า มันคลื่นไส้ เวียนศีรษะ เหมือนตอนท้องลูกสองคนที่ผ่านมาเลย แต่เอ๊ะ ฉันไม่อ้วนขึ้นนี่ ร่างกายยังปกติ ไม่มีเค้าคนท้องซักนิด
เอาน่า เพื่อให้แน่ใจ ไปซื้ออุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์มาเทสต์เองน่าจะดี
ผลออกมาปรากฏว่า......ฉันท้อง...!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!.
เอาหล่ะซี้ ท้องที่สามนี่ต้องออกจากงานเลยนะ (บริษัทอนุญาตให้มีลูกได้แค่สองคนเท่านั้น)ข้อสำคัญ ลูกในท้องนี่เป็นลูกพี่หนิงหรือลูกพี่อินเนี่ย
หลังคลอดน้องเมฆ พี่หนิงมายุ่งกับฉันสองสามครั้งก่อนที่ฉันจะไปมีความสัมพันธ์แอบซ่อนกับพี่อิน เล่ามาถึงตอนนี้แล้วเกลียดตัวเองอย่างแรง สกปรกซะไม่มี ยอมแพ้ต่อกิเลสตัณหา (กรุณาอย่าเอาอย่างเด็ดขาด...ขอร้องนะ)
ฉันกลุ้มใจมาก ไปตรวจกับคุณหมอที่ทำคลอดน้องรุ้งน้องเมฆ คุณหมอ(ผู้ไม่รู้เรื่องราวอะไร)บอกฉันอย่างยินดีว่าฉันท้องได้สิบสี่สัปดาห์แล้ว ฉันบังคับตัวเองให้ทำหน้าเบิกบานเข้าไว้ กล่าวลาคุณหมอพร้อมรับวิตามินและยาบำรุงสำหรับหญิงมีครรภ์กลับบ้าน
ฉันลองคำนวณวันเวลาที่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ชายทั้งสองคน คิดเข้าข้างตัวเองว่าเป็นลูกพี่หนิง แต่อีกใจหนึ่งมันค้านว่า ถ้าเป็นลูกพี่อิน เธอจะทำอย่างไรยัยตัวดี ตัดสินใจบอกคุณแม่ว่าท้อง คุณแม่ส่ายหัวเลย บอกว่าปล่อยให้ท้องอีกทำไม ถ้ามีลูกอีกคนหนึ่ง ฉันควรคิดกลับไปอยู่บ้าน เพื่อความมั่นคงของชีวิตมากกว่า ตอนนั้นฉันไม่ทราบว่าพี่ หนิงแอบโทร.มาประจบคุณแม่ฉันบ่อยๆออกตัวว่าโมโหเกินไป จะไม่ทำอีก ขอให้คุณแม่ช่วยทำหน้าที่ สหประชาชาติไกล่เกลี่ยเกลี้ยกล่อมให้ฉันกลับไปอยู่กับเขาด้วย
คุณแม่ฉันเป็นคนใจอ่อน (เหมือนลูกท่านนั่นแหละ) บวกกับความสงสารหลาน เลยรับปากพี่หนิงว่าจะเจรจากับฉันให้
ในที่สุด ฉันตัดสินใจ(ผิดๆอีกครั้ง) หอบลูกกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ประตูทางเข้าออกระหว่างสองบ้านถูกปิดตาย ล่ามโซ่ที่กุญแจไว้ด้วย ฉันจะไม่ไปเหยียบบ้านเค้า และหวังว่าพวกนั้นคงไม่มาบ้านฉันเช่นกัน
โง่ตามเคย รั้วแค่นั้นกั้นความเลวในมนุษย์ไม่ได้หรอก
พี่หนิงโทร.มาทันทีที่ฉันและลูกๆกลับถึงบ้าน เขาทำเสียงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่กี่วันหลังจากนั้นเขาแอบมาหาฉันตอนกลางคืน เล้าโลมฉันด้วยความชำนาญของเขา ของมันเคยกันแล้ว ฉันลืมหมดว่าเคยโกรธแค้นขนาดไหน บ่วงสวาททำให้ฉันตัดพี่หนิงไม่ขาดอีกแล้ว
ไม่นานจากนั้น พี่หนิงกลับบ้านมาอยู่กับฉันใหม่ ฉัน(เข้าใจเอาเองว่า)คิดว่าเขาคงสำนึกตัวแล้ว เลยยอมให้พี่หนิงกลับมาอยู่บ้าน โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องเก่าๆที่ผ่านมา
วัฏจักรเดิมๆกลับมาอีกครั้ง อย่าคิดว่าฉันยืดเรื่องนะคะ แต่มันเป็นแบบนี้จริงๆ ฉันใจอ่อนกับพี่หนิงได้ตลอดสิน่า อยากเขกหัวตัวเองจัง บางครั้งเรื่องพรรค์นั้นมันแสนจะไม่เข้าใครออกใคร โดยเฉพาะผู้ชายที่รู้จักจุดอ่อนของผู้หญิงดีแบบพี่หนิง เขาทิ้งความประทับใจให้ผู้หญิงทุกคนที่เขามีความสัมพันธ์ด้วยเสมอ แล้วฉันซึ่งเป็นภรรยา เป็นแม่ของลูกเขาจะไม่ใจอ่อนได้อย่างไร
เอาเถอะ ลองเริ่มใหม่อีกสักครั้ง ยังไงๆเขาก็เป็นพ่อที่ดีของลูก
ฉันคงรู้สึกผิดในใจด้วยที่ไปยุ่งกับพี่อิน แถมท้องครั้งนี้ไม่แน่ใจอีกแน่ะว่าใครหนอเป็นพ่อของลูก ...ดูทำตัวเข้า หากรู้ดีอย่างวันนี้ จะไม่ทำอะไรโง่ๆอย่างที่ผ่านมาเลย คนเราหนอ เวลาอยู่ในเหตุการณ์มักนึกอะไรไม่ออก เหมือนวนเวียนอยู่ในเขาวงกต กว่าจะหาทางออกมาได้และคิดได้ว่าไม่ควรเข้าไป มันมักจะสายไปเสียทู้กที
-------------------------------------------------------------------------------------------------
ขอนอกเรื่องนิดนึงค่ะ...
ไม่นานมานี้ มีแอร์รุ่นพี่ฉันคนหนึ่งติดต่อมา ทั้งที่เธอไม่เคยคุยกับฉันมานาน เรียกว่าไม่ได้สนิทอะไรกันนอกจากเคยบินด้วยกันบ้างเป็นครั้งคราว ฉันแปลกใจมากที่เธอโทร.มา คุยอ้อมไปอ้อมมาแล้วสุดท้ายถามฉันว่า
“รินเป็นคนเขียนเรื่องในเน็ทใช่มั้ย”
“เรื่องอะไรเหรอคะพี่” ฉันแกล้งถามกลับ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเธอถามถึงเรื่องอะไร (ฉันเขียนอยู่เรื่องเดียวนี่นา)
“เรื่องของรินกับหนิงไง”
“แล้วพี่ทราบได้ไงคะว่ารินเขียน รินยังไม่ทราบเลยว่าเรื่องเป็นไง” เรื่องอะไรจะบอกว่าเราเขียน
“หน่อยเค้าบอก เค้าอ่านแล้ว มีคนส่งมาให้อ่าน เค้าบอกว่าต้องเป็นรินเขียนแน่ๆ”
(จำกันได้ไหมว่า หน่อย คือพี่สาวพี่หนิง)
“หน่อยเค้าฝากพี่มาบอกรินว่าอย่าเอาเรื่องในครอบครัวมาเขียน เสียหายหมด” พี่คนนั้นว่า
“รินไม่ได้เขียนคะ บอกพี่หน่อยด้วยนะคะว่าอย่าร้อนตัวไปเลย ใครถามก็บอกไปว่าไม่ใช่ริน”
แล้วฉันก็วางสาย
เรื่องคล้ายๆกันกับเรื่องของฉันมีอีกมาก เรื่องกัปตันมีเมียน้อยเป็นแอร์ วีนแตกเมียหลวง ...เรื่องแย่งๆกันแบบนี้มีอีกเยอะ ทำไมต้องว่าเป็นฉัน...อิอิ ไม่รับซะอย่าง (เห็นยังว่ารินนี่มันร้ายเหมือนกัน)
ฉันมาเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะเจ็บแค้นครอบครัวของเขา หากอ่านจนจบ จะเข้าใจดีว่าฉันอโหสิกรรมให้ทุกคนไปนานแล้ว แต่..ที่มาเขียนเพราะอยากให้เป็นตัวอย่าง เป็นอุทาหรณ์สอนใจน้องๆลูกๆหลานๆ ทั้งเรื่องการเลือกคู่ครอง ทั้งการดำเนินชีวิต ทั้งแอบให้ความรู้เล็กๆน้อยๆเท่าที่นึกออก ฯลฯ
และที่เขียนมา ไม่เคยบอกว่าตัวเองดีเลย
--------------------------------------------------------------------------------------------------
เข้าเรื่องๆ กำลังสนุก (หรือเปล่าไม่รู้?)
ฉันไปลาท้อง ตามกฎบริษัท ฉันต้องลาออก หัวหน้าแอร์ตอนนั้นคือพี่หญิง (เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง) ท่านน่ารักมาก พอฉันบอกว่าไม่อยากออกจากงาน อยากทำงานแผนกอื่น ท่านรีบหาให้ทันที ฉันเลยได้ไปทำงานที่แผนกหนึ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการจัดโปรแกรมทัวร์ของบริษัทอันเป็นพื้นฐานความรู้ที่ทำให้ฉันได้เปิดบริษัทเล็กๆของตัวเองต่อมา
พี่หนิงเอาใจฉันมากขึ้น เชอร์รี่เงียบหายไปจนฉันตายใจว่าทั้งคู่เลิกกันแล้ว แต่เปล่าเลย ที่แท้แล้วตอนนั้นเชอร์รี่ประชดพี่หนิงด้วยการไปคบกับผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่บริษัทเรา เป็นคนที่แต่งงานแล้ว มีลูกแล้วด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนเด็กๆเชอร์รี่คงเล่นเกมส์ลิงชิงบอลมากไปหรือเปล่า เลยชอบแย่งชิงของของคนอื่นนัก พอพี่ หนิงรู้เข้า ก็ตามหึงหวงเชอร์รี่ เป็นเรื่องเป็นราว แต่รินผู้ยังแสนโง่ (ซึ่งคิดว่าตัวเองพัฒนาแล้ว) กลับไม่ทราบเรื่องอะไรเพราะไม่ได้ไปบิน งานที่ไปทำนั้นไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับลูกเรือเลย ตกข่าวตามเคย ...
มารู้เรื่อง จากปากใคร้..ถ้าไม่ใช่เชอร์รี่เอง เจ้าหล่อนโทรศัพท์มาบอกฉันในเย็นอันแสนสงบวันหนึ่ง ฉันกำลังป้อนอาหารให้ลูกเมฆ มีลูกรุ้งอยู่ใกล้ๆ คอยลุ้นให้น้องชายอ้าปาก อ้ำ ..อ้ำ..
หมีมาบอกฉันว่ามีโทรศัพท์ ฉันไปรับสายโดยไม่สังหรณ์ว่าเป็นยัยผลไม้ พอฉันฮัลโหลเท่านั้น หล่อนซัดมาเต็มเหนี่ยว
“e dok e wain e shipหาย ha ลาก....(เซ็นเซ่อร์)โรงผลิตเด็ก ขอให้ลูกมรึงตาย ขอให้ลูกเมริงไม่มีหัว...”ด่าเหมือนตอนฉันท้องน้องเมฆอย่างกับอัดเทปไว้
แต่บอกแล้วว่ารินเปี๋ยนไป๋ ฉันสวนกลับ
“อีบ้าเอ๊ยย เป็นแค่นางบำเรอ อย่าเจ๋อโทร.มาอีก ไม่งั้นชะตาขาด....”วางหูเปรี้ยง โทรศัพท์พังช่างมัน ขอสะใจมั่งวุ้ย โทรศัพท์ดังอีก ฉันดึงสายออก โทร.เข้าไปสิ ไม่ได้ยิน ไม่รับสาย...ปล่อยให้มันบ้าตายไปเลย
กระหยิ่มยิ้มย่องกับความกล้าวีนของตัวเองดีจัง วันพระไม่ได้มีหนเดียว คนโบราณนี่ท่านช่างเปรียบเอาไว้ดีแท้
เมื่อฉันเปรยเรื่องเชอร์รี่โทร.มา พี่หนิงบอกเหมือนอัดเทปไว้เช่นกันว่า
“รินอย่าไปฟังมันก็หมดเรื่อง พี่จะไปไหนรอด ลูกสามแล้วนะ”ว่าแล้วทำประจบฉันอีก
มาคิดตอนนี้ พี่หนิงคงรักฉันไม่น้อย หากแต่น้อยกว่ารักตัวเขาเอง เขาไม่อยากเสียฉันกับลูกไป ติดที่ความต้องการทางเพศอันมากมาย และความไม่อิ่มไม่พอในโลกียรสของเขาทำให้เขาเลิกกับเชอร์รี่ที่มีความต้องการสอดคล้องกันกับเขาอย่างยิ่งไม่ได้
ฉันท้องทีไร เชอร์รี่จะกลายมาเป็นคนที่มีแต้มต่อตลอด เพราะฉันไม่สามารถรองรับอารมณ์เพศของพี่หนิงได้
อีกทั้งพี่หนิงเป็นคนไม่ชอบเที่ยวผู้หญิง เขาจึงต้องเอาใจเชอร์รี่เพื่อการนั้นโดยเฉพาะ แต่คนเราเมื่อมีความสัมพันธ์กันไปนานเข้า มักจะเกิดความผูกพันขึ้น จนแยกจากกันลำบาก เรื่องแบบนี้ทุกคนคงเห็นกันอยู่รอบๆตัวอยู่แล้ว พี่หนิงเป็นคนไม่เด็ดขาดอย่างท่าทางที่แสดงออกมา เขาเป็นไม้หลักปักเลน (อันนี้เขาบอกเองตอนหลัง) เขาไม่สามารถบังคับใครได้เลย เป็นคนกลางที่หนีปัญหา ไม่ยอมเผชิญหน้า ไม่มีความเด็ดขาดมั่นคงที่จะตัดสินใจอะไรได้ตามเหตุผลที่ถูกที่ควร
เชอร์รี่จึงเหิมเกริมเพราะรู้ว่าพี่หนิงไม่ทิ้งเธอหรอก ฉันเองก้าวร้าวมากขึ้นด้วยความเจ็บปวดและประสบการณ์มันสอนให้สู้จนหัวชนฝา เมื่อฉันไม่ยอมลงให้บ้านเขาอีก แม้พี่หนิงจะพูดอย่างไรฉันไม่ฟังทั้งนั้น ฉันมั่นใจว่าน้องสาวของเขาคอยหาทางที่จะกัดฉันอีก
พี่หนิงยังคงพยายามพูดกรอกหูฉันว่าน้องสาวของเขาไม่ได้ทำร้ายลูกเมฆ ทุกอย่างเป็นความประมาทของนวล ฉันเชื่อเขาไม่ลง ฉันบอกพี่หนิงว่า ตลอดมาฉันไม่เคยมีอคติใดๆต่อครอบครัวของเขา น้องสาวเขาเกลียดหน้าฉันตั้งแต่แรกเห็น ตั้งแต่ฉันยังไม่คบกับพี่หนิงด้วยซ้ำ หล่อนเกลียดแอร์ทุกคนที่หน้าตาดีกว่าหล่อน (นี่เป็นข้อวินิจฉัยของฉันเอง)หล่อนเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย (สุดๆ) จิตใจแข็งกระด้าง เมื่อหล่อนมีลูกสาวคนแรก ลูกหล่อนเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานตั้งแต่อายุสองขวบกว่าๆ
เมื่อน้องรุ้งเกิดมา ใครๆชมว่าน้องรุ้งสวยน่ารัก หล่อนยิ่งโกรธเกลียดฉันและลูกเข้าไปใหญ่ ความจงเกลียดจงชังคงสะสมมาจนกระทั่งหล่อนมีลูกสาวอีกคนหนึ่ง ซึ่งหล่อนผิดหวังมาก เพราะอยากได้ลูกชายมากกว่า ลูกสาวคนที่สองของหล่อนคลอดก่อนกำหนด เป็นเด็กตัวเล็กแกรน ไม่แข็งแรง หล่อนจึงลาออกจากการเป็นแอร์ ฉันคิดว่าหล่อนคงไม่รักงานแอร์อยู่แล้ว คนแบบนั้นจะมีใจรักงานบริการได้อย่างไรเล่า
เมื่อฉันคลอดน้องเมฆ เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นจากความเกลียดผสมความริษยาที่หล่อนสะสมไว้ในใจดำๆของหล่อนมานาน
วันเกิดฉันปีนั้น พี่หนิงเอาใจด้วยการซื้อรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่เอี่ยม (ตอนนั้น)ให้ฉัน ฉันรักรถคันนั้นมาก เป็นรถที่กว้างขวาง นั่งนุ่มสบาย ฉันจะขับรถไปส่งน้องหนอน กับน้องรุ้งที่โรงเรียนก่อน แล้วไปทำงานที่สำนักงานใหญ่ น้องเมฆอยู่บ้านกับนวล หมี และ ยง โดยที่ฉันไม่ต้องกำชับว่าให้ระวังคนข้างบ้าน เพราะทั้งสามคนไม่ยอมให้น้องเมฆคลาดสายตาเลย แถมคุณแม่ฉันยังมาหาหลานเกือบทุกวัน
เช้าวันหนึ่ง ฉันตื่นมาตามปกติ เตรียมตัวไปทำงาน ปลุกน้องรุ้ง น้องหนอน พอลงไปที่รถ ฉันถึงกับนิ่งอั้น
รถคันใหม่ป้ายแดงของฉันโดนกรีดเป็นรอยรอบคัน ไม่เว้นแม้บนหลังคา

ชีวิตรันทด...เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่สิบห้า
เอาอีกแล้ว เฮ้อออ มันจะตามล้างตามผลาญกันถึงไหน ตั้งแต่กลับมาอยู่บ้านเพราะท้อง ฉันวางเฉยกับครอบครัวพี่หนิงมาตลอด ไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่รับฟังรับรู้อะไร ฉันบอกเด็กในบ้านห้ามเอาเรื่องที่เกี่ยวกับบ้านนั้นมาเล่า ฉันอยากมีอารมณ์แจ่มใส แม้ว่าบางครั้งเห็นหลังคาบ้านนั้นแล้วจะรู้สึกจี๊ดๆปรี๊ดๆขึ้นมาในใจ
เห็นรถโดนกรีดทั้งคัน โมโหนั่นมันแหงมๆแหละ ปนสงสัยว่าใครทำ ตัวการที่เข้าข่ายผู้ต้องสงสัยมีสองคน ..หนิมกับเชอร์รี่
ฉันขับรถไปส่งน้องหนอนกับน้องรุ้งที่โรงเรียนแล้วขับกลับมาบ้าน พยายามคิดว่าผู้คนที่เขามองรถเราด้วยความสนใจนั้นเพราะคนขับสวย 5555 ลองคิดดูสิคะว่าถ้าคุณนั่งรถไปบนท้องถนนแล้วเห็นผู้หญิงคนหนึ่งขับรถป้ายแดง โดนกรีดรอบคัน คุณจะรู้สึกอย่างไร คงต้องรู้สึกมั่งแหละน้า
โชคดีที่กลับบ้านเรียบร้อยปลอดภัย ไม่ลงจากรถไปถามสายตาสงสัยของชาวบ้าน ชีวิตฉันนี่มันมีเรื่องไม่เว้นแต่ละวัน โทร.ไปลางาน พร้อมกับพยายามโทร.หาพี่หนิงที่โรงแรมที่โอมาน ไม่ทัน ลูกเรือออกจากโรงแรมไปสนามบินเพื่อบินกลับกรุงเทพก่อนฉันโทร.ไปประมาณครึ่งชั่วโมง เครื่องลงตอนสี่โมงเย็น เอาไงดี โทร.ไปถามพี่ที่ซี้กันในแผนกจัดตารางบิน ถามตารางบินสองตัวการต้องสงสัย
หนิมไปบินตั้งแต่เมื่อวานตอนเช้า กลับพรุ่งนี้เย็น
เชอร์รี่ว่างสองวัน ...
คราวนี้พุ่งเป้าไปที่เชอร์รี่ แล้วจะจับหล่อนได้อย่างไร เอาหละ คิดได้ละ ..ไปแจ้งความ อ้อ ต้องแจ้งประกันด้วย ประกันบอกจะไปรอที่สถานีตำรวจเลย
ตำรวจที่โรงพักจำหน้าฉันได้ ก่อนหน้านั้นฉันไปแจ้งความพี่หนิงกับน้องสาวเขาทำร้ายร่างกายฉัน มีแซวด้วยว่า ผู้หญิงมาแจ้งความโดนแฟนตี แล้วท้องมาแบบนี้ทู้กราย อายเค้ามั้ยล่ะ
ตำรวจกับตัวแทนบริษัทประกันมาทำแผนที่บ้าน สรุปว่า สงสัยคู่กรณีฉันคนใดคนหนึ่งทำ ไม่ก็ว่าจ้างมืออาชีพมาทำ
มีด้วยเหรอ อาชีพรับจ้างกรีดรถ ฉันต้องไปจ้างมากรีดหน้าสองคนนั่นมั่ง
โมโหอีกแล้ว ฉันนั่งไม่ติด ไปรับลูกไม่ไหว ไม่อยากขับรถออกไปเป็นเป้าสายตามนุษย์อีก รถของพี่หนิงไม่อยู่เพราะ เวลาไปบิน พี่หนิงจะขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่สนามบิน เพื่อความสะดวกและอิสระเสรีของเขานั่นเอง
ปวดหัวจนต้องเอายาหม่องมาทา ยาดม ยาหอมรอบตัวไปหมด ไม่กล้าทานยาอื่น เกรงจะอันตรายต่อลูกในท้อง หกเดือนแล้วตอนนั้น เวลาฉันอารมณ์เสีย เด็กในท้องจะดิ้นมาก เขาอาจจะกำลังพยายามสื่อสารกับแม่ของเขาว่าอย่าโมโหนักเลย เดี๋ยวหนูออกมาเป็นเด็กขี้หงุดหงิดนะ ฉันเอาหนังสือสวดมนต์เล่มเล็กที่มีอยู่ในกระเป๋าถือออกมา อ่านบทสวดมนต์ไปเรื่อยๆ ฉันเคยเรียนภาษาบาลีหลายคอร์สมาก สามารถอ่านบทสวดมนต์พอเข้าใจ ท่องจำได้มากมายจนตอนนี้ไม่ต้องใช้หนังสือสวดมนต์แล้ว ขอเตือนท่านสุภาพสตรีที่กำลังท้องทั้งหลายว่า อาการหงุดหงิดขี้โมโห เอาโมหะเป็นที่ตั้งนั้นทำร้ายชีวิตน้อยๆในท้องอย่างมหันต์
นอนพัก ดูนาฬิกา บ่ายสาม เดี๋ยวพี่หนิงคงกลับบ้านแล้ว เครื่องลงสี่โมงเย็น น่าจะถึงบ้านไม่เกินหกโมง ฉันจะคอยดูพี่หนิงว่าจะทำหน้าแบบไหนยามเห็นรถในสภาพนั้น
บอกนวลให้ไปรับน้องๆแทนฉัน ฉันเอาน้องเมฆมาดูแล ลูกหลับ ฉันหลับตามด้วยความอ่อนเพลียยิ่งนัก
ตื่นมาอีกทีเพราะน้องเมฆตื่นและร้องเรียก คงหิว นวลรับน้องสองคนกลับมาแล้ว ฉันฝืนลุกขึ้นมาทำกับข้าว กับข้าวที่ทำ คืออาหารง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ฉันชอบทำอาหารตั้งแต่ยังอยู่กับคุณแม่แล้ว เรียนรู้เทคนิคมาจากคุณแม่
วันไหนนึกอยากทำอะไรที่ไม่แน่ใจว่าทำเป็นก็โทร.ถามคุณแม่
ต่อมาเมื่อฉันหย่ากับพี่หนิงแล้ว พี่หนิงบอกกับใครๆว่า เขาไม่ควรเลิกกับฉันเลย เพราะรินดูแลเขาอย่างดีที่สุด เสื้อผ้าหอมเรียบเนี้ยบ ทำอาหารอร่อย(แต่เสน่ห์ปลายจวัก ไม่ยักผูกใจเขาได้เท่าเสน่ห์บนเตียง) อยู่กับเชอร์รี่ กินแต่กับข้าวถุง ...สมน้ำหน้า
ทานอาหารกันจนเสร็จ ฉันดูเด็กสองคน (ลูกเธอและลูกเรา ..)ทำการบ้าน หนึ่งทุ่มกว่าแล้ว พี่หนิงยังไม่กลับเลย จะว่าเครื่องดีเลย์คงไม่ใช่ เนื่องจากหากเครื่องดีเลย์ ทางบริษัทจะโทร.บอกที่บ้านของลูกเรือทุกคน ยกเว้นกรณี ดีเลย์เล็กน้อย จะถือว่าปกติ อ้าว นั่นไง โทรศัพท์ดัง
ฉันรีบรับโทรศัพท์เพราะร้อนใจอยากให้พี่หนิงกลับมาบ้านเร็วๆ จะได้มาดูรถก่อนที่ฉันจะเอาไปซ่อม เสียงที่ คุ้นเคยแต่ไม่อยากได้ยินดังมาตามสาย
“นี่ๆ อีรินเอ๊ยยยยย เมริงจะท้องกี่ที ผัวเมริงก็ยังมาหากรูอยู่ดี ไม่เชื่อมาดู ตอนนี้อยุ่ที่...........(บอกชื่อร้านอาหารไม่ไกลจากบ้านฉันนัก)
นังเชอร์รี่อีกละ มันจะเอายังไของมัน โมโหๆๆๆๆ สุดขีด ลุกขึ้นคว้ากระเป๋า ขับรถที่โดนกรีดออกไปที่ร้านอาหารที่เชอร์รี่โทร.มาบอก ...ไปดูให้เห็นกับตาว่าจริงหรือเปล่า ลืมนึกถึงลูกในท้อง ลืมนึกถึงเหตุผลอะไรทั้งหมด
เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปในร้านอาหารแห่งนั้น ฉันเห็นรถพี่หนิงจอดอยู่ ฉันจอดรถติดกับรถเขา เดินเข้าไปในร้านนั้น ซึ่งเป็นร้านอาหารริมบึงเล็กๆ พี่หนิงนั่งหันหลังให้ฉันอยู่ เชอร์รี่นั่งหันหน้ามาทางฉัน แต่งตัวสวยเชียว แต่สวยแบบของหล่อน ไม่ใช่เทสต์ของฉันเลยจนนิดเดียว
ฉากนี้ตบตีกันอีกแล้ว เหมือนละครเลย ขอบรรยายให้เห็นภาพกันชัดๆ เพราะฉันจำวันนั้นได้แม่นยำมาก
วันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2539
ฉาก......ร้านอาหารแบบเรือนไทยบ้านๆ ไม่หรูหรา เหมือนเป็นศาลาริมน้ำที่เชื่อมต่อกันหลายหลัง
ตัวละคร
1. หนิง ---- ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี เข้าขั้นเพอร์เฟ็ค ประมาณติ๊กเจษ (แต่สูงกว่า)
2. ริน ---- หญิงสาวหน้าตาดี แต่ดูเหนื่อยโทรม สวมชุดคลุมท้องป็นชุดแสคคอกลมแขนกุดตัดด้วยผ้ายีนส์
ชนิดบางสีซีด ปักลายดอกไม้น่ารัก หากหน้าตาเธอน่ากลัวมาก
3. เชอร์รี่ ----หญิงสาวหน้าตาดีอีกคน แต่นัยน์ตามีแววเลว (อิอิ) สวมเสื้อยืดแขนล้ำสีชมพูแปร๋นแจ๋นแจ๋
สอดชายไว้ในกางเกงยีนส์ขาแคบคับติ้ว ดูเป็นนางร้ายมั่กๆ ( ก้อหล่อนมันนางร้ายนี่นา) สวม
รองเท้าส้นตึกสีแดง (คิดได้ไง แดงกะชมพูเนี่ยนะ)
ตัวประกอบ
พนักงานเสิร์ฟสามสี่คน ...ประชาชนทั้งหลายที่นั่งทานอาหารตามโต๊ะต่างๆ
เวลาตัวละครทะเลาะกัน เหล่าบรรดาตัวประกอบจะหันมามองเป็นตาเดียว
เขียนเรื่อยเปื่อยไปให้มันหนุกหนานบนความเศร้าบ้าง เพื่อจะได้ไม่ร้องไห้เองเวลาพิมพ์ตอนนี้ค่ะ
ฉันเดินเข้าไปที่โต๊ะ ตาอันแสนไวของฉันมองเห็นโทรศัพท์มือถือวางอยู่บนโต๊ะอาหารนั่นหนึ่งเครื่องซึ่งไม่ใช่เครื่องของพี่หนิง เป็นเครื่องรุ่นเดียวกับที่ฉันใช้ ตอนนั้นมือถือยังแพงอยู่มาก หนอย...นี่หล่อนซื้อเองหรือพี่หนิงซื้อให้ ชิชะ... นอกจากตาไวแล้ว ฉันยังสมองไวพอๆกับมือที่หยิบโทรศัพท์เครื่องนั้นขึ้นมา ปาลงไปในบึงนั่นแหละ
น้ำแตกกระจาย ฉันตาไวอีกครั้ง เห็นหม้อไฟตั้งอยู่ ยกขึ้นมาไม่กลัวร้อนมือเลย สาดโครมเข้าไปที่หน้าเชอร์รี่ เสียดายหม้อไฟมันกลายเป็นหม้อเย็นไปแล้ว เชอร์รี่เลยไม่ทันเสียโฉม
กว่าหล่อนกับพี่หนิงจะตั้งตัว ฉันก็จิกหัวมัน (จิกจริงๆนะ) ตอนนั้นมันดัดผมหยิก ฟูฟ่องไปทั้งหัว ฉันรวบผมมันขึ้นมา พี่หนิงอีกแหละที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ฉันจัดการเชอร์รี่ ตอนนั้นเรี่ยวแรงฉันมาจากไหนไม่รู้ รู้ว่ามากกว่าตอนทะเลาะกับน้องสาวพี่หนิงเสียอีก
พี่หนิงจับตัวฉันไว้ เลยกลายเป็นเหมือนว่าพี่หนิงดึงรั้งตัวฉันให้เป็นเป้านิ่งเพื่อให้ยัยผลไม้โจมตี หล่อนเริ่มด้วยการจิกหัวฉันบ้าง แล้วดึงแรงๆ แรงพอๆกับที่ฉันจิกหล่อนมั้ง พี่หนิงบอก
“หยุดเถอะริน มาได้ไง” พูดโง่ๆอีกแล้ว
“ก็อีนี่ไง มันโทร.บอกริน พี่หนิงเลว เลวที่สุด .....” ฉันสะบัดตัวจากพี่หนิงได้อีก พอฉันยกมือขึ้นจะตีหล่อน หล่อนกลับจับมือฉันแน่นแล้วกัดๆๆ ตรงหลังมือซ้าย กัดไม่ปล่อย ฉันเจ็บมาก เลยกระทำการที่สมองคิดได้ตอนนั้น คือ..(ขอโทษค่ะ มันเป็นการกระทำที่สุดจะแย่ ..อย่าเอาอย่าง) ถ่มน้ำลายใส่หน้าร้ายๆของหล่อนเต็มที่ ...โหยยยย สะใจมาก ขอบอก
พี่หนิงเป็นฝ่ายจับตัวเชอร์รี่ไว้บ้าง เขาตวาดเสียงดังอย่างโมโหหนัก ว่า
“พอได้แล้ว ทั้งสองคนเลย อายคนเค้ามั่ง”
ทีอย่างนี้มาอาย เชอร์รี่เอามือล้วงไปในกระเป๋ากางเกงพี่หนิง หยิบกุญแจรถพี่หนิงออกมา วิ่งออกไปที่รถพี่หนิงแล้วขับออกไป ฉันวิ่งตาม ไม่ทัน พี่หนิงตามมารั้งตัวฉันไว้
“กลับบ้านเถอะริน”
พี่หนิงเห็นรถที่โดนกรีดพอดี เขาเงียบกริบ ไม่พูดอะไร เอากุญแจรถจากฉันแล้วขับรถพาฉันกลับบ้าน ฉัน ร้องไห้อย่างรุนแรง ร้องมากมาย อาการปวดหัวตั้งแต่เช้าทวีขึ้นอีก ปวดหัวจนมึนตื้อ ทั้งปวดแสบปวดร้อนในใจ ฉันรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก ต้องค่อยๆสูดลมหายใจลึกๆ อย่าเพิ่งตาย..ฉันบอกตัวเอง หากตายตอนนี้แล้วลูกจะอยู่อย่างไร ลูก...ทำให้ฉันยังตายไม่ได้ คนที่เบื่อความรัก ความห่วงใยของแม่แล้วมัวไขว่คว้าหาความรักจาก “คนอื่น” น่าจะหันไปมองความรักที่ไม่มีอะไรควรสงสัยเคลือบแคลงจากแม่เราบ้างนะ
พี่หนิงเงียบ ไม่ปลอบโยน ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น น้ำตาของฉันไม่เคยทำให้ใจอ่อนหรือรู้สึกผิดเลยหรือไร ฉันมองที่หลังมือซ้ายของตัวเอง แผลที่โดนเชอร์รี่กัดเป็นรอยฟันลึกลงไปในผิวจนเลือดออก ฉันส่งมือให้พี่หนิงดู พี่หนิงหน้าหงิก ไม่พูดตามเคย เออสิ ไม่พูดก็อย่าพูด
กลับถึงบ้าน เด็กๆหลับกันหมดแล้ว ไม่ทันไรก็มีเสียงกริ่งดังขึ้นที่ประตูหน้าบ้าน ยัยผลไม้นั่นเอง หล่อนขับรถพี่หนิงมาจอดที่หน้าบ้าน กดกริ่ง พร้อมตะโกนเรียกพี่หนิง
“พี่หนิง ถ้าไม่ไปส่งรี่วันนี้ก็ไม่ต้องเจอกันอีกเลย ไหนบอกว่าไม่รักeรินไง “
ฉันหูอื้อขึ้นมาอีก ไม่สนใจแล้วว่าพี่หนิงจะจัดการอย่างไร ฉันเข้าไปในห้องลูก น้องหนอนจะนอนต่างหาก มีหมีกับยงนอนเป็นเพื่อน ส่วนน้องรุ้งอยู่ห้องเดียวกับน้องเมฆ มีนวลกับฉันนอนด้วย น้องรุ้งน้องเมฆหลับปุ๋ย ลูกเอ๋ย แม่จะประคับประคองครอบครัวของเราต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อพ่อของลูกไม่ให้ความร่วมมือเลย น้ำตาหมดไปแล้ว คนเราเวลาร้องไห้หนักๆเข้าเราจะหยุดร้องได้เองเป็นช่วงๆ ไม่อย่างนั้นคงเป็นแบบที่โบราณว่าอกแตก
อกแตกตายไง อาการของฉันมันเกือบๆขั้นนั้นแล้ว ฉันนอนลง ความเจ็บปวดแผ่ไปทั้งกายใจ เอามือลูบท้องที่กลมป่องนั้น ลูกเงียบไป ไม่ดิ้นเลยมาตั้งแต่ตอนเย็น แต่ฉันเพิ่งระลึกได้ คงไม่มีอะไรหรอก ฉันปลอบตัวเอง แล้วสุดท้ายจึงหลับไป
รู้สึกตัวตื่นตอนตีสามกว่า มันเหมือนมีอะไรเปียกๆที่ส่วนล่างของร่างกาย ฉันนึกไปว่าฉันไม่น่าจะทำเรี่ยราดบนที่นอนเลย ฉันลุกขึ้นจะไปห้องน้ำ น้ำใสๆไหลออกมาตลอดตามทางเดินไม่กี่ก้าวไปยังห้องน้ำ ฉันตกใจมาก ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไรไป ตอนนั้นความที่ตกใจ ฉันจึงเรียกนวลให้ไปบอกพี่หนิง
พี่หนิงดูตกใจเหมือนกัน เขารีบพาฉันไปโรงพยาบาล ฉันเปียกไปตลอดทาง ถึงโรงพยาบาล นายแพทย์ที่อยู่เวรตรวจอาการแล้วบอกฉันว่า ฉันมีอาการที่เรียกว่า “ถุงน้ำคร่ำรั่ว”
อาการนี้ต่างจาก “ถุงน้ำคร่ำแตก” ซึ่งเป็นกระบวนการของหญิงมีครรภ์แก่ใกล้คลอดเป็นกัน หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “น้ำเดิน” ซึ่งเป็นการเตือนว่าเด็กใกล้คลอดแล้ว ผู้เป็นมารดาต้องรีบไปหาหมอโดยด่วน
ลูกสองคนที่ผ่านมา ฉันคลอดแบบผ่าตัด เพราะน้องรุ้งอยู่ในท้องเกินกำหนด ส่วนน้องเมฆ เมื่อเป็นคนที่สอง คุณหมอจึงผ่าตัดซ้ำรอยเดิม เนื่องจากหากคลอดเอง แผลที่เคยผ่าตัดอาจปริออกได้ ฉันจึงไม่เคยรู้จักอาการน้ำเดินมาก่อน
นายแพทย์อธิบายให้ฉันฟังว่า อาการที่ฉันเป็นเกิดน้อยมากในผู้หญิงท้อง การรักษาคือฉันต้องนอนโรงพยาบาล ดื่มน้ำมากๆเพื่อให้ร่างกายสร้างน้ำคร่ำขึ้นมาให้เพียงพอที่เด็กจะอยู่ได้จนโตครบกำหนดคลอด อย่างไรก็ตาม ทางโรงพยาบาลได้ตามตัวคุณหมอที่เคยทำคลอดฉันประจำมาในเช้ามืดวันนั้น
คุณหมอของฉันเป็นผู้หญิง เธอมาดูอาการฉันแล้วปลอบให้ฉันใจเย็นๆ ฉันต้องนอนโรงพยาบาลโดยไม่ทราบอนาคตว่าลูกในท้องจะแข็งแรงพอที่จะเอาตัวรอดในถุงน้ำคร่ำอันเหลือน้อยนิดที่ห่อหุ้มเขาได้หรือไม่ หากน้ำคร่ำน้อยลงไปเรื่อยๆโดยร่างกายแม่สร้างไม่ทัน คุณหมอต้องทำคลอดก่อนกำหนด ซึ่งลูกยังโตไม่พอที่จะออกมาเป็นปกติ เพราะทารกที่คลอดก่อนเจ็ดเดือนมักจะมีอาการต่างๆที่ทำให้แม่สูญเสียลูกไปได้โดยง่าย ฉันจึงต้องพยายามเต็มที่ที่จะนอนนิ่งๆ ไม่ลุกจากเตียงแม้เวลาขับถ่าย ฉันทรมานมาก หากอดทนมากเช่นกัน เพื่อลูกจะได้มีชีวิตรอดปลอดภัย
ทุกวันที่นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ฉันจะสวดมนต์ขอให้ลูกในท้องแข็งแรงปลอดภัย มีบางครั้งนึกสงสัยว่า ถ้าเป็นลูกพี่อินจะหน้าตาเหมือนใครกันหนอ อืมมม...ถ้าเป็นลูกพี่อินจริงๆ ลูกต้องมีอะไรหลายอย่างในหน้าตาท่าทางที่บ่งบอกฉันเองนั่นแหละ
อยากจะลองคุยกับคุณหมอเรื่องนี้ แต่อับอายมากจนไม่กล้าพูด ได้แต่เก็บความอยากรู้เอาไว้ รอให้คลอดคงรู้เอง โดยไม่นึกไม่ฝันว่า ฉันจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่าลูกของฉันคนนั้นมีพ่อชื่อพี่หนิงหรือพี่อิน
คืนที่ลูกคลอดออกมาเป็นคืนมหาโหดอีกหนึ่งคืนในชีวิต....
ตอนเย็น คุณหมอดูอัลตร้าซาวน์ให้ฉัน เพื่อเช็คดูจำนวนน้ำคร่ำและความปกติของลูกในท้อง คุณหมอแจ้งว่าปกติดี แถมชมเชยฉันเสียใหญ่ว่าฉันเก่งมากที่สามารถนั่งๆนอนๆอยู่บนเตียงคนไข้มาได้เกือบสามสัปดาห์แล้ว เหลืออีกเพียงสัปดาห์เดียว เด็กในครรภ์จะมีอายุเจ็ดเดือน อันเป็นระยะปลอดภัยที่จะคลอดก่อนกำหนดได้ เพราะปอดของทารกเจ็ดเดือนจะแข็งแรงพอที่จะเอาตัวรอดอยู่ในตู้อบไปอีกสักระยะ คุณหมอให้กำลังใจฉันมากด้วยการบอกว่าเด็กที่คลอดตอนเจ็ดเดือนมักเป็นเด็กที่มีความฉลาดเฉลียวเป็นพิเศษ
แต่..อนิจจาเอ๋ย..ฉันไม่มีทางได้รู้เลยว่า ลูกฉันฉลาดแค่ไหน
พอคุณหมอออกไปจากห้องแล้ว โทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น ดูที่เบอร์ เป็นเบอร์ 02-----ไม่แน่ใจว่าเบอร์ใคร แต่ฉันกดรับโทรศัพท์เพราะแน่ใจว่าไม่ใช่เชอร์รี่ ก็ฉันเพิ่งเปลี่ยนเบอร์และแทบไม่บอกใครเลยนอกจากเพื่อนสนิทสองสามคนและครอบครัวฉันเท่านั้น
“ฮัลโหล”
“ว่าไงeตัวร้าย...” เสียงหล่อนมาอีกแล้ว ...เชอร์รี่
“ลูกเมริงตายยัง โถ น่าสงสาร พี่หนิงเค้ามานอนกะกรูทุกวัน วันนี้กรูบอกให้ไปดูเมริงซะหน่อย เดี๋ยวเค้าคงไปถึง วันนี้เค้าใส่เสื้อโปโลสีขาวนะมรึง บลา บลาๆๆๆ”
ฉันไม่ฟังมันจนจบหรอก อารมณ์ร้อนจี๊ดจนตัวสั่น ใจสั่น ยัยคนนี้ มันจะจองเวรกันไปถึงไหน
ประตูห้องเปิดออก พี่หนิงโผล่เข้ามา สวมเสื้อโปโลสีขาว !!!
ฉันหูอื้ออีกแล้ว โกรธๆๆๆๆ ลืมที่คุณหมอบอกว่าห้ามเคลื่อนไหวร่างกายมากๆ ฉันลุกขึ้น ผลักโต๊ะมีล้อแบบที่ใช้สำหรับให้คนไข้รับประทานอาหารออกจากรัศมีการเคลื่อนไหว ลุกขึ้นจากเตียง ถลาไปที่พี่หนิง ดึงคอเสื้อเขากระชากๆๆๆๆ
“พี่หนิง รินกะลูกกำลังจะตาย ยังมีแก่ใจไปสมสู่กะมันอีกเหรอ” ฉันกรี๊ด ตะโกน (จนพยาบาลข้างนอกได้ยิน)
“รินนี่ บ้าอีกละ” พี่หนิงพยายามเอาตัวเองออกจากการถูกฉันดึงเสื้อ แต่ฉันยึดไว้แน่น อีกมือหนึ่งตบหน้าพี่หนิงไปหลายครั้งจนเจ็บมือ
“อีนี่ พูดไม่ฟัง กรูจะทำอะไรมันเรื่องของกรู” พร้อมกับตบหน้าฉันเปรี้ยง และผลักฉันล้มไปฟุบอยู่ที่พื้น
นางพยาบาลเข้ามาตอนนั้นพอดี พี่หนิงบอกเธอเฉยว่าฉันพยายามลุกจากตียงและล้มลงเอง
แล้วเขาก็เดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ฉันฟูมฟายอยู่กับพยาบาลที่ดูเหมือนจะเข้าใจสถานะการณ์เป็นอย่างดี
หมี เด็กที่บ้านที่ออกไปซื้ออาหารกลับเข้ามาอีกคน หลังจากวันนั้นหมีบอกฉันว่า เจอเชอร์รี่คอยพี่หนิงอยู่ข้างล่าง หล่อนคงกะจังหวะที่พี่หนิงใกล้จะมาถึงห้องฉันพอดี แล้วโทร.เข้ามายั่วให้ฉันโกรธ หล่อนคงรู้ดีว่าหากฉันโกรธและหาเรื่องพี่หนิง ฉันต้องเจ็บตัวแน่นอน
พยาบาลพยุงฉันลุกขึ้นมา พื้นห้องเปียกไปหมด
น้ำคร่ำที่มีเหลือหล่อเลี้ยงชีวิตลูกน้อยหมดลงเพราะฉันเอง เพราะฉันลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความโมโห ฉันนึกย้อนไปวันนั้นแล้วไม่วายสะเทือนใจ เป็นความเขลาของฉันเองแท้ๆที่เต้นตามเกมส์ของเชอร์รี่ทำให้ฉันต้องเสียใจมาตราบจนวันนี้
ฉันต้องคลอดลูกในวันนั้น คุณหมอปลอบว่าไม่ต้องตกใจ (ราวกับคุณหมอเองทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น) ลูกฉันเกือบเจ็ดเดือนแล้ว รวมทั้งได้เตรียมคุณหมอเด็กไว้ดูแลสุขภาพลูกที่จะคลอดถึงสี่ท่าน พร้อมกับพาคุณหมอเด็กทั้งสี่ท่านมาให้กำลังใจฉันอีกรอบ
คุณหมอจัดการให้ฉันคลอดด้วยตัวเอง เธอบอกว่าเด็กตัวเล็ก คลอดเองได้ ไม่มีปัญหากับแผลที่เคยผ่าตัด
ลูกชายคนเล็กของฉันคลอดออกมาวันนั้น
*****วันที่ 24 สิงหาคม 2539 เวลา 23.20 น*****
ฉันหมดสติไปในทันทีที่ลูกเคลื่อนออกจากตัวฉัน
จากวันนั้น ถึงวันนี้ สิบปีกว่าแล้ว ฉันไม่มีโอกาสได้เห็นแม้แต่หน้าของลูก
เพราะ....
ลูกชายที่น่าสงสารคนนั้นของฉันเสียชีวิตหลังจากออกมาดูโลกได้เพียงสองชั่วโมงเท่านั้นเอง
เนื่องจากขนาดตัวเล็กเกินไป ปอดไม่สามารถทำงานได้ คุณหมอพยายามช่วยทุกทาง หากช่วยชีวิตน้อยๆนั้นไว้ไม่ได้
ฉันหมดสติเพราะฤทธิ์ยานอนหลับที่คุณหมอให้ คุณหมอคงคาดไว้ว่าฉันจะทำใจไม่ได้ เลยให้หลับไปก่อนหนึ่งคืน
ฉันตื่นมาตอนเช้า ลืมตาเจอคุณหมอพอดี ฉันถามเธอด้วยสังหรณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นในใจทันทีที่ลืมตาว่า
“ลูกฉันไม่อยู่แล้วใช่มั้ยคะ”
คุณหมอมองฉันอย่างเห็นใจ จับมือฉันกุมไว้บนสองมือของเธอ พูดเสียงเบานุ่มว่า
“ไม่เป็นไรนะคะคุณริน คุณรินยังแข็งแรง มีใหม่ได้ ทำใจให้สบายนะคะ อย่างน้อยมีลูกอีกสองคนที่คุณรินต้องดูแลนะคะ”
คุณหมอพูดผิด ..ลูกที่ฉันต้องดูแลนั้นสามคนต่างหาก น้องหนอน น้องรุ้ง น้องเมฆ
ฉันนอนน้ำตาไหล น้ำตาไหลรินออกมาสมชื่อรินยิ่งนัก รินไหลออกมาโดยที่ฉันไม่ต้องสะอื้นร่ำไห้อย่างเคย เป็นน้ำตาแห่งความสูญเสียความหวังสุดท้ายที่จะยื้อครอบครัวตัวเองเอาไว้ได้อันหลั่งไหลจากดวงตาและดวงใจแบบเงียบเชียบ
สุดปัญญาแล้วที่ฉันจะใจอ่อนกับพี่หนิงอีก
ฉันนอนเงียบ ไม่พูดกับใครเลยแม้แต่คุณแม่ ตอนนั้นฉันจำได้แค่ว่า ฉันไม่อยากพูด และไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว จนถึงวันที่คุณแม่มารับกลับบ้าน ฉันยังคงเงียบอยู่ จิตแพทย์เข้ามาพูดคุยกับฉันแต่ฉันยังคงเฉย
ก็ฉันไม่อยากพูดนี่นา...

ชีวิตรันทด...เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่สิบหก (ตอนจบ) 16.1
คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงฉันมากที่ฉันไม่ยอมพูดอะไรกับใครเลย ท่านทั้งสองไปส่งฉันที่บ้าน น้องเมฆโผเข้ามาหา ฉันกอดลูกแนบอก น้ำตาท่วมใจ หอมแก้มลูก นี่ถ้าฉันต้องเสียลูกที่เหลือไป ฉันจะทำอย่างไรดี ยามนั้นฉันนึกอะไรไม่ออก สมองทึบตื้อ มีแต่ความโศกเศร้าสูญเสีย ตั้งตัวไม่ติดกับพายุที่พัดโหมเข้ามาในชีวิต
ฉันยังคงไม่พูด ทำตัวเป็นคนใบ้ พี่หนิงหายไปตามเคย คุณแม่ฉันพยายามโทร.หาเขา หากติดต่อไม่ได้เลย คุณแม่มาอยู่กับฉัน เวลาท่านพูดกับฉัน ฉันรับรู้ รับฟัง แต่ปากไม่เปิด ไม่สามารถพูดจาสื่อสารกับใครได้ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นอย่างนั้น อาการไม่พูดหรือพูดไม่ออกของฉันได้รับการเยียวยาในเวลาต่อมาจากจิตแพทย์ที่เก่งมากท่านหนึ่ง ซึ่งฉันยังคงรำลึกถึงพระคุณของท่านเสมอมา
ท่านเป็นหัวหน้าแผนกจิตเวชในโรงพยาบาลรัฐบาลชื่อดังมากแห่งหนึ่ง อาจารย์จิตแพทย์ท่านนี้ค่อยๆถามอาการฉันจากคุณแม่ ให้ยาทีละน้อย พร้อมให้คุณแม่สังเกตฉันอย่างใกล้ชิด
หลายคนกลัวว่าฉันจะฆ่าตัวตาย บอกจริงๆว่า ฉันเคยคิดอยากตายเหมือนกัน แต่..ลูก...ทำให้ฉันล้มเลิกความคิดนั้นเสียทุกครั้ง แล้วคุณพ่อคุณแม่ฉันอีกล่ะ ท่านทั้งสองจะเสียใจขนาดไหนหากฉันจากไปก่อนเวลา แค่นั้นท่านก็เสียใจมากพอแล้ว
คุณแม่ฉันพยายามทุกทางที่จะช่วยฉัน ท่านหาเบอร์โทร.บ้านเชอร์รี่มาได้ เมื่อโทร.ไปขอพูดสายกับคุณแม่ของเชอร์รี่ คุณแม่ฉันได้รับคำตอบมาแบบหยาบมาก เช่น
“บอกลูกเมริงให้เอาโซ่ล่ามผัวมันไว้สิ จะได้ไม่ต้องมายุ่งกะลูกกรู”
“ลูกกรูอยู่เฉยๆ ผู้ชายมาหาเอง มาทุกวันแหละ” (เออเนอะ เหอๆๆ)
ฯลฯ
นี่ไงตรงกับภาษิตโบราณที่ว่าไว้เลย “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่”
คุณแม่ไม่ได้เล่าให้ฉันฟังตอนนั้นหรอก แต่มาเล่าทีหลัง ท่านสืบจนทราบว่าบ้านเชอร์รี่อยู่ในซอย(หรือน่าจะเรียกว่าตรอกเพราะรถเข้าไม่ถึง) เสื่อมโทรมหนึ่งแถวจรัลสนิทวงศ์ พ่อของเชอร์รี่เสียชีวิตด้วยโรค แอลกอฮอลิซึ่ม ส่วนแม่หล่อนนั้นสติไม่ค่อยดี ชอบออกมาโวยวายจนคนแถวนั้นระอา (ต่อมาแม่ของเชอร์รี่ป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน เสียชีวิตไปแล้ว)
เชอร์รี่เรียนโรงเรียนรัฐบาลแถวบ้าน จนจบม. ปลาย แล้วสอบเอ็นทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง คนละที่กับที่ฉันเคยเรียน เมื่อเรียนจบ หล่อนมาสมัครเป็นแอร์แล้วเลยอัพเกรดตัวเองจนดูดีได้ในระยะเวลาไม่นาน ถ้าใครมาอ่านเจอฉันแฉเชอร์รี่แบบนี้อาจจะอึ้ง ทึ่ง เพราะเธอวางมาดคุณนายได้ราวกับออกมาจากโรงเรียนราชินีเลยทีเดียว
ต้องขออภัยด้วยที่ฉันเขียนถึงภูมิหลังของเชอร์รี่แบบเหยียดหยามมากไปหน่อย คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกทางชีวิตที่จะเป็นคนดี(มากกว่าเลว)ได้ ใช่หรือไม่
เชอร์รี่เจอพี่หนิงตั้งแต่หล่อนเพิ่งเข้ามาบินใหม่ๆ ความเจนจัดของพี่หนิงหรือจะสู้หล่อนได้ หล่อนทำตัวน่าสงสาร เป็นหญิงกตัญญูสู้ชีวิต เก็บหอมรอมริบ เรียบร้อย วางแผนดักจับพี่หนิงได้แนบเนียนแยบยล ประกอบกับพี่หนิงเองรู้เห็นเป็นใจกับหล่อนด้วยแหละนะ โทษใครฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องด่าทั้งคู่
กิเลสตัณหามันบังตาพี่หนิงจนเห็นผิดเป็นชอบ หญิงร้ายชายเลว หรือผีพอดีกับโลง ประมาณนั้น
ระหว่างที่ฉันอยู่บ้าน มีคุณแม่กับนวล และหมีกับยง ช่วยกันดูแลลูกๆ น้องหนอนยังคงอยู่กับฉัน เธออาละวาดกับคนในบ้านบ่อย ยกเว้นฉัน เพราะฉันไม่พูด
น้องรุ้งโตพอที่จะผิดสังเกตกับอาการของฉัน ฉันสงสารลูกมาก อยากพูดให้มากๆ อยากกลับเป็นคนเดิม แต่ทำไม่ได้ ฉันอึดอัดมากที่อยากพูด อยากปลอบลูก อยากบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าฉันรักท่านมากเพียงไร แต่มัน...พูดไม่ออก ฉันไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนมาไหน นอกจากไปซื้อของเล็กๆน้อยๆที่ไม่ต้องพูดกับใครมากนัก
ฉันสื่อสารกับคนใกล้ชิดด้วยการเขียน แต่ถ้าฉันเกิดไม่อยากเขียนขึ้นมา ฉันจะเฉยเอาดื้อๆ เอากะฉันสิ อาการนี้มันน่าหนักใจกับคนรอบข้าง ฉันไม่ได้แกล้งเป็น ใครล่ะจะไม่พูดได้เป็นเวลานานหลายเดือนขนาดนั้น
เวลาผ่านไปหลายเดือน อาการของฉันเริ่มดีขึ้น ทานอาหารได้มากขึ้น แต่ฉันยังคงพูดไม่ได้ อาจารย์จิตแพทย์นัดฉันไปพบทุกสัปดาห์ ฉันไปพร้อมคุณแม่ และแล้วกาลเวลาก็เริ่มเยียวยารักษาฉันควบคู่ไปกับอาจารย์จิตแพทย์ท่านนั้น ท่านให้ฉันใช้การเขียนสื่อสารกับท่าน ฉันเขียนความในใจไปมากมายโดยไม่ปิดบัง เพราะฉันทราบดีว่า คุณหมอเป็นความหวังของฉันที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
ฉันไม่ยอมแพ้ แม้จะล้มลงไปกี่ครั้ง ฉันจะยืนขึ้นมาได้ทุกครา ล้มลุกคลุกคลานจนใครๆงงว่าฉันทนมาได้อย่างไร ฉันจะบอกให้ว่า คนเรามีขีดความอดทนไม่เท่ากัน บางคนไม่ต้องทนอะไรเลย ตัดสินใจทุกอย่างได้อย่างเฉียบขาดโดยไม่ต้องคิดแล้วคิดอีกแบบฉัน เพื่อนคนหนึ่งบอกว่าฉันเจ็บแล้วไม่จำ ...จริงของเพื่อน ฉันใจอ่อนเกินไป ให้โอกาสคนมากไป เพราะฉันมองโลกในแง่ดีกระมัง แม้จนวันนี้ ฉันยังคงมองโลกในแง่ดีอยู่
ฉันเชื่อในความดีของมนุษย์ด้วยกันเสมอ ถึงจะผิดหวัง ผิดพลาด ซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉันก็ยังไม่เลิกศรัทธาว่า โลกนี้มีคนดีมากกว่าคนไม่ดี.....
ตลอดเวลาที่ฉันไม่สามารถพูดออกมาได้นั้น มีโทรศัพท์จากเชอร์รี่มาเป็นระยะ แม้แต่คุณแม่ฉันรับโทรศัพท์ยังโดนหล่อนด่าเข้าให้เลย คุณแม่ฉันบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้ในโลก ซึ่งเป็นคำพูดเดียวกับแทบทุกคนที่ได้ฟังเรื่องราวของฉัน เอ่อ..ก็ฉันมันซวยนี่นา
พี่หนิงไม่เคยเชื่อ (หรือไม่ก็ไม่สนใจ) ว่าเชอร์รี่โทร.มาด่าว่าพวกเราทั้งบ้าน บอกแล้วว่าหล่อนจัดจังหวะการโจมตีได้เยี่ยมยอด (จริงๆ)
คุณแม่ฉันไม่ได้พบปะเสวนากับคุณแม่พี่หนิงหรือเฉียดกรายไปทางรั้วด้านที่ติดกับบ้านนั้นเลย ท่านบอกว่าคนบ้านนั้นใจร้ายใจดำ ท่านทนไม่ได้ และไม่น่ายอมให้ฉันแต่งงานกับพี่หนิงเลย
ฉันต้องลางาน ลาป่วยแบบไม่มีกำหนด อยู่บ้านไปวันๆ ทำกิจวัตรประจำวันไปตามปกติ จำได้ว่าเวลานั้นฉันเหมือนอยู่ในโลกสองโลก ฉันมักส่องกระจกนานๆ รินในกระจกพูดจากับฉันอย่างคุ้นเคย ปลอบโยนฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มเห็นใจ ฉันสร้างภาพรินคนที่ยังมองโลกในแง่ดีมาปลอบใจรินคนที่หัวใจแตกร้าวไปหมด ลึกๆแล้วฉันรู้ตัวนะว่าตัวเองเป็นอะไรอยู่ ฉันนอนร้องไห้บ่อยๆ ตื่นมาตาบวมช้ำ สงสารคุณแม่คุณพ่อ สงสารลูกๆ สงสารตัวเอง อนาคตทั้งหมดดับสูญด้วยน้ำมือคนที่ฉันเคยรักและวางใจ อาการพูดไม่ออกทำให้ฉันอึดอัดมาก ฉันสื่อสารกับใครๆด้วยการเขียน แต่ถ้าฉันเกิดไม่อยากเขียนขึ้นมา ฉันจะเฉยเอาดื้อๆ เอากะฉันสิ อาการนี้มันน่าหนักใจกับคนรอบข้าง ฉันไม่ได้แกล้งเป็น ใครล่ะจะไม่พูดได้เป็นเวลานานหลายเดือนขนาดนั้น
พี่หนิงมาเยี่ยมฉันหลังจากเวลาผ่านไปสองเดือน เมื่อเขาเห็นสภาพฉัน สีหน้าเขาจ๋อยไปเหมือนกัน เขาปลอบฉันว่า
“อย่าคิดมากเลยริน พี่เป็นห่วงรินนะ” เพิ่งจะมาห่วงเหรอ สายไปแล้ว
ฉันคว้ากระดาษกับปากกามาเขียน
....ไปให้พ้น ฉันเกลียดแก เกลียดคนบ้านแก เกลียดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เขียนเสร็จ เอากระดาษกับปากกาปาหน้าพี่หนิง เขาหลบทัน ทำท่าโมโหแล้วเดินออกไป
ไปเสียเถอะ ไปให้พ้นจากชีวิตฉันเสียที ฉันหมดใจ หมดเยื่อใยกับเขาโดยแท้จริง
แต่ในเมื่อฉันยังไม่ได้หย่าขาดจากพี่หนิงอย่างเป็นทางการ เชอร์รี่จึงยังคงรุ่มร้อน คอยโทร.มาที่บ้าน เอาจดหมายมาใส่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน ขับรถโฉบมาบีบแตรดังๆ ฯลฯ ใช้มุขเดิมๆ จนคนในบ้านเบื่อมากกกกก
วันที่ฉันพูดออกมาได้เป็นวันที่ฉันกำลังแต่งตัวเตรียมไปพบจิตแพทย์ คุณแม่เข้ามาดู ว่าฉันเรียบร้อยหรือยัง
“เสื้อตัวนี้สวยนะลูก แต่แม่ว่าคอมันกว้างไปหน่อย เพราะรินผอมลงมากมั้งลูก หาสร้อยใส่ซักเส้นดีมั้ยลูก”
คุณแม่ออกความเห็น ฉันอยากตามใจท่าน ด้วยสำนึกมาตลอดเวลาที่ป่วยว่าท่านเหน็ดเหนื่อยเพียงไรที่ต้องดูแลทั้งลูกทั้งหลานในไส้และหลานนอกไส้ (น้องหนอนยังคงอยู่กับฉัน)
ตั้งแต่ป่วย หลังจากสูญเสียลูกไป ฉันไม่ได้ใช้เครื่องประดับสิ่งใด นอกจากนาฬิกาข้อมือที่สวมเป็นประจำ ฉันเขียนบอกคุณแม่ว่า
..เดี๋ยวรินหยิบสร้อยมาให้แม่ช่วยเลือกนะคะ..
คุณแม่บอก “อยู่ไหนล่ะลูก แม่หยิบให้เอง”
ฉันจูงมือคุณแม่ไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดลิ้นชักออกมา ลิ้นชักที่ฉันใส่เครื่องประดับเอาไว้
สิ่งที่ฉันเห็นโดดเด่นมาท่ามกลางเครื่องประดับชิ้นอื่นๆคือ...สร้อยทองคำขาวเส้นบาง ห้อยด้วยจี้รูปดอกเหมย
ฉันหยิบสร้อยเส้นนั้นขึ้นมา สวมมันที่คอ แล้วหันมาหาคุณแม่
“สวยมั้ยคะแม่” เสียงแหบๆเปล่งออกมาจากลำคอของฉัน อย่างที่ตัวฉันเองยังตกใจ
“ริน ริน” คุณแม่ละล่ำละลัก กอดฉันไว้แน่น “ลูกพูดได้แล้ว โอย แม่ดีใจที่สุดเลย ไหนพูดอีกซิลูก”
“รินพูดได้แล้วแม่ รินพูดได้แล้ว รินพูดได้” ฉันพูดกลับไปกลับมา ดีใจเหลือเกินที่กลับมาพูดได้อีกครั้ง
สร้อยเส้นนั้นช่วยให้ฉันพูดได้หรือเปล่า ฉันไม่แน่ใจนัก รู้เพียงว่าเมื่อเห็นสร้อยเส้นนั้น ความทรงจำกับวันคืนที่นาริตะสว่างวาบขึ้นมาในใจ ความรัก..น่าจะเป็นแบบนั้น ใช่ป่าวน้อ สร้อยเส้นนั้นพี่อินให้ฉัน เขาเคยบอกเองว่าดอกเหมยหรือดอกบ๊วยเป็นดอกไม้แห่งความหวัง แล้วฉันจะยอมสิ้นหวังอยู่ทำไม เมื่อหัวใจกับสมองเชื่อมโยงกันได้ดี ฉันจึงสามารถพูดได้อีกครั้ง
ฉันตื่นเต้นมากที่กลับมาปกติ ทุกคนในบ้านดีใจกันใหญ่ น้องเมฆเองก็ท่าทางตื่นเต้น เพราะน้องเมฆอาจจะคิดว่าแม่ทำไมไม่พูดเหมือนคนอื่นๆ ตอนนั้นน้องเมฆเดินได้เตาะแตะ พูดได้บ้าง เป็นเด็กน่ารักที่สุด (ในสายตาของฉันเอง) ต่อจากน้องรุ้ง (คนอะไรบ้าลูกตัวเอง...)
ฉันได้พูดคุยกับคุณแม่ (ผู้ทำตัวเป็นโคนัน สืบไปเสียทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเชอร์รี่) มากมาย ได้รู้เรื่องที่คุณแม่ทราบมาอย่างละเอียด เชอร์รี่เที่ยวบอกใครๆว่าพี่หนิงจะให้ของขวัญวันเกิดหล่อนเป็นใบหย่า สาธุ เอาไปเถอะหล่อน ฉันจะได้หมดเวรหมดกรรมเสียที
ฉันติดต่อขอหย่ากับพี่หนิง เขาไม่ยอมคุยด้วย คงไม่อยากแบ่งสมบัติ ผ่านวันเกิดเชอร์รี่ไปแล้ว พี่หนิงยังคงทำไม่รู้ไม่ชี้เรื่องหย่า เราแยกกันอยู่อย่างนั้น ฉันรักษาตัวจนอาการประสาทต่างๆดีขึ้นมาก
ตรงนี้ต้องย้ำเลยว่า เวลาเท่านั้นที่เป็นตัวช่วยให้บาดแผลทั้งหลายในใจฉันดีขึ้นจนกลายเป็นแผลเป็นในที่สุด ดุจดังแผลเป็นที่หลังมือซ้าย อันเกิดจากการตีกับเชอร์รี่ ฉันต้องเห็นมันอยู่บ่อยๆ ตอนเกิดเรื่องใหม่ เห็นแล้วโกรธ โมโห แค้นใจเหลือเกิน แต่ตอนนี้เหรอ เห็นแล้วงั้นๆ
ฉันตัดสินใจลาออกจากงาน หลังจากปรึกษาพ่อแม่พี่น้องผองเพื่อนสนิททั้งหลาย เกือบทุกคนเห็นด้วยว่าฉันควรออกไปจากซีนเดิมๆ เปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่ หากฉันยังคงทำงานในบริษัทเดียวกับพี่หนิงและเชอร์รี่ ฉันคงไม่มีความสุขแน่ ต้องได้ยินได้ฟังเรื่องราวของสองคนนั้นตลอดเวลา ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากรับฟังอะไรแล้ว
เมื่อลาออกจากงาน ฉันได้เงินมาก้อนหนึ่ง ฉันแบ่งเป็นสองส่วน ซื้อประกันชีวิตเป็นเงินสูงพอควรให้ลูกทั้งสอง เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากฉันเป็นอะไรไป ลูกจะมีเงินพอใช้จ่ายไปจนช่วยเหลือตัวเองได้ ส่วนตัวฉันเอง มีเงินเก็บประมาณสามแสนบาทในตอนนั้น หากใช้อย่างระมัดระวังคงพออยู่ไปได้จนกว่าจะหางานใหม่ได้
ฉันพยายามฟื้นฟูสุขภาพของตนเอง ไปหาจิตแพทย์ตามนัด คุณหมอลดยาลงเรื่อยๆจนหยุดไปในที่สุด รวมเวลาที่ฉันเริ่มป่วยตั้งแต่เสียลูกคนเล็กไปจนถึงวันที่ฉันหยุดทานยาเป็นเวลาสิบเก้าเดือน
เกือบสองปีที่ฉันจมอยู่ในความทุกข์ทรมานใจ สุดท้ายมันก็ผ่านพ้นไป
สิบเก้าเดือนที่เชอร์รี่ยังคงรอใบหย่า หล่อนช่างมั่นคงกับความตั้งใจเสียนี่กระไร
สุดท้าย เชอร์รี่ก็ได้ใบหย่าสมใจ หลังจากที่คุยมาหลายปีว่าจะได้ใบหย่าเป็นของขวัญวันเกิด –น่าคุยจังนะเรื่องนี้ หล่อนคิดอะไรของหล่อน ถึงกล้าคุยโวกับใครๆแบบนั้น
ได้ใบหย่าไปไว้รอทะเบียนสมรสน่ะหรือ หล่อนลืมไปมั้งว่าฉันผู้มีทั้งทะเบียนสมรสและลูกอีกสองคนยังรั้งพี่ หนิงไว้ไม่ได้ แล้วหล่อนคนเดียวจะเอาพี่หนิงไว้อยู่แค่ไหนกันเชียว
ตลอดเวลาเหล่านั้น ฉันไม่ได้พบพี่อิน กับทั้งไม่มีข่าวจากเขาเลย ดีแล้วแหละ ต่างคนมีทางต้องเดิน มีชีวิตที่ต้องรับผิดชอบดูแล พี่อินจะนึกถึงฉันบ้างหรือเปล่าฉันไม่อาจทราบได้เลย
พี่หนิงหลบไปหลบมาจนกระทั่งวันหนึ่งฉันนัดเขามาคุยเรื่องหย่า (ที่ได้พูดมาหลายครั้งมากๆ) เขาตอบเหมือนเดิมว่า เขาไม่หย่า ให้ฉันไปฟ้องเอา
“พี่หนิงจะยื้อรินไว้ทำไม รินไม่อยากอยู่กับพี่หนิง รินเบื่อต้องมาคอยรับโทรศัพท์จากผู้หญิงต่ำๆ ลูกๆหวาดผวาเสียงมันกันหมด มันด่าไม่เว้นเลย พี่หนิงฟังสิ รินอัดเทปเอาไว้”
ฉันเปิดเทปที่บันทึกเสียงด่าตามสายของเชอร์รี่ให้พี่หนิงฟัง เขาทำท่าเบื่อ เดินหนี ฉันตามไปดึงเสื้อเขาไว้ เขาสะบัดหนี
เรื่องดำเนินไปซ้ำซากอีกหลายเดือน พี่หนิงคงรู้แล้วว่าคราวนี้ฉันไม่ใจอ่อนแน่ ในขณะที่ไม่เลิกกับฉัน เขายังคงไปบินกับเชอร์รี่จนรู้กันไปทั่วว่าทั้งคู่.....หน้าด้านค่ะ...หน้าด้าน....
แล้ววันที่พี่หนิงต้องยอมหย่าขาดจากฉันก็มาถึง....แต่ขอเล่าเรืองเชอร์รี่นิดนึง
วันนั้นฉันกลับมาจากขับรถไปรับลูกๆที่โรงเรียน น้องเมฆเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้ว ฉันเริ่มมีความสุขกับลูกๆ ไม่ค่อยนึกถึงพี่หนิงมากนัก อยู่ดีๆ เชอร์รี่โทร.มาที่บ้าน ทั้งที่หล่อนเงียบไปนาน
“ฮัลโหล..”ฉันรับสาย ปลายสายเงียบ ฉันฮัลโหลอีก คราวนี้เสียงหล่อนแปร๊ดๆมาตามสาย
“อีริน อีหน้าด้าน เมื่อไหร่เมริงจะยอมหย่าพี่หนิงซักที อีแก่ เค้าเบื่อหน้าเมริงจะตายอยู่แล้ว อีคน ha-ลาก ช้าง.....” (หยาบคายจนฉันตกใจ ทั้งที่คุ้นเคยมาก่อนแล้ว
แต่ฉันไม่ปล่อยให้หล่อนด่าฉันนาน ฉันสวนกลับไปทันที
“โธ๋เอ๋ย คนอะร โดนหลอกเอาฟรี ใครไม่ยอมหย่ากันแน่ ไปบอกเค้าเลยว่าชั้นรออยู่ทุกวัน เธอพาเค้ามาเลยนะ ชั้นยกให้ นึกว่ายกกระดูกให้หมาแทะ..”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดด อีริน เมริงกล้าด่ากรูเหรอ” เชอร์รี่มีหน้ามาพูด หล่อนด่าฉันเอา ด่าฉันเอา แล้วจะให้ฉันเป็นแม่พระหรือไง บอกแล้วว่ารินนี่มันร้ายเหมือนกันค่ะ
“อ้าว ทำไมล่ะ ทีเธอยังด่าแม่ชั้นได้เลย อย่ามาให้เจอนะ ชั้นเอาเธอตายแน่ๆ” ว่าแล้วฉันก็วางหู
กริ๊งงงง กริ๊งงงง กริ๊งงง ดังมาอีก มุขเดิมๆอีก โทร.มา พอเรารับก็ด่า พอไม่รับก็กระหน่ำโทร.
ฉันยกหูขึ้นจากแท่น แล้ววางลง พอกริ่งดังอีก ก็ยกหูแล้ววางลงอีก ให้มันเสียค่าโทรศัพท์ไป เสียประสาทไป (เป็นไงคะ รินเจ๋งยัง?)
ถึงเวลานอน ฉันเอาเด็กๆไปนอน ตอนนั้นเด็กทุกคนมานอนรวมในห้องฉันหมดเลย น้องรุ้งกับน้องเมฆนอนบนเตียงกับฉัน น้องหนอนนอนบนที่นอนที่เอามาปูข้างๆเตียงกับนวล นวลช่วยฉันได้มากทุกเรื่อง
ไม่มีใครได้ของประทานจากพระเจ้าได้ทุกอย่าง ในความโชคร้ายของชีวิตคู่ ฉันยังมีครอบครัวตัวเองที่คอยเอาใจใส่ มีนวลที่เป็นคนอื่นแท้ๆแต่โชคชะตาพาให้เรามาพบกัน จนวันนี้ที่นวลแต่งงานไปแล้ว นวลยังบอกว่าจะกลับมาเลี้ยงลูกให้น้องๆที่นวลเลี้ยงมากับมือทุกคน ฉันยังมีเพื่อนดีๆที่พร้อมจะเห็นใจและเข้าข้าง
พูดถึงเพื่อนดีๆ หลายท่านคงนึกถึงหนุ่ย หลังจากเจอกันที่ซีแอ๊ตเติ้ลและนั่งเครื่องไฟลท์เดียวกันกลับมากรุงเทพ หนุ่ยโทร.มาถามอาการน้องเมฆสองสามครั้งแล้วหายไปนาน หนุ่ยโผล่มาอีกครั้งหลังจากที่ฉันหายป่วยและกำลังเครียดเรื่องพี่หนิงไม่ยอมหย่า กับการถูกยัยผลไม้คอยคุกคามตามราวีไม่ละลด
หนุ่ยนัดเจอฉันที่ร้านอาหารเวียดนามในโรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อเจอกัน หนุ่ยเข้ามากอดฉันแน่นจนคนเหลียวมอง เพราะหนุ่ยเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงสังคมแล้ว หนุ่ยมาในภาพชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ สวมสูทอาร์มานี่อย่างเนี้ยบจนฉันแทบจำไม่ได้ ระหว่างที่กอดฉันแน่น หนุ่ยกระซิบว่า
“ริน มองตรงไปข้างหน้าริน สิบเอ็ดนาฬิกา ..หล่อชิ้พพพพ” ชายหนุ่มคนที่หนุ่ยบอกให้ฉันดูเป็นหนุ่มไทยหน้าตี๋คิ้วเข้มที่ตอนนั้นฉันไม่เห็นว่าหล่อตรงไหน
พูดออกมาค่อยเหมือนหนุ่ยหน่อย ฉันล้อหนุ่ยว่า
“เหนื่อยป่ะหนุ่ย เก๊กแมนโคดๆเลยน้า”
“เออ ชินละ รินน่ะตัวทำไมมีอะไรไม่ส่งข่าวเลย หนุ่ยมัวทำงาน กว่าจะรู้เรื่องริน เนี่ย พอรู้ก็รีบโทร.หารินเลย โอ๊ยยยย...”หนุ่ยเอามือกุมอกข้างซ้ายไว้
“อ้าว..เป็นไรหนุ่ย” ฉันถาม
“เป็นโรคเรอ..เอิ้กๆๆ”
“เรออะไรหนุ่ย เอาถุงมาเป่าสิ เดี๋ยวรินขอพนักงานให้”
“ยัยรินจอมเซ่อ แบบนี้แหละเลยโดนยัยผลไม้แกล้งหยั่งกับอะไร เรอน่ะ...เรอทัก-รักเธอไง”หนุ่ยบุ้ยใบ้ให้ดูชายหนุ่มคนนั้นอีก
“ขำจังหนุ่ย แล้วเอามาร์คไปไว้ไหน เปลี่ยนเทสต์แล้วเหรอ คนนี้ตี๋จะตาย ไม่เห็นหล่อตรงไหน คนอะไรตาเล็กนิ้ดเดียว” ฉันบอก
ดูราวชายหนุ่มคนนั้นจะรู้ตัว เขาหันมามองฉันกับหนุ่ยบ่อยๆ หนุ่ยชวนฉันคุย แต่ตาเหล่ไปที่โต๊ะหนุ่มหน้าตี๋ตลอด
“เลิกไปนานแล้ว มาร์คเค้าไม่ชอบอยู่เมืองไทย ไปไหนกับหนุ่ยไม่ได้ กลัวคนเห็น ต้องแอบๆซ่อนๆ แล้วเค้าเป็นฝรั่ง เป็นอเมริกันที่อิสระเสรีเหนืออื่นใด เราเลยบ๊ายบายกันด้วยความเข้าใจนะริน”หนุ่ยทำตาลอย
“เก๊กแมนๆหนุ่ย ท่าแบบนั้นมันต้องไว้ทำที่บ้าน” ฉันปราม หนุ่ยรีบสงบเสงี่ยมทันที
“เผลออีกละ กับพวกเรา หนุ่ยเผลอทู้กที แต่ถ้ากะคนอื่นนะ หนุ่ยกลายร่างได้ทันควันเลย ที่จริงเป็นผู้ชายก็ดีนะ ชะนีมาให้ท่าเย้อะ รู้ๆว่าเราหมั้นกะแจ๋มแล้ว ยังไม่สนใจ กรูจาอาวววซะอย่าง เฮ้ออ สมัยนี้ชะนีมันเยอะมากมาย น่ารำคาญจะตาย” พูดอย่างกับเพื่อนที่นั่งตรงหน้าหนุ่ยไม่ใช่ชะนีงั้นแหละ
“คุณหนุ่ยเจ้าขา สั่งอาหารได้แล้ว น้องเค้ามายืนคอยนานละนะ”
“เอ้า รินอยากทานรัย หนุ่ยเอาเปาะเปี๊ยะทอด กุ้งพันอ้อย เส้นหมี่หมูย่าง แกะย่างพริกไทยดำ...”
“มีแกะด้วยเหรอนุ่ย อาหารญวณเนี่ยนะ” ฉันถาม ไม่เคยทานอาหารญวณที่ไหนมีเนื้อแกะอยู่ในเมนูเลย
“มีสิจ๊ะนู๋ริน อร่อยด้วย ไม่เชื่อเดี๋ยวลอง อ่ะ รินสั่งมั่ง หนุ่ยสั่งเยอะแล้ว”
“โห เอาแค่ที่หนุ่ยสั่งก็พอละ เยอะแยะกินไม่หมด”
“ใครบอกให้กินหมดล่ะริน กินไม่หมดใครว่า..อือ หล่อจัง”
หนุ่ยมองไปที่โต๊ะชายหนุ่มคนนั้นที่ตอนนี้มีหญิงสาวหน้าตาน่ารักมานั่งด้วย
“แฟนไม่เห็นสวยเลย เช้อ เสียดาย หล่อแบบนี้น่าจะมีแฟนสวยๆ”หนุ่ยบ่น
“แหม เค้าอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้นี่หนุ่ย ดูดิไปนินทาเค้า”
“เออจริงของริน ช่างเค้าเหอะ หนุ่ยก็หาอาหารตาไปงั้น ตอนนี้กระดิกตัวทำอะไรก็เป็นข่าว เบื่อ เนี่ย คอยดูเดี๋ยวต้องมีคนไปเขียนข่าวว่าหนุ่ยหนีคู่หมั้นมาสวีทกะสาวสวย โอย อกจาแตก”
“เอ้า เอาเข้าไป หนุ่ย บ่นอยู่นั้น แล้วนี่ชวนรินมาทำไม จะคุยเรื่องรินใช่ป่าว “
หนุ่ยพยักหน้าหงึกหงัก “เอ้า มีอะไรเล่าไป รินทำให้หนุ่ยใจหายไปหมดตอนรู้ข่าวว่ารินไม่พูดเกือบสองปี ตอนนี้ดูรินไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ สวยขึ้นด้วยซ้ำ ผมทรงนี้ดีกว่าตอนเป็นแอร์ตั้งเยอะ แล้วพอรินแต่งหน้าน้อยๆนี่สวยกว่าโบ๊ะเยอะๆอีก”
ตอนเป็นแอร์ ฉันไว้ผมยาว รวบเป็นมวยตึงเปิดหน้าผาก ต่อมาเมื่อคลอดน้องรุ้งแล้วผมร่วงมาก ฉันจึงตัดบ๊อบสั้น ทรงยอดนิยมของแอร์ แล้วกลับมาไว้ผมยาวอีกหลังจากไม่ได้ทำงานแล้ว
ฉันเล่าเรื่องต่างๆให้หนุ่ยฟังอย่างไม่ปิดบังมากนัก (ปิดแต่เรื่องความสัมพันธ์กับพี่อิน- เพิ่งมาเปิดตอนเขียนเรื่องนี้แหละค่ะ) ลงท้ายว่า
“รินไม่รู้จะทำไง พี่หนิงไม่ยอมหย่า เชอร์รี่มันก็เอาแต่กวนซ่งติง รินรำคาญ อยากยกพี่หนิงให้มันไปซะ เค้าจะได้รู้มั่งว่านรกมีจริง”
“เอางี้มั้ยริน หนุ่ยจะให้ทนายบ้านหนุ่ยทำเรื่องให้ ฟ้องหย่าเลย รับรองพี่หนิงรีบหย่า เค้าต้องไม่อยากมีเรื่องขึ้นศาลหรอก บลาๆๆ”
บอกแล้วว่าหนุ่ยหัวไว หนุ่ยอธิบายเรื่องกฎหมายให้ฉันฟังอย่างละเอียด เพื่อ...
“รินจะได้รู้สิทธิ์ที่รินควรได้ อย่าทำเป็นนางเอกหนังไทย ขอหย่าอย่างเดียว ไม่เอาอะไร ไม่ด๊ายย ไม่ได้เป็นอันขาด ต้องเอาให้มันแสบไปทั้งบ้านเลย”
ปากพูด แต่ตาอยู่ที่โต๊ะหนุ่มคนนั้นตลอด เป็นอันว่าอาหารมื้อนั้นจบลงด้วยความสบายใจของฉัน
นานหลังจากนั้น ฉันเห็นหนุ่มคนนั้นเดินตามหนุ่ยในฐานะ “เลขานุการส่วนตัวของพณฯท่าน” ตลอดมา
ในที่สุด หนุ่ยขี่ม้าขาวมาช่วยฉันอีกครั้งตามเคย จากการแนะนำของหนุ่ย ฉันไปพบกับทนายความที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งซึ่งรับฟังเรื่องราวของฉันจากหนุ่ยแล้วและเข้าใจสภาพฉันเป็นอย่างดี
ขอบคุณหนุ่ยเหลือเกินเล่าแทนฉัน เพราะฉันยังอยุ่ในสถานะการณ์นั้น และต้องเจ็บปวดเมื่อพูดถึงมัน
เมื่อพี่หนิงได้รับจดหมายจากทนาย เขาโกรธมาก มาที่บ้านตีหน้าตึงเครียดทีเดียว
“เธอทำแบบนี้ทำไม ชั้นพยายามจะดีกับเธอแล้วนะ แล้วนี่เธอมาฟ้องหย่า มีใครยุอีกหล่ะสิ ฟ้องไปเถอะ บ้านนี้ยังไงก็เป็นที่ของแม่ฉัน เธอไม่มีสิทธิ์เอาไปหรอก อยากไปก็ไปแต่ตัว ฉันเลี้ยงลูกเองได้” พูดจาด๊อกกี้มากเลยนะพี่หนิง
เขาเสียงดังต่อ ดีว่าตอนนั้นลูกๆไปโรงเรียนหมดแล้ว ฉันโต้เถียงกับเขาตามที่น่าจะเถียง
เสียงโทรศัพท์ดังคั่นเวลาขณะที่ฉันกำลังแว้ดๆใส่เขา
“ฮัลโหล” ฉันรับสาย เสียงแม่นั่นดังมาอีกแล้ว
“ e จัน rai ดัดจริตฟ้องหย่า ....บลาๆๆๆ” ฉันยื่นหูโทรศัพท์ไปแนบหูพี่หนิง ให้ได้ยินซะมั่งว่าเชอร์รี่โทร.มารังควาน
พี่หนิงปัดหูโทรศัพท์ออก “ไปฟังทำไม เมื่อเช้าเธอโทร.ไปด่าเค้านี่ เค้าโกรธเค้าเลยโทร.มาด่าเธอมั่ง”
เป็นแบบนี้ทุกที พี่หนิงจะเชื่อเชอร์รี่ตลอดว่าที่หล่อนโทร.มาด่าฉันน่ะเพราะฉันไปด่าหล่อนก่อน โธ่เอ๋ย ฉันน่ะด่าไม่ทันเชอร์รี่เลย ฉันอยู่ของฉันดีๆ เรื่องอะไรจะโทร.ไปให้ได้ยินเสียงหล่อนแล้วไม่สบายใจไปทั้งวี่ทั้งวัน
กว่าพี่หนิงจะรู้ความจริงว่าเชอร์รี่เป็นอย่างไรก็สายไปหมด เชอร์รี่พาพี่หนิงตกนรกทั้งเป็นอยู่ในเวลานี้
ทีใครทีมันนี่มันจริงเลย
เมื่อฉันเอาจริง โดยให้ทนายความเจรจากับพี่หนิง ในที่สุดพี่หนิงยอมต่อรองกับฉันเรื่องการหย่า (โดยผ่านทนาย เพราะเราคุยกันดีๆไม่ได้)
วันที่ฉันหย่าขาดจากพี่หนิง คือวันที่ 24 สิงหาคม 2541 สองปีหลังจากลูกชายคนเล็กตายจากไป(จะได้ทำบุญทีเดียวเลย)
คบกันก่อนแต่งงานสองปี แต่งงานมาสิบสามปี รวมเวลาสิบห้าปีที่ฉันมีความทุกข์มากกว่าสุข

ชีวิตรันทด...เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่16 (ตอนจบ) 16.2

วันนั้นฉันนัดพบกับพี่หนิงที่เขตบางเขนเวลาเก้าโมงเช้า เมื่อเจอกัน เราต่างไม่คุยกันมากนัก นอกจากเวลาที่ไปติดต่อตามช่องต่างๆเพื่อขอยื่นเอกสารในการหย่า และทำสัญญาการหย่า เจ้าหน้าที่สาวๆหลายช่องแอบถามฉันว่า จะหย่ากันทำไม ผู้ชายก็ล้อ-หล่อ ผู้หญิงก็ซ้วย-สวย (เค้าไม่ทราบกันว่าฉันซวยขนาดไหนอ่ะนะ) มีพี่คนหนึ่งท่าทางอาวุโสหน่อยมากระซิบว่า

“เค้าเจ้าชู้ใช่มั้ยล่ะน้อง”
ฉันพยักหน้า พี่คนนั้นพูดต่อว่า

“เรื่องธรรมดานะน้อง จะหย่าไปทำไม ผู้ชายมันก็งี้ทุกคน ดูซิ สวยๆ แบบนี้ยังทำได้ พวกนี้ชอบลองของใหม่ สุดท้ายต้องกลับมาตายรัง น้องก็อยู่ของน้องไป เค้ารวยด้วยนี่ เห็นว่าจะเขียนสัญญาให้เงินน้องเดือนละตั้งเยอะ แถมมีลูกตั้งสองคน เป็นพี่นะ ไม่หย่าหรอก ปล่อยให้ผู้หญิงพวกนั้นมันอกแตกตายไปเอง...”

พี่เค้าพูดอีกเยอะ ฉันอยากบอกว่า กรณีของฉันมันเป็นข้อยกเว้นจากมาตรฐานหลายอย่างของชีวิตคู่ แต่มันไม่ทราบจะอธิบายอย่างไรให้คนนอกเข้าใจ เลยได้แค่ยิ้ม

เมื่อเอกสารไปถึงหัวหน้าเขต ผู้มีหน้าที่ไกล่เกลี่ยเรื่องครอบครัว ท่านถามเราว่าทำไมจะหย่ากัน พี่หนิงชิงตอบว่า

“เพราะอยู่ด้วยกันต่อไปไม่ได้แล้วครับ”

“ค่ะ” ฉันตอบบ้าง สั้นๆพอ

หัวหน้าเขตพูดแบบที่คงพูดมาหลายร้อยหลายพันครั้งแล้วว่า

“ไม่ลองคิดอีกทีหรือครับ มีลูกด้วยกัน น่าจะลองคิดอีกที...”

“ผมว่าลองคุยกันใหม่อีกสักครั้ง แล้วค่อยตัดสินใจดีมั้ยครับ....”

“ลูกจะมีปัญหานะครับ พ่อแม่ไม่อยู่ด้วยกัน เค้าจะเคว้งคว้าง...”
ฯลฯ

ท่านพยายามทำหน้าที่ของท่าน แต่ฉันกับพี่หนิงคงยืนกรานจะหย่า น้ำตาเริ่มมาเอ่อที่ตาฉัน จนกลั้นไม่ไหว ฉันร้องไห้ออกมาตรงนั้น พร้อมยืนยันว่า ฉันต้องการหย่า

ในขณะที่เจ้าหน้าที่เขียนสัญญาการหย่าตามที่ฉันกับพี่หนิงตกลงกันมา ฉันร้องไห้เงียบๆ ตลอด ไม่อายใครหรอก ร้องสั่งลา ร้องไห้ให้ความกดดันทั้งหมดในชีวิตที่ผ่านมาหลั่งไหลพร้อมน้ำตา ร้องไห้กับวันเวลาดีๆที่เคยมีพี่หนิง

เมื่อเจ้าหน้าที่เขียนสัญญาการหย่าเรียบร้อย ส่งให้ฉันกับพี่หนิงอ่าน ในสัญญานั้นระบุว่า (ขอเล่าคร่าวๆ เพราะรายละเอียดเยอะมาก)

1. บุตรทั้งสองอยู่ในการปกครองของมารดา โดยบิดาจะส่งเสียค่าเลี้ยงดูเป็นจำนวนเงินเดือนละ....(มากพอควรค่ะ) ไม่รวมค่าเล่าเรียนและกิจกรรมพิเศษต่างๆซึ่งผู้เป็นบิดาจะส่งเสียจนกว่าบุตรจะจบการศึกษาสูงเท่าที่ต้องการ
2. บ้านที่เป็นสินสมรส ปลูกอยู่ในที่ดินของมารดาฝ่ายชาย ฝ่ายชายตกลงให้ฝ่ายหญิงอยู่กับบุตรทั้งสอง จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีเงินมาให้อีกฝ่ายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งของราคาบ้านและตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรต่อหน้าพยาน ฝ่ายที่จ่ายเงินให้อีกฝ่ายหนึ่งจะได้กรรมสิทธิ์ครอบครองบ้าน
3. อสังหาริมทรัย์ รวมทั้งสังหาริมทรัพย์อื่นๆ อาทิ ที่ดิน รถยนต์ เงินสด เป็นชื่อของฝ่ายใด ให้ตกเป็นของฝ่ายนั้น
4. ฯลฯ

ฉันกับพี่หนิงต้องลงชื่อในเอกสารหลายฉบับ สุดท้าย ได้ใบหย่ามาคนละ 1 ใบ พร้อมสำเนาเอกสารการหย่าที่ทางเขตแจ้งว่าเป็นเอกสารสัญญาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ทำตามสัญญา อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิ์ฟ้องร้องได้

ฉันปวดศีรษะมากจนเดินเซไปที่รถ พี่หนิงตามมา เขาบอกว่า

“รินดูไม่ค่อยสบายเลยนะ พี่ขับรถให้เอาไหม”

เหอๆๆๆๆ ทีแบบนี้มาทำเป็นห่วง ผีเข้าเหรอ เอาเถอะ หย่ากันแล้ว พูดกับเขาซะหน่อย

“รินไม่เป็นไร พี่หนิงไปดูแลคนของพี่หนิงให้ดีเถอะ รินอยู่ได้ ขอบคุณนะที่หย่าให้ริน”

ฉันพูดพร้อมกับยกมือไหว้เขาอย่างสวย พี่หนิงยื่นหน้ามาหอมแก้มฉัน

“โธ่ๆๆๆ รินนี่เครียดจัง พี่ตามใจรินแหละ อยากหย่าก็หย่า เอาไว้รินอารมณ์ดีๆ แล้วค่อยมาจดกันใหม่นะ”

พูดง่ายจัง ผู้ชายคนนี้

ฉันขับรถไปบ้านคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อซึ่งเกษียณแล้วไม่อยู่บ้าน เพราะมีมหาวิทยาลัยเชิญไปเป็นอาจารย์พิเศษ คุณแม่เห็นตาบวมแดงของฉันแน่ๆ แต่จะไปอายอะไรกับท่าน ท่านกอดฉัน

“หมดเคราะห์เสียทีนะลูก แม่อยากให้รินเอาหลานกลับมาอยู่บ้านเรา แม่ห่วงรินกลัวสู้พวกบ้านโน้นไม่ได้ ไหนจะผู้หญิงคนนั้นอีก”

คุณแม่ไม่เคยเรียกเชอร์รี่แบบมีคำว่า e นำหน้า ท่านจะเรียกหล่อนว่า “ผู้หญิงคนนั้น” โดยละชื่อหล่อนเอาไว้ ท่านคงไม่อยากเอ่ยชื่อนั้นออกมาจากปากท่านกระมัง

“แม่ขา รินเลิกกะพี่หนิงแล้ว คงสมใจพวกเค้าหล่ะ ไม่น่ามายุ่งกะรินแล้วนะคะ แต่ถ้ามา รินจะสู้”

ตอนที่พูดนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าจะมีเรื่องหลังการหย่าต่อมาอีก และมีเรื่องมาเรื่อยๆ มากบ้างน้อยบ้าง จนถึงทุกวันนี้

หากเป็นนิยาย ตอนจบของเรื่องคือการลงเอยของพระเอกนางเอกอย่างมีความสุข ประมาณ and then they live happily ever after….

แต่รินไม่ใช่นางเอก พี่หนิง พี่อิน ไม่ใช่พระเอก เรื่องจึงต้องจบแบบมีการอัพเดทเหตุการณ์ได้จนถึงทุกวันนี้

หลังหย่าได้ไม่กี่วัน คอลัมน์ซุบซิบของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเอาข่าวเรื่องหย่าของฉันไปลง ประมาณว่ากัปตันเจ้าเสน่ห์หย่าขาดจากภรรยาคนสวยเพราะมือที่สามที่เป็นแอร์ชื่อเหมือนผลไม้ ...(ไม่รู้ฝีมือใครส่งข่าว)

จากข่าวในหนังสือพิมพ์ ทำให้ฉันต้องรับโทรศัพท์จากคนรู้จักมากมาย ล้วนแสดงความห่วงใย เสียใจ แกมดีใจด้วย (สำหรับบางคนที่รู้เรื่องดีมากๆ ต่างดีใจที่ฉันออกจากวังวนของชายหญิงสองคนนั่นได้เสียที)

เชอร์รี่ไม่สะทกสะท้านกับการเป็นมือที่สาม พูดให้ตรงจริงๆคือ หล่อนไม่เคยสะทกสะท้านที่จะทำสิ่งที่เลวร้ายในสายตาใครๆ ไม่รู้ว่าหล่อนคิดไม่ได้ หรือไม่ได้คิด

ทุกไฟลท์ที่หล่อนไปบิน หล่อนจะพกสำเนาใบหย่าของพี่หนิงกับฉันไว้ในกระเป๋า พร้อมจะเอาออกมาโชว์ชาวบ้านได้ทุกเมื่อ หารู้ไม่ว่าผู้คนเค้าสมเพชเวทนาการกระทำของหล่อนกันทั่วหน้า

การกระทำต่างๆของเชอร์รี่ที่ฉันเขียนมาทั้งหมด (จริงๆยังไม่หมดน้า) เป็นเรื่องจริงที่ผู้อ่านอาจจะคิดว่า “มีด้วยเหรอคนแบบนี้” ฉันขอบอกว่า “มีจริงแท้แน่นอน” ฉันไม่ได้เขียนเกินไปจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเลยแม้แต่น้อย

ถ้าเชอร์รี่ได้มาอ่านเรื่องนี้ หล่อนจะเถียงฉันไม่ได้เลยว่า เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้...ไม่จริง

แต่คนอย่างหล่อน คงไม่มาอ่านหรอก ในเมื่อหล่อนไม่ยี่หระกับอะไรเลย นอกจากไขว่คว้าสิ่งที่หล่อนอยากได้เอามาไว้ในครอบครองให้ได้จนหมด

คนที่รู้จักทั้งเชอร์รี่หลายๆคนวิเคราะห์ว่าหล่อนเป็นคนแปลก ไม่รู้สึกผิดกับการทำเรื่องเลวร้าย ไม่ย่อท้อกับการทำความเลว ไม่รู้สึกละอายใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป กลับกระหยิ่มที่แย่งทุกอย่างไปจากลูกผู้หญิงด้วยกันคนหนึ่งได้

หล่อนเป็นคนใจ***ม

พี่หนิงจึงกลัว ไม่กล้าทำอะไรที่ขัดใจหล่อน เพราะวันร้ายคืนร้ายวันใด หล่อนอาจลุกขึ้นมาฆ่าคนได้

จากการสังเกตของฉัน พี่หนิงไม่ได้มีความสุขเมื่ออยู่กับเชอร์รี่ อาจสุขเฉพาะทางเท่านั้น คือสุขทางเนื้อหนังโลกีย์ อันน่าจะเป็นของชอบของเขาและหล่อน

คนใช้บ้านคุณแม่เขาเล่าว่า กลางวันแสกๆ พี่หนิงกับเชอร์รี่ยังพากันทำอะไรๆ เสียงดัง แถมไม่ล้อคประตูห้อง (บนบ้านคุณแม่เขา)เสียอีก เลยมีคนได้ดูหนังเอ๊กซ์แบบสดๆไม่เสียตังหลายคน เพราะเผลอไปเปิดประตูห้องเข้า

ฉันคิดผิดไปหน่อยตรงที่คาดว่า เชอร์รี่คงเลิกมาราวีฉันเสียทีหลังจากหล่อนได้ใบหย่าสมใจ มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะนอกจากใบหย่าแล้ว หล่อนยังต้องการ “ทะเบียนสมรส” อีกด้วย โลภมั้ยเนี่ย?

วันดีคืนดีที่หล่อนเกิดอาการไซไค (ภาษาหมอ เรียกคนไข้โรคจิต) หล่อนจะโทร.มาที่บ้านฉัน ใครรับโทรศัพท์หล่อนจะส่งเสียงประสาทหลอนของหล่อนมาตามสาย ทำตัวเหมือนตอนที่ฉันยังไม่ได้หย่ากับพี่หนิง

นี่หล่อนเป็นอะไรไป ไม่รู้จะตามก่อสงครามกันไปถึงไหน จนกระทั่งฉันทนรำคาญไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ทั้งหมด ฉันเปลี่ยนทั้งเบอร์บ้านและมือถือมาหลายรอบแล้ว เพื่อนฝูงคนรู้จักพากันบ่นว่าฉันเปลี่ยนเบอร์บ่อยเกินไป บางคนแซวว่าฉันเปลี่ยนเบอร์หนีเจ้าหนี้หรือไร แหม...เจ้าหนี้น่ะ ยังน่ากลัวน้อยกว่าเชอร์รี่เลยนะ

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฉันเริ่มทำธุรกิจส่วนตัว มีรายได้พอประมาณ อยู่ได้ไม่เดือดร้อน ฉันยังคงขับรถรับส่งลูกๆ(รวมน้องหนอนที่ไม่ยอมไปอยู่กับพี่หนิงเพราะไม่ชอบเชอร์รี่ น้องหนอนนั้นเมื่อมีเชอร์รี่เข้ามา และเธอเริ่มโตขึ้นพ้นวัยรุ่น เธอจึงเข้าใจฉันมากขึ้น และถือเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของฉันมาจนถึงเดี๋ยวนี้) ไปโรงเรียน ไปเรียนพิเศษ ไปทำกิจกรรมต่างๆ อันทำให้เวลาหมดไปอย่างรวดเร็ว ฉันเคยคิดจะย้ายกลับไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่แบบถาวรเลย แต่ในที่สุดตัดสินใจอยู่ที่บ้าน ฉันควรจะเป็นหัวหน้าครอบครัวด้วยตัวเอง ไม่ใช่แบกภาระลูกหลานกลับไปให้ท่านทั้งสองอีก

คุณพ่อคุณแม่แก่ตัวลง สุขภาพเริ่มทรุด ฉันพาหลานทั้งสองไปเยี่ยมท่านทุกสุดสัปดาห์ บางครั้งนอนค้างที่บ้านท่าน บางทีไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน จิตใจที่บอบช้ำของฉันค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ คุณตาคุณยายรักหลานมาก รวมทั้งน้องสาวน้องชายฉันต่างรักหลานทั้งสองมากเช่นกัน เพราะทั้งสองไม่มีลูก

ตั้งแต่เริ่มแรกที่เขียนเรื่อง ฉันตั้งใจว่าจะไม่เล่าเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่แล้วฉันก็ทำได้ไม่เนียน เพราะตอนหนึ่งฉันบอกว่า น้องสาวน้องชายไปเรียน อีกตอนหนึ่งเขียนถึงเรื่องน้องหนอนวีนฉันในวันแต่งงงาน พูดถึงน้องสาวของฉันที่พุ่งตัวไปจับน้องหนอน อีกตอนหนึ่งบอกว่าตัวเองเป็นลูกสาวคนเดียว

ต้องขออภัยด้วยค่ะ ฉันโกหกไม่เก่งเลย แย่จัง

สรุปคือ ฉันมีน้องสาวหนึ่งคน น้องชายหนึ่งคน ที่ฉันรักมากทั้งคู่

ถ้ามีเวลาและโอกาสในวันหน้า ฉันจะเล่าเรื่องชีวิตวัยเด็กของฉันให้ฟัง วัยเด็กของฉันมีความหมาย เพราะความรักที่หล่อหลอมฉันมามีส่วนมากในการช่วยฉันฟันฝ่ามรสุมลูกแล้วลูกเล่าในชีวิต อืมมม เคยมีใครตั้งชื่อพายุสักลูกว่า “เชอร์รี่”บ้างหรือเปล่าเนี่ย พายุลูกนี้ร้ายกาจมาก ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าได้หมดจริงๆ

พี่หนิงยังคงอยู่ที่บ้านคุณแม่ของเขา ไม่เห็นจะย้ายไปไหน เชอร์รี่มาที่บ้านนั้นบ่อยๆ ฉันไม่สนใจหล่อนแล้ว เชิญทำอะไรไปตามสบาย อย่ามายุ่งกับฉันอีกได้เป็นดี

แต่...พี่หนิงยังคงทำตัวราวกับฉันยังเป็นภรรยาเขาอยู่ หากวันไหนฉันออกจากบ้านโดยไม่มีลูกไปด้วย เพื่อซื้อของหรือทำธุระส่วนตัว พี่หนิงจะคอยใช้ให้คนมาดูว่าฉันกลับมาหรือยัง บางครั้งโทร.ตาม บ่นว่าว่าฉันทิ้งลูก ...เอ๊า...อ้าว .....คนอะไร ไม่หันมามองตัวเองเลย

เมื่อพี่หนิงวุ่นวายกับเรื่องส่วนตัวของฉันมากๆเข้า ฉันจะเตือนเขาว่า เราเลิกกันแล้ว อย่ามายุ่งกับฉันเลย...ได้ผลไประยะหนึ่ง แล้วกลับเป็นอย่างเดิมอีก ...วนเวียนมาจนทุกวันนี้ ( พี่หนิงหวงก้างไปทำไม ไม่เข้าใจ ฉันเลยอดมีแฟนใหม่เลย5555)

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จนน้องหนอนสอบเอ็นทรานซ์ ฉันเป็นคนไปส่งเธอสอบ และขับรถกลับมาบ้าน กลับไปอาจจะท้องเดินระหว่างสอบได้ เลยเอาอาหารไปส่งทุกวัน

เมื่อประกาศผลสอบ น้องหนอนสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกันกับที่ฉันเคยเรียนแต่คนละคณะ น้องหนอนตื่นเต้นดีใจ ฉันเองก็ดีใจจนน้ำตาไหล กอดน้องหนอนแน่น รู้สึกทันทีนั้นว่าน้องหนอนเริ่มเข้าใจฉันแล้ว หลังจากที่อยู่กันแบบฉันต้องอดทนฝ่ายเดียวมานาน

พี่หนิงทราบว่าน้องหนอนสอบติดช้ากว่าใครเพราะเขาไปบินและติดต่อไม่ได้ ตามสไตล์เขาแหละ

เมื่อพี่หนิงทราบว่าน้องหนอนสอบติด เขาให้ของขวัญลูกสาวเป็นรถยนต์ BMW ซีรี่ส์สาม ใหม่เอี่ยม น้องหนอนดีใจมาก แม้ยังไม่มีใบขับขี่ เพราะอายุยังไม่เต็มสิบแปด แต่พี่หนิงบอกว่าไม่เป็นไร ส่งนามบัตรเพื่อนตนเองที่เป็นนายตำรวจใหญ่ไว้ให้น้องหนอน ไว้ใช้เบ่งกับตำรวจชั้นผู้น้อยที่มักจะทำหน้าที่อยู่บนท้องถนนทั่วๆไป ทำอะไรแต่ละอย่าง เข้าท่ามั้ยนั่นที่สนามสอบอีกตอนกลางวันเพื่อนำอาหารกลางวันไปให้น้องหนอนทาน ฉันกลัวว่าหากทานอาหารที่ขายๆกัน น้องหนอน

ก่อนเปิดเทอมใหม่ มีกิจกรรมรับน้องที่มหาวิทยาลัย น้องหนอนขับรถใหม่ และขอยืมนาฬิกา ROLEX เรือนทองฝังเพชรของฉันไปสวม ฉันให้ไปโดยไม่เฉลียวใจสักนิดว่าจะไม่ได้คืน ฉันซื้อนาฬิกาเรือนนั้นที่เวียนนา ประเทศออสเตรีย ตั้งแต่สมัยเป็นแอร์ ราคาคิดเป็นเงินไทยประมาณหนึ่งแสนแปดหมื่นบาท ตอนนี้ไม่ทราบว่ากี่แสนแล้ว

ลูกเรือสายการบินนี้มีโรเล็กซ์กันเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของยูนิฟอร์ม เคยมีผู้โดยสารอายุมากแล้วชาวอเมริกันเอานาฬิกาที่เธอซื้อจากบ้านเราขึ้นมาอวดแอร์ บอกเล่าประมาณว่า ดูสิ ของก๊อปเมืองไทย สวยมาก โรเล็กซ์ คาร์เทียร์
ปาเต๊ก..รวมกันไม่กี่พันบาท แล้วหันมาชี้ที่โรเล็กซ์ของแอร์ ถามว่า
“แล้วของเธอเท่าไหร่ ซื้อได้ถูกกว่าฉันหรือเปล่า”

แอร์งงกว่าจะเก๊ทว่าผู้โดยสารนึกว่าพวกเราใส่ของก๊อป แต่ด้วยความหัวไวเลยตอบถนอมน้ำใจคุณป้าไปทำนองว่า ซื้อมาราคาพอๆกับที่คุณป้าซื้อนั่นแหละค่า คุณป้ายิ้มไม่หุบ ไม่รู้ป่านนี้รู้หรือยังว่าแอร์ สจ๊วต นักบิน สายการบินนี้เค้าสวมของจริงกันทั้งนั้น ยิ่งมีเงินเยอะ หรือบ้านรวย ใส่เรือนละล้านยังมี

น้องหนอนเอานาฬิกาของฉันไปหลายวัน วันหนึ่งเธอกลับมาบอกว่า

“อารินขา หนอนมีอะไรจะบอก อารินอย่าเพิ่งโมโหนะ...

น้องหนอนทำหน้าแบบที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต คือหน้าตาเสียใจและรู้สึกผิด ฉันมองหน้าจ๋อยๆของเธอแล้วตกใจ รีบถามว่า

“มีอะไรเหรอคะหนอน”

“อารินขา หนอนทำโรเล็กซ์อารินหาย...หนอนไม่รู้ว่ามันหายตอนไหน หนอนขอโทษ”

ใจฉันหายไปพร้อมกับประโยคของเธอที่ฉันรับทราบว่าโรเล็กซ์ของฉันหาย นาฬิกาที่ฉันเก็บเงินนาน...มากกกกและคิดแล้วคิดอีกว่าควรซื้อหรือเปล่า ใครๆบอกว่าซื้อโรเล็กซ์เหมือนเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง ฉันขาดทุนอีกแล้วสิ

แต่เมื่อเห็นหน้าของน้องหนอน ฉันเลยใจอ่อนตามประสาที่เป็นฉัน ฉันบอกเธอไปว่า

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แล้วมันหายยังไง หนอนคิดออกมั้ย อยู่ในห้องหรือเปล่า เดี๋ยวอารินไปช่วยหา”

ฉันไปที่ห้องน้องหนอน หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนในที่สุดต้องปลงว่า ฉันคงไม่ได้นาฬิกาคืนอีกแล้ว

ตรงนี้ขอย้อนเล่าถึงวันที่ฉันซื้อนาฬิกาเรือนนั้นนิดนึงนะคะ

จำได้ว่าวันที่ไปซื้อนาฬิกาเรือนนี้ มีลูกเรือหลายคนไปด้วยกัน ร้านนาฬิการ้านนี้อยู่แถวถนนช้อปปิ้งในเวียนนา เมืองแสนสวยที่ใช้ถ่ายภาพยนตร์เรื่อง The Sound of Music นั่นไง พวกเรามักจะแวะเวียนไปที่ร้านนี้ทุกครั้งเพราะขายถูก (แบบอาศัยขายเยอะ ) บริการเลิศ แถมมีบริการผ่อนด้วยบัตรเครดิตได้อีก

หลายคนไปร้านนั้นเพื่อเอาโรเล็กซ์ของตนเองที่ซื้อจากไหนก็ได้ไปให้ทางร้านทำความสะอาด ทิ้งนาฬิกาไว้ ไปเดินช้อปปิ้ง ไม่กี่ชั่วโมงก็กลับไปรับนาฬิกาที่ได้รับการทำความสะอาดจนเอี่ยมแวววาวคืนข้อมือได้ ฟรีด้วยอีกต่างหาก ใครไม่ชอบบ้าง

ฉันลองนาฬิกาหลายเรือน มีกองเชียร์เป็นเพื่อนร่วมงาน ที่ร่วมกันลอง ร่วมกันเชียร์ ซื้อไม่ซื้อไม่เป็นไร เจ้าของร้านจิตวิทยาดี พนักงานบริการด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จนบางครั้งไม่ตั้งใจไปซื้อยังซื้อเลย

แล้วฉันที่แสนจะตั้งใจไปซื้อจะทนไหวได้อย่างไร ฉันลองสวมหลายเรือน และเมื่อถึงเรือนนั้น ...เหมือนรักแรกพบ ช่างสวยจับใจ หน้าปัทม์มุกสีนวล มีเพชรประดับแทนตัวเลข ดูคลาสสิคเอามากๆ กองเชียร์ส่งเสียงเชียร์กันราวกับเชียร์บอลวันแดงเดือด

คืนนั้นฉันสวมนาฬิกาเรือนนั้นนอนเลยเชียว แล้วจะอดใจไม่เสียดายได้อย่างไร

ป่านนี้ไม่รู้ว่านาฬิกาของฉันอยู่บนข้อมือใคร เมื่อฉันซื้อนาฬิกาอีกในเวลาต่อมา ฉันไม่ซื้อเรือนแบบของฉันอีกเลย เพราะฉันคิดว่า ไม่มีทางที่ฉันจะรู้สึกเหมือนวันนั้นที่เวียนนาได้อีก ข้อสำคัญคือราคาแพงขึ้นอีกเยอะเกินกำลัง

ผู้หญิงคนอื่นอาจชอบซื้อทอง ซื้อเพชร แต่ฉันชอบซื้อนาฬิกา จะถูกจะแพง(แพงเท่าที่พอรับได้)จะก๊อปจะจริง ถ้าถูกใจและมีเงินพอ..ก็ซื้อค่ะ

ดังนั้นตอนนี้จะมีคำถามประจำตอน และมีรางวัลเป็นนาฬิกา ..ของฉันเอง (อิอิ ไม่ค่อยลงทุนเท่าไหร่เนอะ) อ่านจนจบตอนแล้วตอบคำถามด้วยนะคะ...

ต่อๆ
เล่าเลยเรื่อยเปื่อยไปอีกแล้ว กลับมาเรื่องน้องหนอนกับโรเล็กซ์ของฉันก่อน จากการสอบถามน้องหนอน เธอบอกว่า เมื่อวานพาเพื่อนสามคนขึ้นไปบนห้อง เพื่อนมาหาที่บ้านตอนฉันไม่อยู่บ้าน หลังจากเพื่อนกลับไปแล้ว น้องหนอนยังไม่ได้นึกถึงนาฬิกา มาตอนเช้าจะสวมแต่หาไม่เจอ เธอบอกว่าวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งตั้งแต่วันวาน เมื่อสอบถามหมีกับยง (ซึ่งฉันคิดว่าคงไม่เอานาฬิกาฉันไปแน่ เพราะพวกเธอไม่ทราบราคา และฉันเคยวางของทิ้งไว้ก็ไม่เคยหาย) สองคนนั้นบอกว่าไม่เห็นเลยเพราะตอนเข้าไปทำความสะอาดห้องน้องหนอนนั้น น้องหนอนยังอยู่ในห้อง พอตอนสายๆ เพื่อนน้องหนอนมาแล้วเข้าไปคุยกันในห้องนอน เป็นไปได้ไหมว่าเพื่อนน้องหนอนคนใดคนหนึ่งจิ๊กนาฬิกาไป

สรุปว่า...จับผู้ร้ายไม่ได้ ฮือ ฮือ เสียดายเหลือเกิน....แต่ต้องทำใจ...ชีวิตรินนี่มันต้องทำใจไปซะทุกเรื่องเลยหรือไร

เมื่อพี่หนิงรู้เรื่องนาฬิกา เขากลับว่าฉันอีกว่าให้เด็กยืมไปทำไม ต่อจากนั้นไม่นาน เขาซื้อโรเล็กซ์เรือนหนึ่งให้น้องหนอนเป็นของขวัญอีกชิ้น แต่เป็นเรือนแบบ combination คือสายสองกษัตริย์ ราคาไม่สูงเท่าเรือนทองของฉัน แล้วพี่หนิงยังบอกฉันอีกว่า “ไว้มีตังค์แล้วจะซื้อเรือนทองคืนให้รินนะ”


พี่หนิงพูดอะไรไม่เคยทำตามคำพูดซักเรื่อง ฉันเรียนรู้แล้วว่าฉันคงไม่ได้นาฬิกาใหม่จากพี่หนิงหรอก (ต้องทำใจอีก)

หลังจากหย่ากัน เขาส่งเงินให้ฉันตามข้อตกลง เดินไปเดินมาดูลูกๆ คอยสปายชีวิตฉันตามที่เล่าแล้ว ฉันพูดจากับเขาตามปกติ บางครั้งเลี่ยงได้ก็เลี่ยง บอกตรงๆว่าอึดอัดที่ต้องอยู่บ้านใกล้ๆกันกับเขาและครอบครัวเขาที่มีเชอร์รี่มาป้วนเปี้ยนให้เห็นตลอด ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที

บางวันที่อารมณ์ไม่ค่อยดี ตื่นมาเห็นหลังคาบ้านนั้นก็พลันหงุดหงิดแล้ว ฉันยังคงไปรับส่งลูกและทำงานส่วนตัวตามปกติ จนวันหนึ่งน้องรุ้งชี้ให้ฉันดูคอนโดมิเนียมใกล้ๆโรงเรียนน้องเมฆแล้วบอกฉันว่า

“แม่ขา หนูว่าแม่ซื้อคอนโดนี้ดีมั้ย เราจะได้มาอยู่กัน ใกล้โรงเรียนน้องด้วย ใกล้โรงเรียนหนูด้วย หนูนั่งรถไฟฟ้าไปเองได้ แม่จะได้ไม่ต้องเหนื่อยขับรถ หนูกับน้องก็จะได้ตื่นสายๆได้ ดีมั้ยคะแม่”

น้องรุ้งจะแทนตัวเองเวลาพูดกับฉันว่า “หนู” จนกระทั่งทุกวันนี้ ใครๆ ชมว่าน้องรุ้งพูดเพราะ มีคะ ขา ตลอดกับทุกคน ฉันมีเคล็ดลับที่ลูกพูดเพราะ ตอนเด็กๆเวลาน้องรุ้งพูดอะไรออกมา ฉันจะสอนให้ลูกลงท้ายด้วยคำว่า คะ..ขา หากลูกไม่พูด ฉันจะบอกให้ลูกพูดใหม่ จนน้องรุ้งชินที่จะพูดจามีคำลงท้ายเพราะๆและใช้เสียงอ่อนๆ

น้องเมฆเองก็ถูกสอนมาแบบเดียวกัน แต่ให้พูด..ครับ..แทน มาตอนนี้น้องเมฆชอบพูด “ครับผม” สุภาพมากลูกแม่ สงสัยซ้อมพูดไว้เผื่อมีแฟน


เมื่อน้องรุ้งชี้ทางเรื่องคอนโดมิเนียมให้ ฉันเริ่มคิดว่า ถ้าซื้อคอนโดน่าจะดีไม่น้อย ฉันจะสามารถประหยัดค่าน้ำมันรถ ค่าทางด่วน ค่าโทลเวย์ที่ต้องจ่ายไปทุกๆวันได้เยอะ เอาเงินนั่นมาผ่อนคอนโดได้ด้วย เรื่องซื้อคอนโดนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ฉันตัดสินใจถูก...แบบถูกกกกกต้องงงงงงนะคร้าบบบบบบ (ขอล้อเลียนคุณปัญญาหน่อยนะคะ)

เมื่อย้ายมาอยู่คอนโด แรกๆฉันยังไม่คุ้นเคยกับชีวิตที่อยู๋ในตึกใหญ่รวมกับครอบครัวอื่นๆ ฉันใช้เวลาปรับตัวพอควร เมื่อคุ้นแล้วกลับชอบอยู่ในเมือง และเข้าใจแล้วว่าทำไมคอนโดถึงสร้างขึ้นมาขายมากมาย แถมขายหมดทุกที่ด้วย

(น้องหนอนไม่ยอมมาอยู่คอนโดด้วย เธอตัดสินใจไปอยู่ที่บ้านคุณแม่พี่หนิง เธอบอกฉันว่า เธอจะคอยเป็นก้างขวางคอเชอร์รี่เอง น้องหนอนเกลียดเชอร์รี่สุดๆ)

เรื่องราวชีวิตในคอนโดของฉันเป็นไปอย่างราบรื่น ฉันสุขกายสบายใจขึ้นอีกมากแสนมาก จากที่เคยตื่นตีสี่ครึ่งกลายเป็นหกโมงครึ่ง ตื่นมาไม่ต้องเจอวิสัยทัศน์ที่บาดจิตบาดใจ น้องรุ้งน้องเมฆต่างพากันแฮ้ปปี้

พี่หนิงทราบทีหลังว่าพวกเราย้ายมาอยู่คอนโด เขาไม่ชอบใจอย่างมาก แต่ใครจะสนความคิดของเขา ในเมื่อเขาเป็นคนอื่นไปแล้ว เหลือความผูกพันกันคือเลือดเนื้อของเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันไม่อาจตัดพี่หนิงออกไปจากชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง พี่หนิงเป็นพ่อที่รักลูกมากๆ –นี่คือข้อดีที่สุดของเขา เขาคอยโทร.หาลูกๆ พาลูกไปเที่ยวเมืองนอกทุกปิดเทอม หากเขาหยุดบินตรงกับวันเสาร์อาทิตย์ เขาจะมารับลูกไปทานข้าวตามร้านที่ลูกชอบ พี่หนิงจะคอยให้ลูกๆ (บางครั้งมีฉันรวมด้วย) สั่งอาหารก่อน เขาจะสั่งเป็นคนสุดท้าย และเลือกเมนูที่รู้ว่าเราแม่ลูกชอบทาน

..แหม..มีโหมดน่ารักเหมือนกันนะพี่หนิง
พี่หนิงยังคงไปๆมาๆอยู่กับเชอร์รี่แบบเดิม ไม่ย้ายไปอยู่ด้วยกัน ไม่แต่งงาน ไม่จดทะเบียนสมรส ทำให้เชอร์รี่ไม่หายบ้าเสียที เวลาไปบิน เชอร์รี่จะมีท่าทีที่เราเรียกกันว่า “ให้ท่า” ผู้ชายอยู่เสมอ ใครๆเขารู้กันทั้งนั้น แต่พี่หนิงไม่ยอมฟังเวลาใครเตือน เชอร์รี่นี่เธอแรงจริงๆ

ฉันไม่ต้องคอยสอดแนมเรื่องพี่หนิงเลย มีคนคอยส่งข่าวตลอด จนบางครั้งเมื่อมีใครสักคนเริ่มเอ่ยปากกับฉันถึงพี่หนิงกับเชอร์รี่ ฉันจะยกมือห้าม พร้อมกับบอกว่า

“อย่า อย่า ห้ามพูดเรื่องไม่สร้างสรรค์ เรื่องเก่าๆ ไม่หนุก” แล้วเลยเปลี่ยนเรื่องไปเม้าท์ดาราดีกว่า

เหตุการณ์ดำเนินไปแบบนี้เรื่อยๆ ผ่านวันเกิดเชอร์รี่มาหลายปี หล่อนก็ไม่ได้ทะเบียนสมรสซักที

บางครั้งฉัน(ที่ชอบใจอ่อน) สงสารเชอร์รี่อยู่เหมือนกัน หล่อนคงรักพี่หนิงน่าดู ยอมทนอยู่แบบนั้นมานาน แต่บางคนบอกฉันว่าหล่อนกลัวเสียหน้าต่างหาก แถมอายุมากขึ้นทุกวัน หาใครใหม่ไม่ได้ แล้ว มีพี่หนิงอยู่ หล่อนยังคุยโม้ไปได้เรื่อย ลูกเรือใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักฉันต่างคิดว่าหล่อนเป็นเบอร์หนึ่งของพี่หนิงทั้งนั้น เอาเถอะๆ ฉันไม่เกี่ยวแล้ว ฉันว่าฉันทำใจได้แล้วนะ แต่มีเรื่องเกิดขึ้นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่า ฉันตัดพี่หนิงขาดไม่หมด หรือว่าอาจจะเป็นแค่ความห่วงใยฉันเพื่อนร่วมโลกก็ได้

เรืองมีอยู่ว่า...เช้าวันหนึ่ง พี่หนิงโทร.มาปลุกฉัน เขาบอกฉันว่า

“ริน พี่เป็นอะไรไม่รู้ เมื่อคืนบินกลับมาจากแฟรงค์เฟิร์ต ตอนพัก นอนไม่ได้เลย หายใจไม่ออก ต้องนั่งมาตลอด หอบๆด้วย เหนื่อยมากเลยริน”

“แล้วนี่พี่หนิงอยู่ไหน รีบไปหาหมอสิคะ รินว่าแล้วว่าพี่หนิงต้องไม่สบาย คราวที่แล้วที่พี่หนิงมาหาลูกน่ะ พี่หนิงผอมลงไปตั้งเยอะ ..” ฉันบอก

“งั้นเดี๋ยวพี่ขับรถไปหาหมออาณัติเลยดีกว่า”

หมออาณัติเป็นเพื่อนร่วมรุ่นของพี่หนิงตั้งแต่ชั้นประถมจนจบมัธยม พี่หนิงเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร ส่วนหมออาณัติเรียนม.ปลายต่อที่โรงเรียนและเลือกเรียนแพทย์ ตอนนั้นคุณหมอเป็นหัวหน้าแผนกศัลยกรรมอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพ

ฉันคุยกับพี่หนิงแล้วนอนต่อ เพิ่งตีห้ากว่าเอง
ไฟลท์ที่กลับจากยุโรปมักจะลงแต่เช้า บางครั้งเช้ามืด ตอนนั้นพี่หนิงย้ายไปบินเครื่องจัมโบ้ 747-400 แล้ว เครื่องแบบนี้ใช้บินแต่ไฟลท์ยาวๆ เพราะเป็นเครื่องใหญ่ จุน้ำมันได้มาก จุผู้โดยสารสี่ร้อยกว่าคน สามรถบินตรงไปยุโรปได้เลย โดยไม่ต้องแวะเติมน้ำมันที่ไหน ฉันเองชอบทำงานบนเครื่องจัมโบ้มากๆ พูดแล้วคิดถึง อยากกลับไปเป็นแอร์แต่ตอนนี้เป็นได้แค่แอร์กี่ อิอิ

นอนต่อไปสักพัก พี่หนิงโทร.มาอีกแล้ว
“ริน พี่มาถึงโรงพยาบาลแล้ว โชคดีหมอณัติมันมาแต่เช้า มันบอกว่าสงสัยหัวใจพี่คงไม่ค่อยดี เดี๋ยวผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจมา มันจะให้ตรวจพี่ รินมาได้มั้ย”

ฉันรับคำ ห่วงเขาขึ้นมา อย่าเพิ่งว่านะว่าฉันเจ็บแล้วไม่จำ ฉันเป็นห่วงพี่หนิงในสถานะพ่อของลูก ไม่ใช่สถานะสามีของฉัน ฉันทำใจมานานเนิ่นแล้วว่าฉันพลาดไปในการแต่งงานกับพี่หนิง เรื่องมันจบไปแล้ว ถึงจะคาราคาซังบ้างก็ไม่ใช่เรื่องน่าใส่ใจ ชีวิตฉันต้องก้าวไปอีก จะมัวเหลียวมองข้างหลัง นึกถึงแต่เรื่องที่ทำให้เจ็บใจไปทำไม

แปลกที่พี่หนิงโทร.หาฉันก่อนใคร เพราะเมื่อฉันไปถึงโรงพยาบาลแล้วถามพี่หนิงว่าบอกคุณแม่เขาหรือยัง เขาตอบว่าบอกฉันคนเดียว ยังไม่ได้บอกใครอีก ฉันเดาเอาว่าเชอร์รี่คงไม่อยู่ ไม่งั้นพี่หนิงคงบอกหล่อนก่อนมากกว่ามาบอกฉัน

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจตรวจพี่หนิงอยู่นาน ผลสรุปคือ สั่งให้พี่หนิงนอนโรงพยาบาลทันที เพราะหัวใจพี่หนิงทำงานเพียงแค่ยี่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากลิ้นหัวใจรั่ว ต้องผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจด่วน

พี่หนิงได้รับการผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น เขาโทร.ไปบอกคุณแม่ของเขาซึ่งรีบมาพร้อมพี่หน่อย และเมื่อฉันได้รับทราบว่า น้องสาวของเขากำลังตามมาอีกคน ฉันจึงกลับคอนโด ปล่อยให้คนบ้านเขาดูแลกันเอง

การผ่าตัดผ่านไปเรียบร้อย พี่หนิงโทร.มาบอกฉันว่า ถ้าจะไปเยี่ยมเขาให้โทร.บอกก่อน เขาจะบอกเองว่าฉันจะไปได้หรือไม่ได้ตอนไหน ฟังแล้วเซ็ง ที่นึกจะพาลูกๆไปเยี่ยมพ่อเลยล้มความคิด

พี่หนิงคงกลัวฉันไปมีเรื่องกับเชอร์รี่กระมัง

พี่หนิงหยุดบินนานเก้าเดือนกว่า บริษัทต้องพิจารณาการเจ็บป่วยของพี่หนิงว่าจะสามารถกลับไปบินได้ไหม พี่หนิงต้องไปทดสอบความฟิตของร่างกาย ตรวจร่างกาย ตรวจสภาพการทำงานของหัวใจ ฯลฯ สรุปคือ บริษัทให้พี่หนิงกลับไปบินได้ ในตำแหน่งเดิม

เวลาผ่านไปอีก สถานการณ์ต่างๆเหมือนเดิม มีเรื่องน่ารำคาญใจจากเชอร์รี่บ้าง แต่ไม่มากพอที่จะทำให้ฉันสะเทือนใจได้อีก

ฉันเฉยชา และชินแล้ว

ชีวิตรันทด...เรื่องจริงผ่านคอมพ์ ตอนที่สิบหก (ตอนจบ) 16.3

ถึงตอนนี้ ฉันยังไม่ได้เล่าถึงพี่อินเลย
ที่เดากันว่า รินคงได้กลับไปคบกับพี่อินอีก เป็นอันว่า ไม่ถูกนะค้า

ฉันไม่ได้พบพี่อินอีกเลย หลังจากได้จดหมายของเขาที่ฝากบิวมาจากนาริตะ นานกี่ปีแล้วก็ขี้เกียจนับ พี่อินไม่ได้กลับมาทำงานที่สายการบินแห่งอดีตของเรา พี่อินเป็นภาพเลือนรางในหัวใจฉัน แม้เรื่องราวต่างๆจะชัดเจนอยู่กับความทรงจำ แต่ความรู้สึกที่ฉันมีตอนนี้คือ เฉยๆค่ะ ...เฉยมากกก ให้เจอกันอีกก็คงไม่รู้สึกอะไร...ละมั้งคะ...)

ระยะหลังๆฉันคุยกับพี่หนิงไม่ค่อยได้ เขาดูหงุดหงิดอยุ่ตลอดเวลา พูดจาแต่ละครั้ง ...ไม่น่าฟังเอาซะเลย ฉันเบื่อที่จะคุยกับพี่หนิง เบื่อที่เขาคอยสั่งให้ฉันดูลูกแบบนั้นแบบนี้ บางครั้งฉันถึงกับเหลืออด ด่าไปเลยว่า เลิกยุ่งกะฉันเสียที เขาก็จะหายๆไป แล้วมาใหม่ วนเวียนเป็นวิญญาณหลอนอยู่จนถึงวันนี้



เมื่อแรกเขียนเรื่องนี้ ฉันคิดพล้อตไว้แล้วหมดทุกตอน ทั้งหมด 18 ตอน รวมทั้งคิดไว้ว่าตอนจบจะเขียนเป็น 18.1,18.2,18.3
แต่ละตอนจะต่างกัน ให้ท่านผู้อ่านเลือกเอาเองว่าอยากให้เรื่องจบแบบไหน

แต่แล้ว เมื่อสักเดือนกว่ามานี่เอง ที่ฉันได้รับทราบเรื่องที่ทำให้เปลี่ยนใจ ต้องเปลี่ยนพล้อต และตัดสินใจว่าควรบอกเล่าเรื่องที่ “เกิดขึ้นจริงๆ” ให้ผู้อ่านที่น่ารักของฉันทราบ

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ พี่หนิงจัดงานแต่งงานกับเชอร์รี่ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยที่ฉันไม่ทราบเลย เพราะยุ่งอยู่กับการดูแลคุณพ่อที่ป่วยหนัก คนที่มาเล่าแจ้งแถลงไขเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟังไม่ใช่ใครที่ไหน ...น้องหนอนไง

เธอโทร.มาเล่าๆๆๆๆ และระบายความในใจมากมาย

ฉันจะสรุปให้ฟังสั้นๆ เพราะเรื่องนี้ยาวเกินไปเสียแล้วในความรู้สึกฉัน

ที่คิดว่ามันจบนั้นมันไม่จบ มันกลับกลายเป็นตอนใหม่ได้อีกด้วยซ้ำ (5555------------เยาะเย้ยตัวเอง

ในงานแต่งงานพี่หนิง คุณแม่ พี่สาว น้องสาวเขาไปกันครบ เพื่อนๆไปไม่มาก น้องหนอนไม่ไป แต่ฟังจากคนที่ไปงานมาเล่าให้เธอฟังว่า ในงานนั้น มีการฉายสไลด์มัลติวิชั่น บอกเล่าความเป็นมาของพี่หนิงกับเชอร์รี่ตั้งแต่เด็กจนโต รวมทั้งการที่สองคนนั้นมาพบกันและรักกันตอนเชอร์รี่เรียนมหาวิทยาลัย (ฮาค่ะฮา)

ผู้คนที่ไปในงานพากันกระอักกระอ่วนงวยงงกันไปหมด เพราะต่างคนต่างรู้กันดีว่าเชอร์รี่แย่งพี่หนิงไปจากฉันต่างหาก

สมกับที่ฉันเคยว่ามั้ยว่า เชอร์รี่นี่หล่อนไม่มีความคิด หรือไม่ได้คิด

เรื่องการแต่งงานของพี่หนิงมาพร้อมข่าวการใช้บ้านที่ฉันมีสิทธ์อยู่ตามกฎหมายเป็นที่อยู่ของเขาทั้งคู่



เชอร์รี่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านที่ยังเป็นกรรมสิทธิ์ของฉัน หล่อนเอาเสื้อผ้าของหล่อนไปแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าทุกห้อง กับทั้งวางของใช้ส่วนตัวจองที่ไว้หมด

หล่อนรื้อถอนศาลพระภูมิที่บ้านฉันหมดเลย ฉันเคยตั้งไว้สองศาลตอนสร้างบ้าน เลือกซื้อศาลที่สวยงามและมีราคามา เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้าน ฉันจึงตั้งทั้งศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่

น้องหนอนเล่าว่า หล่อนมาเรียกคนสวนผู้ชายชาวพม่าที่บ้านคุณแม่พี่หนิงไปรื้อถอนศาล มีสองศาลที่ฉันเคยตั้งไว้ คือศาลพระภูมิและศาลเจ้าที่ คนสวนคนนั้นกลับไปนอนจับไข้อยู่สามวัน

หล่อนให้ผู้ชายสวมชุดขาวมาเอาศาลที่รื้อถอนแล้วออกไปจากบ้าน และจ้างคนมาขุดน้ำตกแทน ไม่รู้เป็นเคล็ดอะไรของหล่อน

ฉันทราบมานานแล้วว่าเชอร์รี่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ หล่อนนับถือลัทธิหนึ่งที่ฉันถามผู้รู้ได้ความมาว่า เป็นลัทธิเทียมเท็จลัทธิหนึ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับในศาสนาใดๆ เป็นลัทธิบูชาพระเจ้าองค์ใดไม่ทราบ จะชุมนุมกันตามบ้าน ไม่มีการประกอบพิธีทางศาสนาที่ใดๆทั้งสิ้น

หล่อนจึงต้องทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอื่นๆให้หมด

ฉันมีห้องพระเล็กๆในบ้าน มีโต๊ะหมู่บูชาเป็นไม้ฝังมุกงดงามมาจากเวียดนาม พี่หนิงซื้อมาตั้งแต่สมัยที่เราสร้างบ้านใหม่ๆ
ฉันตั้งพระพุทธชินราชองค์ใหญ่ที่ได้มาจากพิษณุโลกไว้เป็นพระประธาน มีพระพุทธรูปองค์อื่นๆอีกมากพอควรที่ฉันบูชาไว้ เป็นห้องพระที่สวยงามทีเดียวในความรู้สึกฉัน ตอนอยู่บ้าน ฉันเข้าไปไหว้พระทุกวันก่อนนอน บ่อยครั้งที่นั่งร้องไห้รำพึงรำพันให้คุณพระคุณเจ้าปกป้องฉันและลูกๆจากสิ่งเลวร้ายที่เข้ามาครอบคลุมชีวิต

เชอร์รี่จัดการเคลียร์ห้องพระ เอาทุกอย่างออกจากห้อง พระพุทธรูปต่างๆ ที่ฉันเคยกราบไหว้บูชา หล่อนเอาไปทิ้งไว้ในตู้เสื้อผ้าที่ห้องพี่หนิงในบ้านคุณแม่เขา ส่วนห้องที่เคยเป็นห้องพระ หล่อนเอาข้าวของรกๆของหล่อนไปสุมไว้เต็ม

เรื่องศาลพระภูมิและเรื่องห้องพระ ยังไม่พอสำหรับหล่อนหรอก

หล่อนเอาโกศทองเหลืองที่ใส่อัฐิคุณพ่อพี่หนิงไปทิ้งขยะ (ลืมเล่าไปว่าคุณพ่อพี่หนิงเสียชีวิตตั้งแต่น้องเมฆอายุเพียงเดือนกว่า)
เด็กที่บ้านคุณแม่เขาเป็นคนมาเจอ และเอาโกศนั้นไปให้คุณแม่ดู ด้วยเหตุนี้ทำให้คุณแม่พี่หนิงเลิกพูดกับเชอร์รี่และเริ่มปรารภกับคนรอบด้านว่า รินนั้นไม่ควรทิ้งบ้านไปเลย

โถ..คุณแม่...กว่าจะมาเห็นรินดี ก็สายไปหมดแล้ว

เชอร์รี่เอาโซ่พร้อมกุญแจดอกใหญ่ไปล่ามคล้องประตูรั้วที่เป็นทางเข้าออกระหว่างสองบ้าน

หล่อนทะเลาะกับน้องหนอนทุกครั้งที่เจอหน้า ชี้หน้าด่ากัน ตีกันเป็นกิจวัตร
ล่าสุด หล่อนโยนกระถางต้นไม้ใส่น้องหนอน แต่ไม่โดน ส่วนน้องหนอนเขวี้ยงรองเท้าพี่หนิง (เบอร์ 11) โดนหัวหล่อนเต็มเป้า

พี่หนิงได้แต่ตะโกนห้าม ...เชอร์รี่หยุด...หนอนหยุดดด...ไม่ได้ผลเลย

ตอนนี้คู่กรณีของเชอร์รี่กลายเป็นน้องหนอนไปเสียแล้ว

เชอร์รี่จะไม่กล้าอยุ่ที่บ้านคนเดียวเลย หากพี่หนิงไม่อยู่ หล่อนจะกลับไปอยู่บ้านของหล่อน ซึ่งเป็นทาวน์เฮ้าส์อยู่แถวซอยวัชรพล (บอกไม่ได้ว่าตรงไหนแน่ เพราะฉันเองไม่เคยไป)

ที่เชอร์รี่ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่ใช่หล่อนกลัวเกรงน้องหนอนหรอก แต่หล่อนกำลังอ่อนแอ หากสู้กัน หล่อนคงแพ้แน่ๆ

.......เพราะเชอร์รี่ท้อง ใกล้คลอดแล้ว........

นวลโทร.มาบอกฉันแบบเจ็บแค้นแทนว่าพี่หนิงโทร.ไปหานวลที่ต่างจังหวัด ชวนนวลมาเลี้ยงเด็กลูกใหม่ชองเขากับเชอร์รี่
นวลปฏิเสธ บอกว่าเธอมาไม่ได้
แม้แต่คนเลี้ยงลูก เจ้าหล่อนยังจะเอาคนเลี้ยงลูกของฉันอีก

คิดได้ไงทั้งพี่หนิงทั้งเชอร์รี่

ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ปัญหาของฉัน ปัญหาของฉัน ณ.เวลานี้ คือ...

ฉันจะทำอย่างไรดีเรื่องบ้านของฉันซึ่งตอนนี้เชอร์รี่เข้าไปครอบครองและเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างโดยถือสิทธิ์ที่ทึกทักเอาเอง

ตามสัญญาการหย่า บ้านนั้นยังคงเป็นสิทธิ์ของฉันอย่างสมบูรณ์ บ้านที่ฉันเคยอยู่ เคยดูแล ของทุกชิ้นในบ้านฉันเป็นคนจัดวาง เป็นคนหาซื้อมา

กระดิ่งอันเป็นของสะสมของฉัน ป่านนี้โดนปาทิ้งไปหรือยัง

คริสตัลชวารอฟสกี้ที่ฉันค่อยๆซื้อ ค่อยๆสะสม จะแหลกคามือเชอร์รี่ไปยังน้อ

ตุ๊กตาพอร์ซเลนสวยสง่าจากสเปน ตุ๊กตาเกาหลีหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนแดจังกึมอีกหลายตัว

บาร์บี้นับร้อยของน้องรุ้งที่ฉันซื้อแทบทุกไฟลท์ที่ไปบิน

หุ่นยนต์ของน้องเมฆ รถบังคับ อัลตร้าแมนทั้งชุด ไอ้มดแดงอีก

หนังสืออีกมากมาย วีดีโอเทป แผ่นเลเซอร์ดิสก์ ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวใจ

ไหนจะเครื่องแก้ว เครื่องกระเบื้อง เครื่องครัวอีก ล้วนแต่เงินฉันซื้อมาทั้งนั้น

ของแต่งบ้านแต่ละชิ้น ซื้อมาจากประเทศต่างๆ ถึงสร้างบ้านใหม่ ฉันคงไม่มีปัญญาบินไปซื้อมาอีก

คิดแล้วจาเป็นลมด้วยความเสียดาย

หรือว่าทุกอย่างนั้นมันแค่ของนอกกาย ไม่ควรเอามายึดถือ

ไม่ควรเอามาเป็นเรื่องกลุ้ม น่าเอามาเป็นเรื่องขำมากกว่า ว่าคนแบบนี้ก็มีในโลก

หล่อนเป็นคนละโมบ อยากได้ทุกอย่างที่เป็นของฉัน เอาไปเถิด หล่อนเอาไปได้เพียงพี่หนิงและสมบัตินอกกาย

สิ่งที่เป็นของฉันจริงๆคือตัวฉัน ลูกทั้งสองที่รักของฉัน และศักดิ์ศรีของฉันที่ไม่มีใครเอาไปได้

น่าขอบคุณที่มีคนแบบเชอร์รี่กับพี่หนิงเสียด้วยซ้ำ ...ที่ทำให้ฝันอยากเป็นนักเขียนของฉันเป็นจริงขึ้นมา

จบแล้วค่ะ
บทส่งท้าย

เมื่อเริ่มเขียนเรื่องนี้ ฉันตั้งใจว่าต้องสานฝันตนเองให้สำเร็จเสียที ............ฉันอยากเป็นนักเขียนค่ะ...............

อยากเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ฉันเลือกเรียนอักษรศาสตร์ และเรียนวิชาการประพันธ์มาหลายคอร์ส

แต่ชีวิตที่หันเหไปเป็นแอร์ ได้เห็นโลกกว้าง ได้พบเจอเรื่องอื่นๆได้เพลินเพลิดไปกับกิเลสตัณหาของตนเอง ทำให้ฉันไม่ได้ตั้งใจเขียนให้ใครอ่านสักที แค่เขียนให้ตัวเองอ่านเล่นๆ เป็นบันทึกที่ไม่มีการต่อเนื่อง

คือนึกอยากเขียนก็เขียน ไม่อยากก็ไม่เขียน

จนคืนหนึ่ง นั่งอยู่ในห้องคนไข้หมายเลข 1418 ตึก ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เฝ้ามองคุณพ่อที่นอนหลับด้วยความอ่อนเพลียจากการเจ็บป่วย
มองท่านไปมา เลยหยิบสมุดมาเขียนพล้อตเรื่องคร่าวๆ จัดตัวละครที่อิงมาจากตัวจริงทั้งหมด

เขียนเรื่องตัวเองนี่แหละ ไม่ต้องยอกย้อนคิดมาก


ต่อจากนั้น เรื่องราวต่างๆไหลหลั่งมาจากความทรงจำของฉันเองล้วนๆ

หลายท่านสงสัยว่า นี่มันเรื่องจริงหรือ ...จริงค่ะ

คนแบบเชอร์รี่มีจริงหรือ..........................จริงค่ะ

พี่หนิงทำแบบนี้กับรินจริงหรือ.................จริงค่ะ

รินไม่อายหรือที่เอาเรื่องตัวเองมาเขียน......มีบ้างค่ะ

รินมีแฟนใหม่มั้ย.......................................ไม่มีค่ะ มีแต่พี่น้องทั้งนั้น (ตอบแบบดารา)

พี่อินเป็นอย่างไรบ้าง.................................ไม่ทราบจริงๆค่ะ

แล้วหนุ่ยเป็นใคร.......................................ขอไม่ตอบนะคะ

รินคิดว่าตัวเองเป็นคนดีหรือเปล่า..............ไม่ค่ะ เหมือนปุถุชนทั่วไปที่มีดีมีไม่ดี (..แต่ดีกว่าเชอร์รี่แน่นอน)

น้องรุ้งสวยมั้ย.............................................สวยค่ะ

น้องเมฆหล่อมั้ย..........................................หล่อค่ะ
(แหม แม่ก็ต้องเข้าข้างลูกสิคะ ดูแม่พี่หนิงสิ)

น้องรุ้งมีแฟนยัง...........................................ยังค่ะ

น้องเมฆมีแฟนยัง.........................................ยังค่ะ

น้องเมฆเป็นเกย์ป่าว.....................................(คิดว่า)ไม่ค่ะ

มีอะไรอยากบอกท่านผู้อ่านมั้ย....................ขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณที่สุดค่ะ

มีอะไรอยากแนะนำกันอีก...........................วันนี้คุณดูแลคนที่คุณรักหรือเปล่า ถ้าวันนี้ลืม พรุ่งนี้เอาใหม่นะ

คำถามคือ...


*****คุณได้ข้อคิดอะไรจากการอ่านเรื่องนี้?*****
ข้อมูลจาก

http://board.dserver.org/s/seurkayeng/00000476.html


ข้อมูลจาก http://www.exact.co.th/2007/12/27/exact/1096/
/


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที