DBZ

ผู้เขียน : DBZ

อัพเดท: 29 ส.ค. 2007 23.07 น.

มีหลายสิ่งหลายอย่าง
ที่เหมือนเราจะรู้จัก
แต่จริงๆแล้วอาจจะยังไม่รู้จัก


รถ รถ รถ...รถบัสสนามบิน

 

ถึงผมกับเพื่อนจะนั่งอยู่ในรถยนต์ที่มีกำลังขับเคลื่อนยอด ความเร็วเยี่ยม แต่เจ้าสี่ล้อคันนี้ก็ได้แต่จอดอยู่นิ่งๆประจัญหน้ากับดวงไฟสีแดงของท้ายรถคันหน้า ผมกับเพื่อนกำลังมุ่งหน้าไปยังงานเลี้ยงรุ่นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใจกลางเมืองซึ่งมีการจราจรติดขัดแห่งมหานครกรุงเทพฯมาฉุดรั้งล้อรถของเพื่อนผมไม่ให้ขับเคลื่อนไปไหน

 

ผมได้แต่บ่นถึงปัญหาจราจรกับเพื่อนผมที่ยังคงประคองพวงมาลัยให้รถเคลื่อนไปอย่างช้าๆ และด้วยความเชื่องช้ากับแอร์เย็นๆในรถนี่เอง ผมจึงพูดกับคนขับว่า

 

“บอย!   นาย...” ผมหยุดไปอึดใจหนึ่งแล้วพูดต่อไปว่า “ถึงที่หมายแล้วปลุกด้วยนะ”

 

แล้วผมก็คล้อยหลับไป



 

ภาพแรกแห่งแดนปลาดิบที่ผมลืมตาขึ้นมาเห็น ไม่ใช่ซูชิหรือปลาดิบแสนอร่อย หากแต่เป็นท้องฟ้าสีครามที่มีก้อนเมฆมากมายต้องแสงจากอาทิตย์อุทัย ผมยันกายขึ้นนั่งให้ตรงหลังจากนอนเอกเขนกมานานหลายชั่วโมง นกเหล็กตัวยักษ์กำลังจะร่อนลงแตะพื้น



 

ไม่นานนักผมกับกระเป๋าเดินทางสีฟ้าอ่อนใบใหญ่ก็มาหยุดอยู่ที่ Chūbu Centrair International Airport ซึ่งมันคือผืนดินที่นกเหล็กร่อนลงมาพักปีกของมัน สนามบินแห่งนี้เป็นสนามบินแห่งที่สามที่สร้างจากการถมทะเล เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่เป็นเกาะ มีทะเลสีครามล้อมรอบ การจะสร้างสนามบินซึ่งมีพื้นที่ขนาดใหญ่บนเกาะหลักสี่เกาะของญี่ปุ่นคงจะทำให้พื้นที่อยู่อาศัยของผู้คนลดลงไปด้วย ทางการญี่ปุ่นจึงใช้เทคโนโลยีที่ตัวเองมีเนรมิตรผืนแผ่นดินขึ้นมา

 

19715_Centrair_Nagoya_City.jpg

 

ภายในตัวอาคารดูสะอาด กว้างขวาง เก้าอี้เรียงแถวเป็นระเบียบ มองไปทางไหนก็เป็นโทนสีขาวเต็มไปหมด นับจากจุดนี้ไปมีบริการด้านการเดินทางมากมายให้เลือกใช้ ด้านซ้ายเป็นที่ซื้อตั๋วสำหรับรถไฟ ด้านขวาเป็นประตูไปยังจุดจอดแท็กซี่และรถบัส ตรงหน้าคือทางออกไปยังอาคารถัดไป



 

ผมลากกระเป๋าเดินทางใบสวยมายังด้านขวา ที่นั่นมีป้ายที่บ่งบอกว่าจะพาเราไปยังรถบัสสนามบิน ผมพากระเป๋าใบนั้นลงไปชั้นล่างและประคับประคองมันราวกับลูกของตัวเอง เมื่อมาถึงชั้นล่างภายนอกอาคาร สายลมหนาวก็พัดมาปะทะกับใบหน้าของผมดั่งคำทักทาย ผมตรงไปยังตู้ขายตั๋วที่อยู่ใกล้ๆ การเดินทางต่อจากนี้ ผมจะใช้รถบัสเพื่อไปยังหอพักในเมือง 



 

ตู้ขายตั๋วรถบัสมีลักษณะคล้ายกับตู้เอทีเอ็ม หน้าจอแสดงผลที่ใช้นิ้วมือสัมผัสเพื่อแสดงความต้องการของผู้ใช้ ผมเลือกชื่อเมืองที่ผมต้องการจะไปมันคือเมือง "นาโงย่า"



 

ผมสอดธนบัตรจำนวนหนึ่งลงในตู้ และมันก็ตอบรับผมกลับมาเป็น "ตั๋วโดยสาร" ซึ่งจะใช้ในการขึ้นรถบัสจากสนามบินเข้าสู่ตัวเมือง มีเวลาอีกประมาณสามสิบนาทีก่อนที่รถบัสจะมาจอดรับผม ผมอยากจะยืนอยู่บริเวณนี้นั่งมองบรรยากาศรอบๆและเก็บภาพลงกล้องดิจิตอลตัวน้อยของผม แต่ความหนาวเย็นที่มาพร้อมกับสายลมจูงใจให้ผมเดินกลับขึ้นมาภายในตัวอาคารอีกครั้ง



 

ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเช้าประมาณเจ็ดโมงครึ่ง หลังคาสูงโปร่งของอาคารถูกออกแบบให้มีส่วนที่เป็นกระจกใสเพื่อที่แสงแห่งยามเช้าจะได้ลอดเข้ามาสร้างความสว่างให้ภายในตัวอาคาร ผู้คนไม่เยอะมากนัก ดูเรียบง่ายไม่สับสนวุ่นวาย มีทั้งเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ ไปจนถึงคนชรา พนักงานทำความสะอาดและพนักงานรักษาความปลอดภัยดูหน้าตาเป็นมิตรและทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ผมมานั่งรออยู่บริเวณที่มีเก้าอี้มากมายเพื่อสังเกตสิ่งเหล่านั้นพร้อมกับรอคอยรถบัสไปด้วย



 

เมื่อใกล้เวลารถบัส ผมลงมาเตรียมรออยู่บริเวณทางเท้า สำหรับผู้โดยสารใครอยากจะไปเมืองไหน ก็มายืนรอบริเวณป้ายของเมืองนั้นๆ บนทางเท้าจะมีเส้นวาดเป็นช่องทางเดินสำหรับเข้าคิว เรียกได้ว่าง่ายแบบไม่ต้องถามใครเลยทีเดียว ไม่กี่นาทีหลังจากนั้นรถบัสก็มาถึง มันเป็นรถบัสปรับอากาศขนาดใหญ่สีขาวดูใหม่และสะอาดตาราวกับขับตรงมาจากโรงงานผลิต ทางเดินขึ้นลงรถสำหรับผู้โดยสารมีอยู่ทางเดียวทางหัวรถ พนักงานคนเดียวของรถในชุดยูนิฟอร์ม สวมถุงมือและหมวกคล้ายๆกัปตันเครื่องบิน แลดูทะมัดทะแมงมาช่วยขนกระเป๋าเข้าใต้ยานพาหนะคันนั้น เมื่อเข้ามาภายในรถบัส จะมีเบาะนั่งแถวละสี่ที่นั่ง ด้านซ้ายสองที่นั่ง ด้านขวาสองที่นั่ง ตรงกลางเป็นทางเดินเหมือนรถบัสในบ้านเรา ผมเลือกที่นั่งได้ตามใจชอบเพราะว่าคนที่จะโดยสารไปด้วยมีไม่มากนัก เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว ล้อรถก็หมุนบดกับถนนคอนกรีตพาพวกเราออกมาจากสนามบินแห่งนั้น



 

นับจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงผมถูกปลุกด้วยเสียงจากลำโพงในรถบัส แจ้งถึงสถานที่ต่อไปที่รถจะไปหยุดส่งผู้โดยสาร "สถานีรถไฟอาคะอิเคะ" ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยที่จะได้เห็นผู้คนเดินขวักไขว่ในชุดพนักงานบริษัทเหมือนกับในภาพยนตร์ญี่ปุ่น ซึ่งทำให้รู้สึกถึงกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นก่อนเริ่มวันทำงานของผมจริงๆ ผมลุกเดินออกมาและตรงมายังด้านข้างคนขับ บริเวณนั้นมีกล่องสำหรับหย่อนตั๋วโดยสาร ที่ผมต้องทำคือหย่อนตั๋วโดยสารต่อหน้าพนักงานขับรถเท่านั้น เพราะว่าเงินได้จ่ายไปแล้วที่ตู้ขายตั๋วโดยสาร จากนั้นพนักงานจะลงมาเปิดที่เก็บสัมภาระใต้ท้องรถ และช่วยนำกระเป๋าเดินทางออกมาให้



 

                ผมได้แต่มองรถบัสสีขาวคันใหญ่วิ่งหายไป ก่อนที่จะกวาดสายตามองไปรอบๆตัวเพื่อหาทางเข้าสถานีรถไฟ สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ

 

ไม่มีผู้คนอยู่แถวนั้นเลย !!!

 

To be continued…


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที