คนคุณภาพ

ผู้เขียน : คนคุณภาพ

อัพเดท: 04 พ.ย. 2010 15.50 น. บทความนี้มีผู้ชม: 82602 ครั้ง

ก็กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้องไม่รู้ว่าใครเรียกครับ แต่ก็จะมีเพิ่มมาเรื่อยๆนะครับ ก็อย่างไรก็ตามนะ ก็ช่วยกันเปิดอ่านหน่อยก็แล้วกันนะครับ
คนเขียนจะได้มีกำลังใจ
เชิญอ่านต่อกันได้เลยครับ


นิมิตของหลวงพ่อโอภาษี

ที่วัดหลวงพ่อโอภาษีครับ คิดว่าเพื่อนๆที่อยู่แถวพระราม2 คงรู้จักกันทุกคน

เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมก็ไปกับที่บ้านรวม 5 คน เข้าไปถึงกุฏิที่พ่อผมบอกว่า

เป็นพี่ชายของเจ้าอาวาส เป็นหลวงพ่อ อายุราวๆ 70 ตาซ้ายเสียครับ

เห็นบอกว่าองค์นี้เก่งมากก็เข้าไปถวายเทียนพรรษาพร้อมๆกับอีกหลายๆคน ที่มาหาหลวงพ่อเช่นกันพอถวายเทียนเสร็จหลวงพ่อท่านก็เล่าว่าท่านนิมิต(ฝัน)ว่า

ท่านได้ไปนรกครับไปเจอเท้าเทพสุวรรณ(ยมทูต)

ท่านก็เล่าว่า ท่านถามสุวรรณว่าท่านตายแล้วเหรอ?

สุวรรณบอกว่าท่านยังไม่ตายแต่จะพาไปเที่ยว

แล้วเค้าก็พาหลวงพ่อเดินไป เดินไปเรื่อยๆ

จนถึงระยะหนึ่ง หลวงพ่อหยุดเดิน สุวรรณที่เดินนำ

ก็เดินกลับมาครับ แล้วถามว่า หยุดทำไม?

ท่านก็ตอบว่า เดินตั้งนานแล้วในนรกไม่เห็นมีอะไรเลย

ระหว่างนั้นท่านก็บรรยายบรรยากาศของนรกว่า

นรกมีไฟเพลิงสีส้มแดง แต่ไม่มีควัน แล้วก็ไม่ร้อน

ที่ท่านไม่ร้อนเพราะท่านมีบุญดีอยู่แล้วสุวรรณก็ถามต่อครับว่า อยากเห็นอะไรละ?

ท่านตอบว่า อยากเห็นต้นงิ้ว และกระทะทองแดง

สุวรรณบอกว่าไม่มีหรอก มนุษย์อุปโหลกขึ้นมาเองทั้งนั้น

ในนี้มีแต่ไฟโลกัณฑ์ เดินไปอีกหน่อยแล้วจะรู้เอง

ท่านก็ได้เดินต่อไป สิ่งที่ท่านเห็นก็คือ เหวที่มีไฟแดงฉานอยู่ข้างล่าง

สุวรรณบอกว่า ใครทำกรรมชั่วมากก็จะอยู่ข้างล่างสุด

ทำกรรมชั่วน้อยก็จะอยู่ข้างบน ซึ่งข้างล่างจะร้อนกว่าข้างบน

คราวนี้เดินต่อไปเรื่อยๆ ท่านก็เห็นทางสามแพร่ง

มีน้ำกันอยู่ จึงได้ถามสุวรรณว่านี้คืออะไร

สุวรรณตอบว่านี่คือทางไปนรก สวรรค์ โลกมนุษย์

ซึ่งมีคนยืนในช่องทางไปโลกเยอะมากๆ

มีบางคนแอบซุกเพื่อหลบน้ำที่จะต้องผ่าน

ท่านจึงถามว่าน้ำนี่คืออะไรสุวรรณตอบว่าน้ำนี่ใช้ชะล้างจิตใจ ให้ลืมอดีต

แล้วไปเกิดใหม่ คนที่หลบหลีกน้ำนี้ไปได้จะต้องเป็นทุกข์

(ที่เข้าใจคือระลึกชาติได้)แล้วท่านก็เล่าว่า พวก สส.ที่มันได้ดีเพราะมันกินบุญเก่า

เหมือนปลูกต้นแอปเปิ้ลไว้ ตัวเองปลูกตัวเองก็ได้กิน

เมื่อต้นแอปเปิ้ลหมดก็อดกิน ก็เหมือนกับพวก สส.

ที่กินบุญเก่าอยู่ เราไม่สามารถไปทำอะไรเค้าได้ ต้องรอ

ให้เค้าหมดบุญไปเองหลวงพ่อท่านก็ถามสุวรรณต่อว่าวิญญาณมนุษย์

ไปเกิดก็เยอะ แล้ววิญญาณที่ยังอยู่ที่โลกก็เยอะ

ทำไมไม่จับมาให้หมด สุวรรณก็ตอบว่า

จับมาไม่ได้เพราะเค้ายังไม่หมดอายุขัย ร่างกายคนเรา

มี สังขาร (ร่างกาย) และจิตวิญญาณ เมื่อละสังขารแล้ว

แต่ยังไม่ละจิตวิญญาณ คือยังไม่ถึงที่ตาย เช่นพวก

ฆ่าตัวตาย หรือถูกรถชนตาย วิญญาณก็จะต้องวนเวียนอยู่

ในโลกไปจนกว่าจะถึงเวลาที่ละวิญญาณแล้ว

ถึงจะไปรับมาได้ ท่านจึงถามต่อว่าพ่อหลวงจะมีอายุยืนยาวไหม?

สุวรรณตอบว่า ท่านสิ้นอายุขัยแล้วแต่มีคนต่ออายุขัยให้ท่าน

ซึ่งก็คือพี่สาวของท่านเอง

แล้วประเทศไทยละจะเป็นอย่างไรต่อไป?

สุวรรณตอบว่า บอกไม่ได้

แล้วหลวงพ่อก็เดินต่อไปอีก

คราวนี้ไปเจอแอ่งน้ำลักษณะเหมือนเขื่อน

ซึ่งมองไปที่กำแพงกั้นน้ำ สิ่งที่ท่านเห็นคือ

ม้าตัวผอมเซียว ซึ่งมี พระเจ้าตาก และ พระปิยยะมหาราช ยื่นขวางลำน้ำอยู่

ท่านบอกว่า ที่เห็นอยู่คือกษัตริย์เก่าๆช่วยไม่ให้กรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วม

จริงๆกรุงเทพฯต้องถูกน้ำท่วมไปนานแล้ว

แต่ไม่รู้เมื่อไรที่ม้าจะหมดแรงจากความหนาวของน้ำ

และการอดอาหารมานานหลวงพ่อท่านพูดจบน้ำตาท่านก็ไหลออกมา

แล้วบอกให้ทุกคนที่ได้รับฟังเรื่องราวของท่านว่า เป็นนิมิตของท่าน

จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ เพราะท่านก็ยังคิดว่าเป็นความฝันของท่าน...

แต่ท่านก็กำชับกับทุกๆคนเอาไว้ว่า

เวลาไปที่วงเวียนใหญ่ หรือพระบรมรูปทรงม้า

หรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่มี พระบรมรูป

ให้กราบไหว้โดยนำ หญ้าที่ม้ากิน

ล้างให้สะอาดไปถวายด้วย

เพื่อให้ม้ามีกำลังยืนต่อไปได้

ผมก็คิดว่านี่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองข้ามไปจริงๆ

เพราะคนส่วนมากเวลาไปไหว้

ก็จะนำแต่ดอกไม้ไปไหว้เท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือมันแปลกมากที่อยู่ๆ

เข้าไปถวายเทียนแล้วท่านก็เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

ในเมื่อมีโอกาสได้รับรู้ก็ควรเผยแพร่แก่ทุกๆคนครับ

ก็อยากจะฝากเพื่อนๆ แต่อันนี้

สุดแล้วแต่ความเชื่อครับ


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที