กรรณิกา

ผู้เขียน : กรรณิกา

อัพเดท: 18 ม.ค. 2011 09.41 น. บทความนี้มีผู้ชม: 3750 ครั้ง

มุมมองที่แตกต่างของยายกับหลานจะสะท้อนให้เห็นความจริงบางอย่างที่คาดไม่ถึง


ยาย-หลาน-นวัตกรรมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

นวัตกรรมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

                หากมีใครบางคนพูดถึงเรื่องนวัตกรรม  พวกเราอาจจะคิดไปถึงเทคโนโลยีใหม่ที่ทันสมัย  หรือเครื่องจักร  อุปกรณ์ล้ำยุคสุดไฮเทคราคาแพง ฯลฯ  ก่อนที่จะคิดอะไรไปไกลกว่านี้ เราควรจะรู้ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม” กันก่อน

คำว่า “นวัตกรรม” ในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า “innovation” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2552 แปลว่า “สิ่งที่ทำขึ้นใหม่หรือแปลกจากเดิมซึ่งอาจจะเป็นความคิด  วิธีการ  หรืออุปกรณ์ เป็นต้น”  เมื่อดูจากความหมายแล้วจะเห็นว่าในชีวิตประจำวันของเรานั้น  มีนวัตกรรมต่าง ๆ แฝงอยู่ใกล้ตัวเราจนแยกกันไม่ออก  ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น เหมือนกับเส้นผมบังภูเขาเลยทีเดียว  หากไม่เชื่อลองอ่านเรื่องเหล่านี้ดูนะครับ

 “พี่..พี่..แย่แล้ว... แม่ตกบันได”  เสียงของผู้หญิงวัยกลางคนพูดออกมาด้วยท่าทางตกใจ

“ต้องรีบพาไปหาหมอตอนนี้เลย”

“งั้นพี่ไปเอาเจ้าทุยผูกเกวียนก่อนนะ..” ผู้เป็นสามีพูดและรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

 แล้วทั้งสองสามี ภรรยาก็ช่วยกันพาร่างที่ไม่ได้สติของหญิงเฒ่าวัย 85 ปี ไปรักษาที่สถานีอนามัยประจำตำบล

“หมอๆ..แม่ฉันเป็นยังไงบ้าง..” หญิงผู้เป็นลูกถามคุณหมอหลังออกจากห้องตรวจ

“ต้องรีบส่งตัวไปโรงพยาบาลในบางกอก  เพราะที่นี่มีเครื่องมือไม่เพียงพอครับ”

หลังจากนั้นคุณยายก็ถูกส่งตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  โดยมีคุณหมอเป็นคนดำเนินการช่วยเหลือ คุณยายได้รับการตรวจเอ็กซเรย์อย่างละเอียด  ผลปรากฏว่ากระดูกข้อเท้าแตก  เลยต้องใส่เฝือกนานอยู่เป็นเดือน ระหว่างนั้นคุณหมอผู้ใจบุญก็ได้พาคุณยายย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ทำงานเป็นผู้จัดการอยู่ในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง

“พี่ครับ ผมขอฝากดูแลยายไว้ซัก 5-6 วันนะ เมื่อเสร็จธุระแล้วผมจะรีบมารับตัวกลับ”

“ไม่เป็นไรหรอก  ยายก็เหมือนกับญาติผู้ใหญ่ของเราคนหนึ่ง  ตอนเด็ก ๆ พี่ยังจำได้ว่าแกชอบให้ขนมพี่กินบ่อย ๆ”

นับเป็นบุญของยายเนียมที่มีแต่คนรักใคร่ ยายเป็นที่รักของทุกคนใหนหมู่บ้านเนื่องจากเป็นคนใจบุญสุนทาน รักษาศีล 8 เป็นประจำทุกวันพระไม่เคยขาด ทั้งคุณหมอและพี่ชายต่างก็เกิดที่หมู่บ้านนี้  ก่อนที่จะย้ายเข้ามาเรียนต่อระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพฯ  ทั้งสองพี่น้องจึงรู้จักยายเนียมเป็นอย่างดี

“ตอนนี้ลูกพี่ก็ปิดเทอมแล้ว วัน ๆ เอาแต่เล่นเกมส์ พี่จะให้มาคอยดูแลยายละกัน” พี่ชายคุณหมอพูดถึงลูกชายวัย 12 ปีที่ชื่อน้องภู

เย็นวันที่ 2 หลังจากที่พี่ชายคุณหมอเข้ามาดูอาการเจ็บของยายแล้ว ก็ขอร้องให้ยายช่วยสั่งสอนอบรมน้องภูด้วย  เนื่องจากมีลูกชายคนเดียว  น้องภูจึงถูกเลี้ยงอย่างตามใจ   ก่อนนอนคืนนั้นยายจึงเรียกหลานชายวัย 12 ปีเข้าไปแล้วเล่านิทานให้ฟังว่า “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกระต่ายตัวหนึ่งมีนิสัยอวดเก่ง คิดว่าตัวเองวิ่งได้เร็วกว่าสัตว์ตัวอื่น ๆ ในป่า  วันหนึ่งไปเจอเต่าคลานต้วมเตี้ยม ๆ  ก็ไปท้าประลองฝีเท้าวิ่งแข่งกัน ด้วยความทะนงตนของเจ้ากระต่าย จึงหยุดพักนอนหลับระหว่างทาง  หลังจากแซงเต่ามาไกลโข แต่ด้วยความมุมานะของเต่าตัวน้อย ก็พยายามสู้ ไม่ย่อท้อ เดินช้า ๆ มาจนทันและแซงเข้าเส้นชัยไป เมื่อกระต่ายรู้ตัวว่าแพ้ก็อับอายขายหน้า ภายหลังก็หนีเข้าป่าไป ไม่ออกมาให้ผู้คนเห็นหน้าอีกเลย ”

นิทานเรื่องนี้มีไว้สอนเด็กที่มีนิสัยอวดเก่ง ชอบทะนงตนว่าดีกว่าคนอื่น นับเป็นปัญญาอันชาญฉลาดยิ่งของคนที่เด็กรุ่นใหม่เรียกว่า “คนหัวโบราณ” ที่ใช้นิทานเปรียบเปรยสัตว์ 2 ชนิดมาสอนลูกหลาน อย่างนี้พวกเราคิดว่าคุณยายมีนวัตกรรมทางความคิดหรือเปล่าครับ?

                เมื่อเล่านิทานให้ฟังบ่อย ๆ  หลานก็ชอบที่จะคุยกับยายมากขึ้น เพราะเรื่องที่ยายเล่าสนุก ไม่เคยฟังมาก่อน วันหนึ่งหลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ยายก็บอกหลานให้ช่วยไปเอาไม้เท้ามา  เพราะต้องการจะเดินไปนั่งที่ระเบียง  แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นหลานเข็นรถสำหรับคนป่วยเข้ามา

“ไอ้หนู..นั่นอะไรน่ะ” ยายถาม

“รถเข็นสำหรับคนป่วยครับ” หลานตอบ “น้าหมอเอามาให้เมื่อคืนนี้ครับ”

หลังจากนั้นก็เข็นรถพายายมานั่งเล่นที่ระเบียงหน้าบ้าน  ครู่ใหญ่ยายก็เห็นอะไรบางอย่างวิ่งผ่านหน้าไป ก็ถามหลานชายขึ้นมาว่า

“ไอ้หนู..นั่นอะไรน่ะ” ยายชี้ไปที่ถนน

“นั่นเค้าเรียกว่ารถเมล์ครับ..ยายไม่เคยเห็นเหรอ เชยจังเลย”หลานพูดอย่างอวดตัว

“ไม่เคยหรอกหลาน..ว่าแต่มันเอาไว้ทำอะไรละ”

“เอาไว้รับส่งคนที่จะเดินทางไปที่ต่าง ๆ ไงยาย ไปพร้อมกันทีเดียวได้เป็นสิบ ยี่สิบคนเลยนะ”

ยายนิ่งไปครู่ใหญ่แล้วบอกว่า “งั้นมันก็เหมือนเกวียนของยายน่ะซิ”

“ไอ้หนู..แล้วนั่นอะไรน่ะ.. ” ยายชี้ไปที่สนามหญ้า

“เขาเรียกว่ารถตัดหญ้าครับ พ่อตัดทั้งสนามใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียวก็เสร็จ”

ยายนิ่งไปครู่ใหญ่แล้วบอกว่า “งั้นมันก็เหมือนเคียวเกี่ยวหญ้าของยายนะซิ”

“ไอ้หนู..แล้วนั่นอะไรน่ะ.. ” ยายชี้ไปที่โคมไฟหน้าบ้านอีก

“นั่นเขาเรียกว่าโคมไฟครับ พอเราเปิดสวิตซ์ตอนกลางคืนก็จะสว่างไปทั่วเลย”

ยายนิ่งไปครู่ใหญ่แล้วบอกว่า “งั้นก็เหมือนตะเกียงบ้านยายนะซิ”

ทั้งสองคุยกันอยู่นาน จนหลานคนเก่งพูดขึ้นมาว่า

“ยายเข้าไปนั่งตากแอร์ในบ้านดีกว่า แดดเริ่มมาแล้ว” เมื่อเข้ามาในบ้านหลานก็เดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านไป 30 นาทีอุณหภูมิในห้องก็เริ่มเย็นขึ้น  

“นี่มันเกิดอาเพทอะไรเนี่ย เมื่อกี้ยังร้อนอยู่เลย ตอนนี้กลับหนาวซะแล้ว” ยายพูดอย่างแปลกใจ

“ยายไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่าล่ะ” หลานแกล้งพูด

“เปล่านี่นา แต่เอ๊ะ! หรือว่าเจ้าที่เขาไม่ยอมให้ยายอยู่ที่นี่” ยายกล่าวด้วยสีหน้าเป็นกังวล

หลานชายตัวดีจึงพูดขึ้นมาว่า

 “ยายไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมเปิดแอร์อยู่น่ะ  ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า แอร์คอนดิชั่นเนอร์ ทำให้อากาศเย็นได้ตามใจเราเลยละ”

“ยายไม่เข้าใจหรอก...เอ..แอ..อะไรนั่น”

“เขาเรียกว่าแอร์ครับยาย”

“เอาเถอะๆ ยายชักหนาวแล้ว ช่วยไปก่อฟืนต้มน้ำให้ยายหน่วยซิ”

“ยายนี่ล้าสมัยจัง สมัยนี้เขาไม่ก่อไฟกันแล้ว  เค้าใช้เครื่องทำน้ำร้อนกันนะยาย เสียบปุ๊บ.. ร้อนปั๊บ”

ตลอดเวลาที่ยายอยู่กับหลาน ยายได้รู้เห็นสิ่งแปลกใหม่มากมายไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์  โทรศัพท์  ตู้เย็น เครื่องซักผ้า หม้อหุงข้าว และอื่น ๆ อีกสารพัดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ผิดกลับหลานชายที่คิดว่าทำไมเรื่องง่าย ๆ แบบนี้คนเป็นยายถึงไม่รู้นะ

จากเรื่องนี้จะเห็นว่า นวัตกรรมต่างๆอยู่คู่กับเรามาโดยตลอดเหมือนเงาติดตามตัว ไม่ว่าจะเป็นระบบความคิดหรือเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้วิถีชีวิตแตกต่างไปจากเดิม  เช่นการรักษาพยาบาล การขนส่ง การสื่อสาร เป็นต้น เมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยน.. สังคมเปลี่ยน.. ประเทศเปลี่ยน..โลกก็จะเปลี่ยนด้วย แบบนี้จะเรียกว่า “นวัตกรรมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโลก”ก็คงไม่ผิดใช่ไหมครับ

ผู้แต่ง นายพงศ์พล รัตนะจิตรโชติ

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที