Meditate

ผู้เขียน : Meditate

อัพเดท: 09 ส.ค. 2010 16.40 น. บทความนี้มีผู้ชม: 238086 ครั้ง

ธรรมทาน เป็นทานอันสูงสุด

ขอทำหน้าที่นี้ อีก คน เพื่อ ปัจจัย แห่งการรู้

การมีสติ ทั้งแก่ตนเอง และผู้อื่น ที่สนใจ


หลวงพ่อวิญช์ ผุ้ทำโครงการ"ซ่อมแซมพระพุทธรูปทั่วพุทธอาณาจักร"โดยไม่หวังผลตอบแทน

ขออนุญาตถ่ายทอดเรื่องราว ของหลวงพ่อวิญช์ ผุ้ทำโครงการ"ซ่อมแซมพระพุทธรูปทั่วพุทธอาณาจักร"โดยไม่หวังผลตอบแทนครับ
เป็นเรื่องที่ท่านเล่าเปิดใจถึงประสบการณ์แปลกๆ ที่ท่านได้พบขณะทำงานครับ



บทสนทนาธรรมกับคณะศรัทธาที่มาร่วมซ่อมพระพุทธรูปที่โครงการบูรณะพระพุทธรูปชำรุด ณ ศูนย์การศึกษาปฏิบัติธรรม เมื่อ ๒๐ กันยายน ๒๕๔๙






- กราบนมัสการหลวงพ่อครับ กระผมขอกราบเรียนถามถึงแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้หลวงพ่อมาบูรณะพระพุทธรูปที่ชำรุดครับ

- เจริญพร พระพุทธรูปที่เราชาวพุทธกราบไหว้สักการะเพื่อระลึกถึงองค์พระพุทธเจ้ามีความสำคัญเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ คราวใดที่คนเราใจมีทุกข์ ถ้าได้ตั้งใจกราบพระพุทธรูปแล้วมองพระพักตร์ น้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน กระแสแห่งความสงบเย็นก็จะแผ่ซ่านมาจากองค์พระทำใจให้สงบรับกระแสนั้นความรู้สึกอึดอัดคัดแน่นในใจก็จะลดลง และหากสวดมนต์แล้วปฏิบัติสมาธิจนใจสงบลงตามลำดับ ก็จะเกิดความคิด (ปัญญา)ที่จะแก้ปัญหานั้นได้ด้วยตนเองคราวนี้ถ้าพระพุทธรูปองค์ที่เรามองนั้นเกิดการชำรุดขึ้นมาในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ที่ยึดติดวัตถุก็จะเกิดความรู้สึกเศร้าหมองด้วยเหตุนี้เองอาตมาคิดว่าวัตถุเป็นของคู่โลกพระพุทธรูปก็ไม่ต่างฉันนั้น เมื่อเกิดการชำรุดหากเราซ่อมแซมได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะอย่างน้อยเราก็ยังได้พระพุทธรูปองค์เดิมกลับคืนมา

- หลวงพ่อค่ะจากการทำงานของหลวงพ่อที่ผ่านมาถึงวันนี้ หลวงพ่อทำงานนี้มากี่ปีและพระพุทธรูปที่บูรณะแล้วกี่องค์ค่ะ

- อาตมาบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปถึงวันนี้ก็ ๕ ปีเต็มแล้วและบูรณะเสร็จหากนับจำนวนองค์อยู่ที่ ๕๕๐ องค์ พอดี

- พระพุทธรูปที่หลวงพ่อบูรณะแล้วนั้นส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปองค์เล็กหรือองค์ใหญ่ ความเสียหายแตกต่างกันอย่างไร

- ในช่วงแรกๆ นั้นอาตมาก็เดินเก็บชิ้นส่วนพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางๆ จากริมรั้วกำแพงรอบวัดแล้วก็นำมาต่อประกอบส่วนที่หักให้ติดกันแล้วแต่งสีสันลบรอยต่อ ส่วนองค์เล็กๆ ที่เสียหายไม่มากก็เอามาซ่อมที่เสียหายมากก็ไม่ได้ซ่อม ต่อมาก็บูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปทองเหลืององค์ใหญ่หน้าตัก ๓ เมตร และ ๒ เมตร กับเมตรกว่า รวมแล้ว ๓๘ องค์ ทำสีทองใหม่หมดทุกองค์ แล้วจากนั้นก็ได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาสว่าให้ไปดูพระพุทธรูปที่อยู่หน้าโบสถ์เก่า เป็นพระปูนปางป่าเลไลย์

และด้วยความเก่าแก่ภายในองค์พระส่วนใหญ่เสียหายหมดแถมมีเกลือแทรกอยู่ในเนื้อปูน(ที่วัดนี้อยู่ในเมืองน้ำเค็ม) ซึ่งองค์นี้ เสียหายทั้งองค์เพียงแต่มีผิวภายนอกเท่านั้นที่ยังเกาะกันอยู่ ที่สำคัญ อยู่ได้ด้วยปูนที่ฉาบวางไว้ใหม่ๆ ที่ไหล่ติดกับกำแพงเท่านั้นและในที่สุดก็ได้ปั้นและสร้างขึ้นใหม่ทั้งองค์ โดยใช้อิฐเดิม (เป็นอิฐโบราณ) แกนคอและแกนลำตัวองค์พระใช้ไม้สักหน้า ๓ นิ้ว ๓ แผ่นประกอบ ภายในเศียรก็มีไหโบราณก็ใช้ใบเดิม ยอดพระเกตุเป็นไม้ก็ใช้ของเดิมใช้เวลา ๑ เดือน ถึงเวลาตอนนั้นก็ประมาณปีหนึ่งพอดี ก็ได้บูรณะพระไปแล้วประมาณ ๑๘๐ องค์ ทั้งองค์เล็กองค์ใหญ่นะ ใครมาหาอยากได้ก็ยกให้ไป (เฉพาะพระที่เก็บมา) จนกระทั่งมีชิ้นส่วนพระ ๒ ชิ้น ก็ได้เก็บมาซ่อมเป็นพระเนื้อหินทรายเมื่อบูรณะเสร็จก็เก็บรักษาอยู่ในศาลาห้องพระวัดแม่น้ำ สมุทรสงคราม (วัดที่อาตมาบวช)

มาถึงจุดนี้เป็นจุดเปลี่ยนแปลง ที่อาตมาต้องผันกายมาอยู่ที่อรัญประเทศโดยไม่คาดฝัน และเมื่อมาถึงอรัญประเทศแล้วโดยครั้งแรกก็คิดว่าจะมาปฏิบัติธรรมโดยไม่รู้มาก่อนว่า ที่นี่เป็นที่เก็บพระพุทธรูปโบราณปูนปั้นที่ย้ายมาจากวัดจักรวรรดิ์มาก่อนในสภาพที่หลุดกระจายเป็นชิ้นๆ ทั้งหมดก็ราว ๑๒๐องค์ ได้มีอยู่ประมาณ ๑๕ องค์กระมังที่เศียรขาด นอกนั้นหาองค์ไม่เจอ บางองค์ก็หาเศียรไม่เจอ เข่าเป็นเข่า แขนเป็นแขน เศียรเป็นเศียร องค์เป็นองค์ น่าอนาถใจมากที่สุด ในที่สุดก็เริ่มทำการบูรณะซ่อมแซมด้วยเงินส่วนตัวเพียง ๓๒๒ บาท

โดยเริ่มจาก ๕ องค์แรก แล้วต่อมาก็อีก ๗ องค์ ช่วงนั้นก็พบกับปัญหาที่เป็นจุดปักหลักของใจที่จะทำงานนี้ตลอดไป ตอนนั้นใจมันมุ่งมั่น ทำทั้งวันทั้งคืน หลังเพลก็ลงมือทำงานจนถึงเช้าพักหน่อยนึงตื่นก็เตรียมงานบางอย่าง แล้วฉันเพล แล้วเริ่มงานต่อถึงเช้า เวลาผ่านไปพอ ๑๕ องค์แรกเสร็จพร้อมด้วยเงินส่วนตัวที่มีของพระเพื่อนๆ อีก ๒ รูป มีพระมัณดาศักดิ์ (พระเอ๋) และพระไชยา (ตอนนี้ลาสิกขาแล้ว) ช่วยกันลงขันจนหมดปัจจัยแล้วก็คิดจะเลิกทำงานในตอนนั้นนะ ๕ องค์แรกเสร็จแล้ว ส่วน ๗ องค์ ต่อมาหมดทุนก็กะจะจุดธูปเทียนบอกลาว่าจะกลับวัดเดิมเป็นเพราะพระพุทธรูปแต่ละองค์มีน้ำหนักมากและอยู่บนชั้น ๒ ของเจดีย์ สุดวิสัยที่จะเอาลงมากันเองได้ ก็ไปจุดธูปบอกลา แต่พอเงยหน้ามองพระพักตร์และมองรอบคอองค์พระบางองค์คอเอียงก็มี มองแล้วสุดอนาถใจ ความคิดแว่บหนึ่งเกิดขึ้นมาว่า
ก็เพราะบุญมิใช่หรือนำเรามาที่นี่มาพบพระพุทธรูปที่รอการช่วยเหลือบูรณะซ่อมแซม เลยตัดสินใจตั้งสัจจ์อธิฐานว่า “หลวงพ่อทุกองค์ที่ชำรุดแล้วจะบูรณะซ่อมแซมให้เสร็จสมบูรณ์จนถึงองค์สุดท้ายที่สำรวจพบ ไม่ว่าจะมีจำนวนมากเพียงใด ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าใด ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด ก็จะไม่ทิ้งหายไปไหน และจะขอทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่างานจะสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย งานนี้จะยุติสิ้นสุดมีอยู่ ๒ ทางคือ ๑. งานสำเร็จลุล่วง ๒. กระผมถึงกาลมรณะภาพเสียก่อน เพียงกราบขอพรศักดิ์สิทธิ์ ๓ ประการ คือ ๑. ขอไม่เจ็บป่วยตลอดไป ๒. ขอให้มีคนมาช่วยทำงาน ๓. ขอให้มีผู้มาสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่าย เมื่อถวายสัจจ์ อธิษฐานเสร็จแล้ว ก็ลุกออกจากเจดีย์ที่ชั้น ๒ ฝนตกลงมาท่ามกลางแดดเปรี้ยง แล้วอาตมาก็ลงมาดูที่ชั้นล่างก็มองเห็นรุ้งกินน้ำและที่น่าแปลกใจก็คือนอกรั้วพระธาตุเจดีย์ พื้นไม่เปียกเลย และพอกลับมาที่เต้นที่ทำงานได้ไม่นาน โยมช่างสมชาย (ผู้รับเหมาสร้างพระธาตุเจดีย์) ก็มาบอกว่า ได้ข่าวมีพระมาซ่อมพระพุทธรูปที่ทิ้งรอมา ๔ ปีเต็มๆ ก็เลยมาดูว่าพระพุทธรูปซ่อมได้แล้ว และหลังจากพูดคุยกันไม่นาน โยมช่างสมชายก็บอกว่า “หลวงพี่ (ตอนนั้นผมยังไม่หงอกตอนนี้ทำงานจนผมหงอกแล้วเลยเรียกหลวงพ่อ) พรุ่งนี้ก่อนเที่ยง พระพุทธรูปบนเจดีย์ชั้น ๒ ทั้งหมด ๗ องค์ ผมจะเอามาส่งให้ถึงมือหลวงพี่เอง และก็เล่าต่ออีกว่า เมื่อเดือนที่แล้วผมจะมาปิดช่องเก็บพระพุทธรูปที่เอาชิ้นไปเก็บไว้ เมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน แต่ก็มีเหตุแปลกๆ ผมจะมาปิดถึง ๔ ครั้ง ก็ไม่สำเร็จ เช่น รถสตาร์ทไม่ติดบ้าง รับช่างแล้วผมป่วยประทันหัน รับช่างแล้วช่างป่วยกระทันหัน ครั้งสุดท้าย นัดช่างแล้วว่าพรุ่งนี้แต่ช่างทั้ง ๔ คน ยืนยันว่ามะรืนนี้ ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงปิดไม่ได้ และเมื่อพระพุทธรูปที่เก็บบนชั้น ๓ ที่อาตมาก็ขึ้นไปดูภาพที่อาตมาเห็นนั้นทำให้อาตมาน้ำตาไหลเพราะแสนสุดจะสลดสังเวช เพราะเศียรพระแต่ละเศียรวางซ้อนกันนับไม่ถ้วน องค์พระก็แตกเป็นชิ้นๆ วางกองเกลื่อนกราดทั้งมือ แขน เข่า อก แยกเป็นส่วนๆ กระจัดกระจาย แล้วก็ลงมาขอร้องช่างสมชายอีกครั้งให้ช่วยย้ายทั้งหมดลงมา เมื่อย้ายลงมาแล้วก็จัดการรวบรวม คัดแยก สำรวจจนรู้ว่ามีเศียรอยู่ ๘๗ เศียรที่เป็นองค์เอามาประกอบเป็นชุดได้ (ดูตัวอย่างจากพระที่บูรณะแล้ว ๑๒ องค์ + ๓ องค์ ตอนหลัง) แล้วก็ลงมือทำงาน เวลาผ่านไปราว ก.ย. ๔๖ ทาง หลวงพ่อเจ้าคุณพระโสภณพุทธิธาตุ รองเจ้าคณะจังหวัดสระแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาปฏิบัติธรรมที่อาตมาทำโครงการอยู่นี้ ได้จัดอบรมศีลธรรมเข้าค่ายของเยาวชน ๕๐๐ คน ได้เชิญ พลโทอิสระวัชระประทีป รอง ผ.บ.มณทล ทหารบกที่ ๑๒ (ในขณะนั้น) มาเป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส มีพระราชปริยัติยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดสระแก้วเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ก็ได้แนะนำให้รู้จักกับผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ท่าน ว่า “นี่ พระวิชญ์ คือผู้ที่ฟ้าส่งมาช่วย อาตมา ท่านเก่ง มีฝีมือในการซ่อมพระ ท่านคือ พระคู่บารมีของอาตมา”

ในงานนี้ ก็มี พันโท ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ก็เดินเข้ามาที่ในเต้นมาดูงาน แล้วเห็นข้อความที่อาตมาเขียนแปะติดไว้รอบๆ เต้นว่า “พระพุทธรูปโบราณทั้ง ๑๐๘ องค์ เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา เป็นสมบัติของชาติของแผ่นดิน เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน สมควรที่คนไทยทุกคนต้องรักหวงแหน และอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นเพื่อศึกษา พุทธศาสตร์ และพุทธศิลป์เป็นการธำรงไว้เพื่อพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรคู่แผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน”

หลังจากที่ได้พูดคุยกับพันโทปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.ร.๑๒ พัน ๓ รอ. ก็ได้พนมมือแล้วบอกว่า “พระอาจารย์ครับกระผมขอปวารณาว่า จะจัดส่งทหารที่เป็นช่างมาช่วย ๕ นาย กับกำลังพลส่วนหนึ่ง อีกทั้งจะช่วยประกาศหาเจ้าภาพมาช่วยสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายต่อไป และเว้นไปอีกเพียงวันเดียว จ่าสิบเอกชัชวาลย์ สมบูรณ์พงษ์ จ.ส.อ.จตุรภัทร์ มณีพงษ์ จ.ส.อ.สุรพงษ์ เพ็ชรเสนา จ.ส.อ.สำราญ พิมพ์ศักดิ์ ส.อ.เสกประชา สามิภักดิ์ ทั้ง ๕ นาย พร้อมด้วยกำลังพลส่วนหนึ่ง ก็เข้ามาช่วย พร้อมกับเจ้าภาพมาสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งทำให้งานที่ทำอยู่เพียงลำพังก็รุดหน้า ตลอดจน น.ส.พ.ไทยรัฐ คอลัมน์ เที่ยวไปกินไป ของ พลเอกโอภาส โพธิ์แพทย์ ก็เข้ามารับทราบการทำงานแล้วเอาเรื่องราวลง น.ส.พ. น.ส.พ.ข่าวสด มติชน บางกอก ก็ตามเข้ามา คราวนี้ งานก็ยิ่งรุดหน้าเมื่อคราว ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๙ ในปีมหามงคลที่ พระแม่ของแผ่นดินสมเด็จพระราชินีนารถทรงเจริญพระชนมายุ ๗๒ พรรษา ทรงพระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าคุณพระโสภณ พุทธิธาต รองเจ้าคณะจังหวัดสระแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษา และ ปฏิบัติธรรม ผู้เป็นประธานโครงการบูรณะพระพุทธรูปโบราณชำรุด ๑๐๘องค์ ร่วมกับแม่ทัพภาคที่ ๑ ได้ทำพิธี พุทธาภิเศก และฉลองพระธาตุเจดีย์ฉลองพระพุทธรูปโบราณ ศาลารายรอบพระธาตุเจดีย์ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตต์ พระบรมราชินีนารถ และก็เป็นการเสร็จสิ้นโครงการที่ ๑ เมื่อ ๔ ส.ค.๔๗ และเมื่อเสร็จสิ้นโครงการนี้ก็ถือว่า

สัจจ์อธิษฐานที่ถวายไว้ก็สมบูรณ์แล้วได้พูดกับทีมทหารที่มาช่วยงานบูรณะว่า “เสร็จภารกิจแล้วจะออกเดินทางไปธุดงค์ตามแบบฉบับของอาตมาคือ จะออกเดินทางไปตระเวนซ่อมพระพุทธรูปตามวัดต่างๆ วัดนี้ซ่อมเสร็จก็ออกเดินทางต่อ เหนื่อยที่ไหนก็พักที่นั่น หมดแรงที่ไหนก็หยุดพักที่นั่น หมดลมที่ไหน ก็เผาหรือฝังที่นั่น

ทุกคนเงียบ แล้วก็มีเสียงหนึ่งพูดขึ้นว่า “อาจารย์หวงบุญ อาจารย์ใจแคบ”

- “อ้าวทำไมล่ะ”“อาจารย์ ขอนิมนต์ให้อยู่ที่นี่ต่อไปแล้วตั้งที่นี่เป็นโรงพยาบาลซ่อมพระ อาจารย์เป็นหมอใหญ่ แล้วพวกเราจะเป็นผู้ช่วยทั้งหมดนี้แหละ อาจารย์ก็รู้ว่า งานซ่อมรักษาพระพุทธรูปชำรุดได้บุญมาก พวกเราขอมีส่วนร่วมบุญกับอาจารย์ครั้งนี้ด้วย อาตมารับคำนิมนต์ แล้วปรึกษาหารือกันจนเป็นมติเอกฉันท์ว่า เปิดโครงการ บูรณะพระพุทธรูปชำรุด ๙๙๙ องค์ ทั่วประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสเจริญพระชนมายุ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ โดยมีปณิธานว่า

๑. รับบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปชำรุด จากวัดต่างๆ หน้าตัก 5เมตร ขึ้นที่เป็นพระปูน หิน ไม้ ทองเหลือง แล้วส่งคืนโดยไม่เรียกร้องอะไรจากวัดนั้นๆ

๒. วัดไหนที่พระพุทธรูปชำรุด เคลื่อนย้ายไม่ได้ก็จะไปบูรณะซ่อมแซมให้ถึงที่โดยไม่มีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากภัตตาหารและที่พักเท่านั้น

๓. วัดหรือสำนักสงฆ์ โรงเรียน โรงพยาบาล สำนักแม่ชีใดที่ขาดแคลนพระพุทธรูปบูชา (พระประธาน) ก็ขอให้มี จ.ม.ขอเข้ามา ยินดีจะมอบให้ โดยไม่มีการเรียกร้องค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นเช่นกัน แม้แต่หน่วยงานราชการก็ยินดีให้เพื่อเป็นที่กราบไหว้ของหน่วยงานนั้นๆด้วยเช่นกัน

๔. รับบริจาคพระพุทธรูปชำรุดทุกชนิด ทุกขนาด เพื่อบูรณะแล้วมอบให้วัดที่ขอมา ส่วนพระพุทธรูปที่บูรณะไม่ได้แล้วหรือชิ้นส่วนพระพุทธรูป ก็จะได้นำบรรจุไว้รวมในองค์พระที่จะจัดสร้างขึ้นแล้วมอบให้ผู้ที่มี จ.ม.ขอมาต่อไป

- โอโห...ดีจังเลยหลวงพ่อ แล้วหลวงพ่อไม่เรียกค่าใช้จ่ายจากวัด จากสำนักสงฆ์ หน่วยงานราชการต่างๆ แล้วเอาที่ไหนเป็นค่าใช้จ่ายคะ

- อาตมาไม่ได้เปิดโรงงานซ่อมพระขายนะโยม ก็เปิดรับบริจาคอยู่ไงโยม

- การที่อาตมาเปิดโครงการนี้ขึ้น ก็มีวัตถุประสงค์ คือ ต้องการจะช่วยเหลือวัดต่างๆ เพราะวัดหรือสำนักสงฆ์ สำนักแม่ชีนั้น เมื่อมีผู้ถวายพระพุทธรูปมาแล้ว ไม่ได้ถวายค่าใช้จ่ายในการดูแลซ่อมบำรุงไว้ให้ด้วย แล้วภาระตรงนี้ก็มาตกอยู่ที่เจ้าอาวาสผู้ปกครองดูแลวัดและพระพุทธรูปด้วยอีกอย่างหนึ่ง พระบูชาตามบ้าน หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่ชาวบ้านกราบไหว้บูชา เมื่อชำรุดแล้วไม่มีทางออกอื่นนอกจากเอาไปทิ้งไว้ ตามข้างกำแพง ใต้ต้นไม้ ภายในวัด ก็ยังดีที่ไม่เอาไปทิ้งไว้ในถังขยะ

- เพราะอะไรครับหลวงพ่อ

- ก็เพราะคนเรายังยึดติดในวัตถุที่สมบูรณ์และสวยงาม สิ่งสำคัญ การกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็อยากกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์สวยงามด้วยกันทุกคน และบางคนก็เชื่อว่า ถ้ากราบไหว้พระคอหักแล้วเป็นรางร้ายกลัวว่าจะต้องคอหักเหมือนพระที่กราบก็ได้

- หลวงพ่อครับขอเรียนถามตรงๆ นะครับว่า หลวงพ่อทำงานนี้มาหลายปีเคยเห็นเทวดาบ้างไหมครับ

- เอาละซิ โยมถามแบบนี้อันตรายต่ออาตมานะ ก็ขอตอบว่า รู้คำแปลไหมที่ว่า ปัจจัตตัง เวทิตัปโภ วิญญูหีติ ถ้าแปลก็คือ ปฏิบัติเองก็ย่อมรู้เองเห็นเอง

- หลวงพ่อคะ กรุณาบอกเถอะค่ะ เพื่อเป็นวิทยาทานและก็เพื่อให้คนที่รู้จะได้ทำแต่ความดี เพื่อตัวเขาเองและสังคมค่ะ

- หลวงพ่อครับ แล้วพระพุทธรูปที่ว่าศักดิ์สิทธิ์นั้น ความศักดิ์สิทธิ์มาจากไหน อะไรทำให้พระองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์

- แหมคุณโยมวันนี้ถามคำถามแต่ละคำถามตอบยากจริงๆ แต่ก็เอาเถอะเมื่อมีผู้ถามก็ขอตอบด้วยภูมิปัญญาที่น้อยนิดนี้ก็แล้วกัน กับประสบการณ์จริงของอาตมาที่ทำงานมานะ

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เทวดามาจากไหน ซึ่งก็ได้จำมาจากหนังสือของหลวงพ่อฤษีลิงดำ ไปค้นคว้าหาอ่านเอาเพิ่มเติมนะ เทวดาก็มาจากมนุษย์อย่างเราๆ นี่แหละ ที่ทำบุญสร้างบารมีมากๆ เมื่อละสังขารแล้วก็เกิดเป็นเทวดาทันที ตามแรงแห่งบุญบารมีที่ทำมา ทีนี้พอเป็นเทวดาแล้วก็ยังมีเทวดาขั้นสูงๆ เรื่อยลงมาถึงขั้นล่างๆ เทวดาก็มีหน้าที่เหมือนกันและก็มีที่สถิต (ที่อยู่) เหมือนกัน เช่น เทวดาที่สถิตตามต้นไม้ก็เป็นรุกขเทวดาเป็นต้น เทวดาบางองค์ก็มีหน้าที่ดูแลพิทักษ์พระพุทธรูปเหมือนกัน
ทีนี้ก็มาพูดถึงว่า อะไรทำให้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ได้ก็มาจาก

๑. พุทธคุณ (ตัวอักขระ) ที่พระสงฆ์ (เกจิ อาจารย์) ที่มีบุญญาธิการสูงบรรจุไว้

๒. จากความศักดิ์สิทธิ์ที่องค์พระเกจินั้นๆ จากบารมีที่ท่านบำเพ็ญมาก็มาบริกรรมเพ่งกระแสจิต บรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูป

๓. มาจากเทวดาที่มาสถิตอยู่ในองค์พระเมื่อเทวดาที่สถิตในองค์พระมีบารมีเดิมอยู่แล้ว บวกกับบารมีของพระสงฆ์เกจิที่บรรจง บรรจุพระคาถานั้นๆ บวกกับตัวอักขระพระคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ทำให้พระพุทธรูปองค์นั้นๆ ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น

๔. มาจากผู้ที่กราบไหว้ สวดมนต์ไหว้พระปฏิบัติถวาย ก็เป็นการบรรจุพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณเข้าไป ก็จะยิ่งทำให้ศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น + พุทธานุภาพจากพุทธองค์เอง

- หลวงพ่อครับ ทำไมบางคนไหว้พระขอพรและขอสิ่งนั้นๆ สำเร็จ แต่บางคนขออะไรก็ไม่เคยได้ ไม่เคยสำเร็จ

- ก่อนอื่นนั้นต้องเข้าใจว่า สุขทุกข์เกิดแต่กรรม คนเราทุกวัน แม้แต่ความคิดที่เกิดขึ้น มีทั้งคิดดีบ้างไม่ดีบ้าง คิดในทางที่เป็นกุศล ทำอย่างที่คิดก็เป็นบุญเป็นกุศล (ขอให้มีส่วนนี้มากๆ เพื่อตัวของเราเอง) คิดในทางฝ่ายอกุศลและก็ทำให้สิ่งที่เป็นอกุศลในสิ่งที่ไม่ดี ก็จะเป็นบาปติดตัวไป (อย่าทำเลย) ฉะนั้นเมื่อไรที่บุญมาให้ผลชีวิตก็จะพบแต่สิ่งดีๆ มีความสุข และบาปกรรม อกุศลต่างๆ ตามมาให้ผลเมื่อนั้น ชีวิตก็จะประสพกับเหตุที่วุ่นวายไม่พึงปรารถนา ชีวิตก็มีแต่ทุกข์และทีนี้ทำไมเมื่อมีทุกข์ หาทางออกเป็นก็ยังดี คือ หันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปกราบไหว้ ขอพร ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย แต่บางคนทำแต่สิ่งที่เป็นอกุศล พอผลของกรรมตามมาก็ทุกข์ร้อนหาที่พึ่งมาหาพระมากราบขอพร ฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า กลุ่มแรกทำแต่กรรมดีเมื่อประสพเหตุแห่งทุกข์ เพราะกรรมเก่ากำลังให้ผลและใกล้จะหมดแรงแห่งกรรมนั้นๆ แล้ว เมื่อมากราบพระพุทธรูปขอพรก็อาจจะสมหวังในสิ่งที่ขอก็ได้ หรืออาจไม่สำเร็จเพราะกรรมเก่านั้นยังให้ผลอยู่ ส่วนกลุ่มหลัง ทำแต่กรรมชั่ว เมื่อมาขอพระก็จะเอาความดีตรงไหนมาช่วย เทวดาที่ดูและพระพุทธรูปก็ดูคนเหมือนกันนา แต่ก็อีกน่ะแหละ กลุ่มหลัง ผลบุญที่เคยทำมาในอดีตชาติกำลังตามมาติดๆ ผลกรรมที่ทำปัจจุบันยังไม่ทันได้ให้ผล ผลบุญมาช่วยทันก็อาจสำเร็จได้เช่นกัน

- หลวงพ่อคะแล้วประสบการณ์การทำงาน ของหลวงพ่อกับเทวดามีไหมคะ

- แหมตอบไงดี เอางี้ อาตมาจะเล่าเรื่องการทำงานที่ผ่านมาให้ฟัง เมื่อปีที่แล้วได้รับนิมนต์ไปมาติกาบังสกุล ปลงศพที่วัดแห่งหนึ่ง ในระหว่างที่รอพระผู้ใหญ่เทศน์อยู่นั้น อาตมาก็ไปเดินสำรวจพระพุทธรูปในวัดว่าเป็นอย่างไร เพราะรู้มาเหมือนกันว่าวัดนี้มีพระพุทธรูปเยอะมากบนศาลามีพระพุทธรูปหลายขนาด ส่วนมากชำรุดเพราะนิลเนตรติดไม่ดีหลุดหายไป เฉพาะที่นี่ที่เดียวก็เกือบ ๒๐ องค์แล้ว บางองค์นิลหายไปทั้ง ๒ เม็ด บางองค์ก็หายไปเม็ดเดียว ปกติอาตมาก็จะพกนิลพระเนตรไว้ในย่ามพร้อมอุปกรณ์อยู่แล้วก็เลยได้จังหวะติดถวายให้ทีละองค์ ทีละองค์ จนครบทุกองค์ เสร็จแล้วก็พอดีได้เวลาร่วมพิธีกับเขาด้วย โดยไม่ได้บอกใคร
จากนั้นอีกประมาณอาทิตย์เห็นจะได้ ก็ได้มาร่วมงานกันที่ในศูนย์การศึกษา ก็ได้ยินเจ้าอาวาสวัดนี้กับเจ้าอาวาสวัดอื่นๆ คุยกันว่า พระพุทธรูปในวัดผมนี่ ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ เมื่อวันก่อนเข้าไปดูและกะว่าจะนับดูว่ามีกี่องค์จะได้มาบอกหลวงพ่อวิชญ์ให้ไปช่วยซ่อมให้แต้มหัสจรรย์จริงๆ นิลพระเนตรมีครบทุกองค์ก็เลยดีใจไม่ต้องมารบกวนหลวงพ่อวิชญ์แล้ว เพราะมีเทวดาบันดาลแน่นอนเลย
อาตมาได้ฟังแล้วตอนแรกก็กะว่าจะบอกเดี๋ยวจะหาว่า อาตมาเอาหน้าก็ปล่อยให้เข้าใจไปอย่างนั้นเถิด สาธุ เทวดาช่วยกับที่วัดอื่นๆ อีกหลายวัด อาตมาก็ไปติดถวายให้ รวมๆ แล้วน่าจะกว่า ๑๐๐ องค์ ที่รู้เพราะนับจากนิลพระเนตรที่ใช้ไป

- หลวงพ่อเคยมีพระหรือชาวบ้านมาว่าจ้างให้หลวงพ่อสร้างพระพุทธรูปไปถวายวัดตัวเองบ้างหรือไม่
- มีเหมือนกันนะ เขาเป็นเจ้าอาวาสวัดด้วย มาถึงก็พูดว่า ถ้าจะให้สร้างพระพุทธรูปให้องค์นึงหน้าตักสัก ๒ เมตร จะคิดค่าจ้างเท่าไร แสนนึงพอไหม

- ผมขอโทษเถอะ ที่นี่ไม่ใช่โรงงานสร้างพระผมไม่รับจ้างใคร เอาเงินของท่านกลับไปเถอะ ถ้าอยากได้ก็เขียน จ.ม.ขอมา สลึงเดียวก็ไม่ต้องเสีย

- แสนนึงน้อยไปหรือ หรือสัก ๒ แสนล่ะ

- ล้านนึงก็ไม่รับ ถ้าจะเอามาให้แบบนี้ เอากลับไปเถอะ

- อาตมาครั้งแรกก็รู้สึกขุ่นใจเหมือนกันแต่มาคิดว่านี่เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น แต่มาคิดว่า ไม่ขอก็จะให้ ทั้งที่เพราะพระพุทธรูปเราให้ก็ให้กับวัดไม่ได้ให้กับบุคคล เพราะบุคคลไม่มีใครอยู่เกิน 100 ปี แต่พระพุทธรูปจะอยู่คู่วัดเกิน ๑๐๐ ปีแน่นอน องค์นี้ก็จะอยู่ในโครงการมอบให้วัด ๙๙ องค์

- หลวงพ่อคะ แล้วงานที่เคยทำมานี้ย งานไหนที่คิดว่าโหดสุดๆ มีไหม ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อย

- ก็มีนะและก็ถือว่าที่สุดจริงๆ เป็นการวัดใจก็ว่าได้ที่นั่นก็คือสำนักแม่ชี สิริสัตตนครธรรม อยู่ซ้ายมือทางเข้าวัดลิเจีย ต.ปรังเพล อ.สังขบุรี จ.กาญจนบุรี ที่นั่นเป็นที่สุดท้ายของการเดินทาง ที่แรกก็ที่สำนักแม่ชีธรรมรังสรรค์ พรหมประทาน ต.เขาไม้แก้ว อ.กบิลบุรี จ.ปราจีนส่งคืนพระพุทธรูป ๒ องค์ หน้าตัก ๑ เมตร และ เมตร ๒๐ แล้วเข้า กทม.ไปซื้อของ ไปสมุทรสงคราม ไปดูพระ ๒ วัด และไปกราบพระอุปัชฌาย์แล้วเดินทางต่อไปที่ จ.นครปฐมไปรับพระ ๑ องค์ ซ่อม ๑ องค์ (ซ่อมนิดเดียว) แล้วดิ่งตรงกาญจนบุรี ช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษา ก็สัตตาหะไปด้วยกิจนิมนต์ ที่ กทม. ๑ ที่ นครปฐม ๑ ที่ สมุทรสงคราม ๒ ที่ เมื่อไปถึงสำนักแม่ชีที่ลิเจีย เป็นช่วงสายๆ ของวันที่ ๖ แล้ว แม่ชีถวายเพลเสร็จแล้วลงมือซ่อมพระ ๑ องค์ เย็นพอดี มีพระพุทธรูปอีก ๑ องค์ หน้าตัก ๒เมตร อยู่บนแท่นปูนสูงจากพื้น ๑.๕๐ เมตร องค์พระอยู่ริมขอบปูน ทางแม่ชีให้คนงานทำนั่งร้านกันตกไม้ก็ไม่มี มีแต่ไม้ฝากระดานบางๆ ๔-๕ แผ่น ใช้ไม้ไผ่ (ราวตากผ้า) ทำคานพาดด้วยไม้กระดาน หลังคาเป็นสังกะสีเก่าแล้วเก่าอีก ทั้งผุและพรุนและที่นี่ไม่มีไฟฟ้า อาตมาเตรียมตะเกียงนำมันก๊าดไป (แวะซื้อระหว่างทาง) น้ำมันก๊าด ๑ ปี๊บ (ที่เหลือก็มอบให้แม่ชีไว้)
เวลาประมาณ สัก ๖ โมงครึ่งก็ลงมือทำงาน พระพุทธรูปองค์นี้ปางสมาธิ พระหัตถ์ทั้ง ๒ ข้างเดิมทำไว้ไม่สมบูรณ์ คือ เล็กกว่าความเป็นจริงเกือบครึ่ง ๔ (พระกรรณ) ซ้ายหายไป พระกรรณขวาชำรุดไป ครึ่งหนึ่ง นิลพระเนตรไม่มีทั้ง ๒ ข้าง เม็ดพระศกหลุดเกือบครึ่ง พระโอษฐ์ก็แหว่งแตกบางส่วน และพอลงมือทำงานก็ได้จุดธูปบอกองค์พระกับเทวดาที่รักษาองค์พระ ขอให้การทำงานราบรื่น เวลาประมาณ ทุ่มกว่า (มืดสนิทแล้ว) อาตมาจุดตะเกียง พอแขวนแสงสว่างไม่พอ ช่วงนั้นฝนก็ตกพรำตลอด ลมก็พัดมาพร้อมละอองฝนเป็นช่วงๆ อาตมารู้ถึงความลำบากแล้วนั่งพัก ถามใจตัวเองว่า จะทำต่อหรือไม่ รอบๆ ตัวมืดสนิท แม่ชีกับผู้ช่วยดูแลแม่ชีก็เข้าที่พักสวดมนต์อยู่ได้ยินเสียงส่วย คนขับรถของอาตมาก็ให้ไปพักอยู่ในเต้นที่เตรียมไว้ไม่ไกล
อาตมาถามตัวเองว่า จะทนลำบากทำไม ไฟก็ไม่มี มองก็แทบไม่เห็น อีกทั้งฝนก็ตก ลมก็ค่อนข้างแรงขณะนั้น ตัวเปียกหมดแล้ว และพรุ่งนี้แต่เช้าต้องออกเดินทางกลับแล้ว เวลาและโอกาสมีเพียงเท่านี้ ครั้งจะทิ้งไว้เที่ยวหน้าหรือก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็มากมายที่ต้องจ่ายไป ก็คิดว่าตัดสินใจทำต่ออย่างไม่ย่อท้อและก็จะขอจารึกไว้ในความทรงจำว่างานนี้ลำบากที่สุดโหดที่สุด และจุดที่นั่งอยู่นี้มองไปไม่ไกล (ไม่เกิน ๒๐๐ เมตร) ก็เป็นปากทางเข้าสุสานทหารญี่ปุ่นมากมาย และเมื่อตัดสินใจทำนั้นในใจก็เริ่มภาวนาบทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ พาหุง มหากา แล้วก็สวดบทอยัญจักโข อาทาสีเม อุทิศให้กับบรรดาดวงวิญญาณต่างๆ รอบๆ ตัว คืนนั้นหนาวจริงๆ หิวก็หิว (ก็เลยฉัน นมกล่องไป ๑ กล่อง) และก็อธิษฐานบอกเทวดากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขาให้มาช่วยให้การทำงานราบรื่นอย่ามีอุปสรรค สักพักลมก็สงบนิ่งฝนก็ยังไม่ขาดเม็ด นิลพระเนตรก็ยังติดไม่ได้เพราะที่พระเนตรเล็กอยู่ต้องแต่งขยายถึงจะติดได้ เวลานั้นประมาณ ๕ ทุ่มแล้ว ในขณะที่ใจยังมุ่งมั่น แต่มือซายที่ถือตะเกียงเริ่มล้าเต็มที พลันน้ำตาจะไหลว่าจะดิ้นรนให้ลำบากทำไม พระสงฆ์รูปอื่น คนอื่น เขากลับกันอย่างเป็นสุข อบอุ่น บนกุฏิแล้ว มีเพียงเราเท่านั้นที่ยังมาทำงานอยู่รู้สึกว่าจะแว่วได้ยินเสียงใสๆ

มีเสียงหนึ่ง แว่วมาว่า “บารมีที่สูงได้มาจากการปฏิบัติภารกิจที่ยากยิ่ง” ความอิ่มเอิบใจซ่านไปทั้งตัวแขนซ้ายที่สุดจะล้าก็หายไป นิลพระเนตรที่แต่งอยู่เกือบชั่วโมงก็ยังไม่เข้าที่ แต่เวลานี้จัดวางเข้าที่ได้พอดีทั้ง ๒ ข้างหูที่วางปูนไว้หมาดแต่งได้พอดีเมื่อหลังจากแต่งหูทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งนิ้วเล็กมากเหมือนกับเอาไส้กรอกที่เตรียมจะห่อหรือชุบแป้งให้หนาเพื่อทอดให้สุก

พอคิดได้ดังนี้ก็เลยผสมปูนให้เค็มหน่อย ปูน ๘๐% ทราย ๒๐%ใช้แปลงทาสีจุ่มแล้วทา จุ่มทาจุ่ม สัก ๒ เที่ยวน่าจะพอดีก็จุ่มทาเที่ยวแรกเสร็จแล้วก็มาติดเม็ดพระสก โดยมองดูทีแรกที่พระหัตก็ร้สึกว่าต้องทาอีกเที่ยวหนึ่ง (ทาทั้งมือทั้ง ๒ ข้างที่วางซ้อนกัน)พ่อติดเม็ดพระสกจนเสร็จก็มาดูเวลาประมาณ ตี ๓ ครึ่งแล้วก็กะว่าจะมาทำพระหัตถ์ ต่อ แต่ก็ต้องแปลกใจเป็นอันมากเพราะพระหัตถ์นั้นเรียบเนียนอ่อนช้อยทั้งๆ ที่ตอนที่ทาเสร็จใหม่ๆ ยังเล็กอยู่พื้นผิวก็ยังหยาบๆ อยู่ คราวนี้ก็นั่งพักครู่หนึ่ง ฝนก็ยังคงพรำอยู่เช่นเดิม ตะเกียงก็เริ่มหรี่ เช่นกัน เพราะไส้ตะเกียงมอดไปเยอะแล้วเลยปรับไส้ตะเกียงให้สูงขึ้นอีกพอมีเวลาก็แผ่เมตตาขอบคุณเทวดาอุทิศบุญกุศลให้ดวงวิญญาณต่างๆ

โดยถ้วนหน้า ในขณะนั้นก็คิดทำทุกอย่างให้เรียบร้อยแต่ก็ยังไม่สมบูรณ์เพราะสียังไม่ได้ทา คิดแค่นั้นก็ลงมือทาสีขาวรองพื้นใช้น้ำทาจนเสร็จแล้วทั้งองค์ พอดีฟ้าสางพอดี คราวนี้เริ่มมีแสงเรืองรองในยามเช้าให้เห็นแล้วชัดขั้นทุกที จึงมาคิดได้ว่าการทาสีน้ำที่องค์พระกลางแจ้งฝนตกไม่น่าจะทาเพราะไม่มีทางที่จะแห้งได้เลย สักพักแม่ชีก็ออกมาดูราวๆ ตี 5 ครึ่ง
แม่ชีตะลึงบอกหลวงพ่อไม่ได้จำวัดเลยหรือ โอ้โห้องค์พระงามมาก แล้วแม่ชีก็ปลื้มปิติจนน้ำตาไหล บอกว่าองค์พระงดงามเหลือเกินถึงเวลานั้น อาตมาก็วางเครื่องมือปลีกตัวไปสรงน้ำพร้อมเปลี่ยนผ้าหลังฉันภัตต์เช้าก็มาแต่งนิลพระเนตรอีกครั้งเพราะทาสีทับไว้คราวนี้แสงแดดส่องสว่างเต็มที่ อาตมาบอกตัวเองว่า “สาธุหลวงพ่อ”
ที่มา : http://www.palungjit.com


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที