TPA Magazine

ผู้เขียน : TPA Magazine

อัพเดท: 07 พ.ย. 2006 21.38 น. บทความนี้มีผู้ชม: 14038 ครั้ง

ดิฉันเคยได้ยินเพื่อน ๆ หลายคนคุยบนโต๊ะอาหารในงานเลี้ยงรุ่น (แรกแย้มฝาโลง) เกี่ยวกับหน้าที่การงาน ครอบครัว สามี ลูก ๆ หรือ เพื่อนร่วมงาน ซึ่งในทุกครั้งหัวข้อสุดฮิต ก็มักจะหนีไม่พ้นการนินทาเจ้านาย


เจ้านายละเอียด

เกือบตลอดชีวิตของดิฉันมีผู้ชายญี่ปุ่นข้างกายเสมอ ( อ๊ะ ! อ๊ะ! อย่าเพิ่งทำหน้าคิดลึกขนาดนั้น) หมายถึงมีเจ้านายญี่ปุ่นที่ต้องทำงานคู่กันมาโดยตลอด

          นายคนแรกของดิฉันเป็นชายชาวอาทิตย์อุทัยรูปร่างอนุรักษ์นิยม คือสันทัดแบบญี่ปุ่นสายพันธ์ดั้งเดิมช่วงสงครามโลก หุ่นดีไร้พุง ผมน้อย หน้าผากกว้างปากแดงระเรื่ออย่างผู้มีสุขภาพดี ลักษณะหน้าตาโหงวเฮ้งบ่งบอกถึงความเป็นผู้มีปัญญา ฉลาดหลักแหลม นอกจากนั้นยังเป็นบุรุษที่มีสุนทรียะในการดำเนินชีวิตอย่างยิ่งยวด เช่น ในเวลาทำงานต้องเปิดเพลงเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลาย แรกๆ ที่นายมาถึงใหม่ๆ ได้ขอให้ฝ่ายบุคคลของบริษัทฯช่วยหาเพลงมาเปิดในออฟฟิศเพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงาน ปรากฏว่าในช่วงนั้นเพลงคู่กัดของพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ กำลังดังระเบิด ประมาณว่าไม่ว่าจะย่างกรายไปที่ใด คุณจะได้ยินเสียงเพลงนี้ดังไปทุกที่ทั่วไทยซึ่งท่วงทำนองเพลงนี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความคึกคักอย่างมาก เพราะทั้งทำนองและเนื้อร้องสนุกสนานเร้าใจ แต่ปรากฏว่ารอบแรกที่เปิดในออฟฟิศ นายเดินออกมาถามว่า ที่บริษัทจะมีงานวัดกันหรือ อย่างไร และที่หนักไปกว่านั้นก็คือ ฝ่ายบุคคลหวังดีอธิบายความหมายของเนื้อร้องให้ฟัง นายทำหน้าบรรยายไม่ถูกแล้วถามกลับว่า พวกคุณจะกัดกับใคร ... ผมไม่มีเวลากัดกับคุณ...ผมจะทำงาน..คุณเข้าใจบรรยากาศในการทำงานหรือไม่ แล้วก็เรียกระดับผู้จัดการ หัวหน้าแผนก เข้าห้องเย็น (ห้องนาย) เพื่อเล็คเชอร์ให้ฟังว่า การที่นายให้เปิดเพลงในที่ทำงานนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเปิดเพลงอะไรก็ได้ เพราะที่ทำงานไม่ใช่บ้าน เราต้องต้อนรับลูกค้าที่มาหาอยู่ตลอดทั้งวัน ต้องคำนึงถึงการสร้างแบรนด์อิมเมจด้วยเนื่องจากบริษัทของเราดำเนินธุรกิจทางด้านบริการและความงามไม่ใช่โรงงานถลุงเหล็ก ดังนั้นเพลงที่เลือกมาเปิดจึงควรเป็นเพลงบรรเลงเบาๆ ฟังแล้วทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และที่สำคัญคือต้องแลดูมีรสนิยม มีความเป็นสากล หลังจากวันนั้นเป็นต้นมาดูเหมือนนายจะไม่ไว้ใจรสนิยมของฝ่ายบุคคลอีกเลย ถึงขนาดที่ลงทุนสั่งเพลงมาจากสำนักงานใหญ่และสั่งให้เปิดเพลงเหล่านี้ทุกวัน ซึ่งเพลงเหล่านี้เป็นผลจากการวิจัยที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่นได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียวจัดทำเพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบของเสียงที่มีต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยมีความเชื่อว่าเสียงเพลงก็ดี เสียงจากธรรมชาติเช่นนกร้อง น้ำไหล ลมพัด ฝนตก เป็นต้น ล้วนส่งผลต่อระบบประสาทที่จะช่วยให้กลไกของร่างกาย เช่นกล้ามเนื้อต่างๆคลายตัว ระบบการไหลเวียนของโลหิตจะดีขึ้นซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงมีสุขภาพที่ดี ดังนั้นเพลงที่นายสั่งมาเปิดในออฟฟิศที่กรุงเทพจึงต่างกันโดยสิ้นเชิงจากเพลงคู่กัดของพี่เบิร์ด เพราะจะมีทั้งเสียงดนตรีบรรเลง เสียงนกร้อง น้ำไหลลมพัดฟังแล้วสดชื่นสบายใจ เรื่องนี้ถือเป็นความละเอียดละเมียดละไมของนายที่ฉันสัมผัสได้เป็นอย่างแรก หลังจากนั้นก็มีเรื่องอื่นๆ ที่มีทั้งชวนหัว ปวดเฮด และอันตรายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการเป็นชายเนี๊ยบ เฉียบ เรียบละเอียดเกือบทุกกระเบียดนิ้วนี่เอง

          ที่บริษัทฯจะเข้าทำงานตอนแปดโมงครึ่งและเลิกงานประมาณห้าโมงเย็น ทุกเช้าก่อนเข้าทำงานเราจะมีการประชุมที่เรียกว่า Morning Meeting ซึ่งนายจะออกมาจากห้องเย็น (ที่เรียกห้องเย็นเพราะแอร์ในห้องนั้นหนาวจับจิต) และมายืนต่อหน้าพวกเราในออฟฟิศเหมือนครูยืนอยู่หน้าชั้นเรียนพร้อมกับทักทายและสนทนาแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น

กับพนักงาน โดยแต่ละคนก็จะเล่าเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคของงานที่ตนรับผิดชอบและ เผชิญอยู่ในแต่ละวัน หรือไม่ก็พูดถึงข้อมูลของคู่แข่งที่ได้รับจากการออกสำรวจตลาด เพื่อเป็นการอัพเดทข้อมูลทางการตลาดซึ่งกันและกันด้วย ในการประชุมยามเช้านี้บ่อยครั้งที่พวกเซลแมนแก่แดด ประเภทเขี้ยวรากดิน มักขี้เกียจพูดก็จะบอกว่าเหตุการณ์ปกติ หรือ ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ เหมือนเมื่อวาน ซึ่งในช่วงแรกๆ นายก็รับฟังแบบไม่ว่ากระไร แต่ชักจะเหมือนเดิมถี่ขึ้น นายก็เลยสั่งให้พวกนี้ไม่ต้องพูดแต่เปลี่ยนเป็นเขียนรายงานแทนโดยกำหนดโครงร่างการเขียนให้วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งด้วย และรายงานนี้ต้องส่งทุกวันก่อนสิบโมงเช้า เป็นเหตุให้เจ้าพวกเขี้ยวรากดินเหล่านี้ขวัญผวากันเป็นแถว เพราะนายไม่ใช่ประเภทนั่งอยู่บนหอคอยงาช้างและรอฟังรายงานอย่างเดียวแต่เป็นคนที่ชอบสำรวจตลาด เปิดรับข้อมูลจากทุกที่ ทำให้มีความเข้าใจตลาดของเมืองไทยเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเหล่าเซลแมนพวกนี้เป็นอย่างดี และที่สำคัญก็คือนายได้กระซิบให้ดิฉันฟังอยู่เป็นประจำว่าตนเองเป็นเซลมาก่อนและทั้ง หลายทั้งปวงที่พวกนี้ทำนั้น นายล้วนเคยทำมาก่อนแล้วทั้งสิ้น เรียกว่ารู้ไส้รู้พุงกันเป็นอย่างดี ที่จริงไม่ใช่มีแต่พวกเซลที่กลัวนายญี่ปุ่น เรื่องความขัดแย้งระหว่างหัวหน้าชาวไทยกับลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีไม่น้อย และเวลามีความเห็นขัดแย้งก็ไม่ยอมเคลียร์กันเพราะต่างคนต่างคิดว่าไม่มีประโยชน์ ที่แย่กว่านั้นคือพวกลูกน้องที่ไม่กล้าพูดกับหัวหน้าตนเองเพราะกลัวว่าพูดไปแล้วจะเป็นภัยกับตนได้รวมหัวกันส่งจดหมายลับเฉพาะร้องเรียนถึงนายญี่ปุ่น พร้อมทั้งขอนัดนายออกไปทานอาหารข้างนอกในตอนเย็นแบบต่างคนต่างไปไม่ให้เป็นที่สังเกต ดิฉันไม่ได้ร่วมร้องเรียน แต่ต้องไปด้วยในฐานะผู้ช่วยนาย ซึ่งทำให้เห็นวิธีการรับมือกับปัญหาของนายอย่างน่าทึ่ง เพราะนายรับฟังอย่างสงบนิ่ง พิจารณา ฟังข้อคับข้องใจของทุกคนอย่างตั้งใจ พร้อมจดบันทึกเป็นระยะๆ หลังจากที่ชั่วโมงแห่งการร้องเรียนจบสิ้นลง นายเรียกดิฉันไปคุย เพื่อขอให้เช็คข้อมูลว่าสิ่งที่พนักงานไม่ชอบใจนั้นมีมูลมากน้อยเพียงใด และข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ปัญหาอยู่ตรงจุดใด หลังจากที่รับทราบข้อมูลทั้งสองด้านแล้ว นายไม่ตำหนิหัวหน้า และไม่ว่าลูกน้อง แต่ปรับโครงสร้างการทำงานใหม่ โดยเฉพาะในจุดที่ได้รับการร้องเรียนมากๆ นั้นได้วางระบบการทำงานให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น และไม่ให้อำนาจในการตัดสินใจตกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งมากเกินไป เน้นการทำงานเป็นทีม โดยสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัลเป็นทีมเวิร์ค ซึ่งจุดนี้น่าสนใจอย่างยิ่งเพราะการทำงานเป็นทีมจะเกิดผลดีต่อทั้งองค์กรและบุคลากรเอง มากกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างแก้

          ในยุคนั้นคอมพิวเตอร์เพิ่งเข้ามาในเมืองไทยไม่นานนัก พวกเราหลายคนยังใช้ไม่เป็นและไม่ค่อยมีความเข้าใจในกลไกของมันมากนัก แต่นายของดิฉันต้องเรียกได้ว่าทันสมัยมากๆ เพราะมาพร้อมโน้ตบุ๊คตัวบางที่บันทึกข้อมูลทุกอย่างที่นายเห็น ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือถ้านายไม่ไปพบลูกค้าข้างนอกก็จะนั่งจ้องอยู่ที่หน้าคอมเป็นเวลานานๆ พิมพ์และสั่งพริ้นท์อะไรต่ออะไรยาวเหยียดทั้งวัน จนบรรดาพนักงานพากันสงสัยว่า นายทำอะไร บ้างก็คิดอกุศลว่านายแอบดูหนังโป๊บ้าง ซึ่งดิฉันมาทราบในภายหลังว่าที่นายต้องนั่งจ้องอยู่หน้าคอมฯเป็นเวลานานๆ หลายชั่วโมงนั้นเพราะว่าต้องเก็บตัวเลขการขายของบริษัทเพื่อนำมาวิเคราะห์ และต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งด้วย ที่ต้องทำเองนั้นไม่ใช่เพราะบริษัทกระจอกไม่มีคนทำ แต่เป็นเพราะข้อมูลที่ได้รับในรายงานประจำสัปดาห์จากเหล่าเซลแมนไม่ละเอียด ไม่ใช่ข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ที่สามารถนำกลับมาใช้งานได้ทันที และที่สำคัญคือนายไม่เชื่อถือข้อมูลเหล่านั้น ซึ่งพอได้ฟังแล้วดิฉันรู้สึกหนาวขึ้นมาอย่างจับจิตเพราะการเสนอข้อมูลที่ผู้บังคับบัญชาไม่เชื่อถือนั้นเป็นเรื่องที่แย่ที่สุด เพราะคุณค่าของคุณจะลดลงทันที และให้รู้สึกสงสารพวกเซลแมนหรือทีมฝ่ายขายที่เสียเวลาเขียนรายงานซึ่งไม่เป็นที่เชื่อถือ ในเวลานั้นดิฉันอดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วนายเชื่อถือข้อมูลของตนเองได้อย่างไรในเมื่อนายไม่รู้ภาษาไทย และแหล่งข้อมูลของนายไว้ใจได้มากน้อยเพียงไร ซึ่งนายได้ไขข้อข้องใจของดิฉันในภายหลังว่า ย.ห. อย่าห่วง เพราะบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยได้รวมตัวกัน แล้วแลกเปลี่ยนข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นทั้งในทางการ ตลาดและเชิงบริหาร โดยจะมีการพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่เชื่อถือได้เกินร้อย โดยบริษัทที่สามารถรับรู้ข้อมูลได้ด้วยการเป็นสมาชิกของกลุ่ม และที่ทำให้ดิฉันประหลาดใจหนักขึ้นก็คือบางครั้งข้อมูลที่ต้องการเหล่านี้ได้จากบริษัทที่ผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน หมายถึงเป็นคู่แข่งสัญชาติญี่ปุ่นเหมือนกันด้วยซ้ำ !!

          โดยปกติผู้บริหารชาวญี่ปุ่นที่มาประจำยังต่างประเทศ จะมีระยะเวลากำหนดอยู่ในประเทศนั้นๆ เป็นเทอมทำงานซึ่งส่วนใหญ่ประมาณ 2-3 ปี แล้วก็กลับไป แต่สำหรับนายญี่ปุ่นคนนี้อยู่นานกว่าปกติคือเกือบ 5 ปี จากในปีแรกที่ไม่รู้เรื่องและเข้าใจภาษาไทย อยู่จนเชี่ยวชาญและชำนาญทั้งด้านมืดด้านสว่างทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพมหานครก็ว่าได้ ดังนั้นเวลานายประชุมหรือสั่งงานหรือต้องการความเห็นจากพวกพนักงาน จึงมักต้องการข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยเติมเต็มส่วนที่นายไม่มีหรือส่วนที่ยังขาดอยู่ ความจริงก็ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยความที่นายเป็นคนฉลาดและละเอียด แม้จะใจดีแต่ก็ส่งผลให้พนักงานที่ไม่ได้เตรียมตัว ไม่มีข้อมูลหรือทำงานแบบขอไปทีรู้สึกประสาทจะกินทุกครั้งที่มีการเรียกประชุม แต่โดยส่วนตัวของดิฉันแล้วไม่คิดว่าเป็นเรื่องลำบากยากเย็นอะไร แต่กลับคิดว่าเป็นการเรียนรู้มากกว่าที่ได้ทำงานร่วมกับคนฉลาดๆ ตลอดระยะเวลาที่ได้ทำงานร่วมกันนี้ดิฉันได้เห็นแนวคิด การวิเคราะห์ วางแนวทางการตลาดและการบริหารที่เป็นระบบ มีความละเอียด ลุ่มลึกอยู่ในที ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ดีเพราะเป็นสิ่งที่อาจจะหาไม่ได้ง่ายนักในกลุ่มคนไทย

          ในความเป็นคนละเอียด เจาะลึกถึงข้อมูลจริงเหล่านี้ ส่งผลให้มีทั้งคนรักและคนชัง ในส่วนที่ชังนั้นก็มักจะแวะเวียนเพียรถามดิฉันอยู่เสมอว่า ดิฉันทำอย่างไรถึงได้ทำงานกับนายคนนี้ได้อย่างมีความสุข ไม่เครียด ที่จริงการทำงานร่วมกับเจ้านายประเภทนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายทั้งหมด เพราะในความละเอียดรอบคอบของนายนี้ทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยทีเดียว แล้วก็เป็นเรื่องแปลกที่น่าศีกษาอีกข้อคือเท่าที่ทราบคนที่ละเอียดรอบคอบมักตัดสินใจช้า แต่นายของดิฉันตัดสินใจเร็วและแม่นยำมากในเกือบทุกเรื่อง ซึ่งมีที่มาคือนายตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง ดังนั้นในฐานะลูกน้องที่ต้องทำงานร่วมกับนาย ประเภทนี้นั้น กฎข้อแรกคือ ห้ามเลินเล่อในทุกเรื่อง ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ในเรื่องที่คุณทำหรือรับผิดชอบอยู่ กฎข้อที่สองคือห้ามยกเมฆในข้อมูลหรืองานที่ทำอยู่ และทำอะไรต้องรู้จริง กฎข้อที่สามคือ ถ้าไม่รู้ หรือไม่เข้าใจสิ่งที่ได้รับมอบหมาย อย่าทำไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า หรือทำแบบขอไปที แต่คุณต้องถามเพื่อให้เข้าใจอย่างแจ่มชัด กฎข้อที่สี่ ห้ามโกหกเพราะนายประเภทนี้จะไม่ไว้ใจคุณ อีกเลย กฎข้อสุดท้าย ต้องสรุป ประเมิน และติดตามผลการทำงานทุกครั้งที่เสร็จสิ้นงานโครงการ ที่สำคัญคือนายประเภทนี้ชอบลูกน้องที่ตื่นตัว กระตือรือร้นและใฝ่รู้ รวมทั้งสามารถเสนอความคิดใหม่ๆได้อยู่ตลอดเวลา คุณทำงานได้สบายเคียงกาย (เจ้า)นายละเอียด ถ้ามีคุณสมบัติเข้าข่ายข้างต้นนี้ พบกันใหม่ตอนหน้ากับนายเจ้าเล่ห์

by : eriko


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที