วัตพล

ผู้เขียน : วัตพล

อัพเดท: 13 พ.ค. 2024 22.35 น. บทความนี้มีผู้ชม: 704064 ครั้ง

ผิวแห้งคัน ปัญหาคันยุบยิบที่รักษาให้หายได้


รู้ทัน! หลุมสิวเกิดจากอะไร มีกี่แบบ รักษาหลุมสิวเองได้ไหม

หลุมสิว

หลุมสิวปัญหาหนักใจสำหรับใครหลายคน เพราะนอกจากจะทำให้ใบหน้าไม่เรียบเนียนแล้วยังทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจอีกด้วย ในบทความนี้จะพามาหาสาเหตุที่แท้จริงว่า หลุมสิวเกิดจากอะไร หลุมสิวมีกี่แบบ พร้อมแนะนำวิธีรักษาหลุมสิวยังไงให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรักษาหลุมสิวด้วยตัวเอง หรือการฉีดฟิลเลอร์หลุมสิว เตรียมพร้อมบอกลาปัญหาหลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียนได้เลย!


หลุมสิว คืออะไร 

หลุมสิว (Atrophic Scars) คือรอยแผลเป็นที่เกิดหลังจากสิวอักเสบหาย ทำให้มีการทิ้งร่องรอยกลายเป็นหลุมสิวที่เรามองเห็น โดยรอยหลุมสิวมักเกิดจากสิวอักเสบเป็นส่วนใหญ่ เช่น สิวหัวช้าง สิวหนอง ซึ่งการอักเสบของสิวนี้จะไปสลายคอลลาเจนที่ผิวและเนื้อเยื่อบริเวณรอบข้าง และเมื่อสิวอักเสบเริ่มหาย การสร้างชั้นผิวใหม่อาจไม่เพียงพอทำให้มีการดึงรั้งของผิวหนัง ผิวหนังยุบลงจนเกิดเป็นหลุมสิวนั่นเอง


หลุมสิวมีกี่ประเภท

หลุมสิวมีกี่แบบ

หลุมสิวมีกี่แบบ? โดยทั่วไปแล้วหลุมสิวสามารถแบ่งได้หลัก ๆ เป็น 3 ประเภท ดังนี้


1.หลุมสิวแบบบล็อก หรือ Boxcar atrophic scars

หลุมสิวแบบบล็อก (Boxcar atrophic scars) คือหลุมสิวที่พบได้ค่อนข้างบ่อย เป็นหลุมสิวที่มีขนาดกว้าง มีลักษณะเป็นบ่อ มองเห็นขอบหลุมสิวชัดเจน ลึกประมาณ 3-5 มิลลิเมตร มักพบพังผืดเกาะติดในชั้นหนังแท้ มีความรุนแรงอยู่ในระดับปานกลาง


2.หลุมสิวแบบรูเจาะ หรือ Ice pick atrophic scars

หลุมสิวแบบรูเจาะ (Ice pick atrophic scars) คือหลุมสิวที่มีหลุมลึก ปากแผลแคบ สาเหตุมักมาจากการบีบสิวหรือกดสิวที่อักเสบ พบมากบริเวณแก้มและหลุมสิวที่จมูก มีขนาดหลุมสิวเล็กกว่าประเภท Boxcar รักษาได้ยากและอยู่ในระดับความรุนแรงที่สุด เนื่องจากสิวกินเนื้อไปถึงชั้นรูขุมขน หลุมสิวจึงลึกมากกว่าทุกประเภท รวมถึงใช้ระยะเวลารักษารอยหลุมสิวนาน


3.หลุมสิวแบบคลื่น หรือ Rolling atrophic scars

หลุมสิวแบบคลื่น (Rolling atrophic scars) คือหลุมสิวมีที่ลักษณะเป็นหลุมตื้น ๆ มีแอ่งเว้าไม่ลึก หรือเป็นหลุมสิวแค่ช่วงผิวส่วนบนเล็กน้อย มีความรุนแรงน้อยที่สุด สามารถรักษาได้ง่ายกว่าหลุมสิวแบบอื่น ๆ


หลุมสิวเกิดจากสาเหตุอะไร

หลุมสิวเกิดจากปัญหาสิวอักเสบ หรือสิวอุดตันที่หายแล้วแต่ทิ้งร่องรอยแผลเป็นเอาไว้ โดยปกติหลังจากสิวหายแล้วร่างกายจะมีกระบวนการซ่อมแซมผิวโดยไม่ทำให้เกิดรอยแผลเป็น ผิวหนังจะมีการสร้างคอลลาเจนล้อมรอบบริเวณที่มีการอักเสบของสิว ถ้าหากกระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์ผิวก็จะไม่เกิดรอยบุ๋ม หรือรอยหลุมสิว แต่ถ้าหากว่ากระบวนการนี้เกิดอย่างไม่สมบูรณ์หรือผิวมีการอักเสบรุนแรง ผิวมีการสร้างคอลลาเจนไม่เพียงพอ ก็จะทำให้ผิวยุบลง เนื้อเยื่อเกิดการหดตัว ทำให้ผิวหนังเกิดรอยแผลเป็นลึกลงไป หรือที่เรามองเห็นเป็นหลุมสิวนั่นเอง


รักษาหลุมสิวอย่างไรให้ปลอดภัย เห็นผล

รักษาหลุมสิว

รักษาหลุมสิวด้วยตัวเองได้หรือไม่? หลุมสิวหายเองได้ไหม? ตามปกติแล้วหลุมสิวไม่สามารถหายเองได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อและคอลลาเจนบนผิวหนังได้ถูกทำลายไปแล้ว และร่างกายไม่สามารถฟื้นฟูด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามก็มีการรักษาหลุมสิวด้วยวิธีที่ปลอดภัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ รวมไปถึงใช้หัตถการในการรักษาหลุมสิว เช่น ฟิลเลอร์หลุมสิว เลเซอร์หลุมสิว เป็นต้น โดยรายละเอียดการรักษาหลุมสิวให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจะอธิบายในหัวข้อถัดไป


รักษาหลุมสิวด้วยวิธีไหนได้บ้าง

หลุมสิวรักษาอย่างไร? ปัจจุบันการรักษาหลุมสิวมีหลากหลายวิธีให้เลือกรักษาหลุมสิวด้วยตัวเอง ตามระดับความรุนแรงของอาการ และความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ซึ่งการรักษาหลุมสิวให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีนั้นจะต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการรักษา โดยวิธีรักษาหลุมสิวที่แพทย์ผิวหนังแนะนำมีดังต่อไปนี้

1. การรักษาหลุมสิวด้วยการใช้ยากลุ่มวิตามินเอ

ยากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ หรือยากลุ่มวิตามินเอ เช่น Retin A, Retinoid, Retinol มีคุณสมบัติช่วยปรับโครงสร้างผิวชั้นบนให้เรียบเนียน ดังนั้นจึงสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวให้หลุมสิวดูตื้นขึ้นได้ รวมถึงลดการอักเสบของสิวและลดการอุดตันของเคราตินในรูขุมขน เหมาะสำหรับใช้รักษาหลุมสิวประเภท Rolling scar เพราะเป็นรอยหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก 

2. รักษาหลุมสิวด้วยกรดลอกผิว (Chemical Peeling)

การใช้กรดลอกผิวรักษาหลุมสิวจะช่วยให้รอบหลุมสิวตื้นขึ้น โดยการใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์ความเข้มข้นต่าง ๆ ในปริมาณที่เหมาะสม โดยกรดลอกผิวจะทำให้เซลล์ผิวหนังลอกออก และกระตุ้นการสร้างชั้นผิวใหม่ เหมาะสำหรับหลุมสิวประเภท Ice pick scars แบบตื้น ๆ และ Rolling scars อย่างไรก็ตามวิธีนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์

3. ฉีดฟิลเลอร์

การฉีดฟิลเลอร์หลุมสิวเป็นวิธีรักษาหลุมสิวที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก เพราะหลังทำสามารถเห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงได้ทันทีว่า หลุมสิวดูตื้นขึ้น รวมถึงผิวบริเวณที่ได้รับการเติมเต็มจะดูเต่งตึงขึ้นด้วย โดยฟิลเลอร์หลุมสิวจะใช้สารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid ฉีดเข้าไปบริเวณหลุมสิวเพื่อให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น ถือได้ว่าเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาหลุมสิวแบบเร่งด่วน

4. เลเซอร์หลุมสิว

รักษาหลุมสิวด้วยการเลเซอร์หลุมสิว จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ผิวชั้นบนเรียบเนียน ส่งผลให้รอยหลุมสิวดูตื้นขึ้นมา โดยการเลเซอร์หลุมสิวจะมีชนิดที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับชนิดของหลุมสิว เช่น Fraxel, Fine Scan, Pico Laser, Fractional Co2 Laser เป็นต้น


นวัตกรรมรักษาหลุมสิวยอดนิยม

รักษาหลุมสิวด้วยตัวเอง

นวัตกรรมรักษาหลุมสิวที่ทางการแพทย์นิยมใช้รักษาหลุมสิว มีดังนี้

Fractional RF

Fractional RF (Fractional Radio Frequency) เป็นการรักษาหลุมสิวด้วยพลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง เพื่อรักษาปัญหาผิวหน้า เช่น หลุมสิว จมูกเป็นหลุมสิว จุดด่างดำ รอยแผลเป็น ปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีคุณสมบัติกระตุ้นคอลลาเจนในผิวชั้นลึกได้ดี

Fractional Er:YA and CO² laser

Fractional Er:YAG and CO² laser ทั้งคู่เป็นเลเซอร์หลุมสิวที่จัดอยู่ในกลุ่มปรับสภาพผิวชนิดมีแผล คือมีการกรอผิวเป็นส่วน ๆ โดยเลเซอร์ทั้งสองนี้แตกต่างกันด้วยแหล่งกำเนิดพลังงาน ทำให้พลังงานมีความยาวคลื่นที่ต่างกัน โดย Er:YAG ให้แสงที่มีความยาวคลื่น 2940 nm สามารถกรอผิวชั้นตื้นได้ดี ส่วน CO² ให้แสงความยาว 10600 nm ซึ่งความยาวสูงจึงทำให้กรอผิวได้ลึกกว่า Er:YAG

Fractional Er:glass laser

Fractional Er:glass laser เลเซอร์หลุมสิวตัวนี้จัดเป็นเลเซอร์ปรับสภาพผิวชนิดไม่มีแผล ไม่มีการกรอผิวแต่สามารถรักษาหลุมสิวได้ ข้อดีคือไม่มีสะเก็ดแผล เลเซอร์ในกลุ่มนี้ได้แก่ Fraxel, Sellas เป็นต้น

Picosecond laser

Picosecond laser เป็นเลเซอร์หลุมสิวกลุ่มนวัตกรรมใหม่ที่กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก จัดเป็นเลเซอร์ปรับสภาพผิวแบบไม่มีแผล ไม่มีสะเก็ด เหมาะกับหลุมสิวที่ไม่ลึกมาก แต่ต้องทำหลายครั้ง โดยเลเซอร์ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Pivoway, Picosure เป็นต้น


รักษาหลุมสิวที่ไหนดี

รักษาหลุมสิวที่ไหนดี

รักษาหลุมสิวที่ไหนดี? ในปัจจุบันมีสถานที่หรือคลินิกรักษาหลุมสิวให้เลือกมากมาย แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคลินิกไหนดี มีความน่าเชื่อถือ และปลอดภัย สำหรับวิธีการเลือกรักษาหลุมสิวที่ไหนดี มีข้อแนะนำดังนี้ 
 

คลินิกที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมายจะต้องมีป้ายชื่อสถานพยาบาล เลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก รวมถึงภายในคลินิกรักษาหลุมสิวจะต้องสะอาดปลอดภัย พื้นที่กว้างขวาง มีการแยกขยะติดเชื้อ เป็นต้น
 

อุปกรณ์ภายในคลินิกที่ใช้จะต้องสะอาด ได้มาตรฐาน ผ่านอย. มียาและเวชภัณฑ์ครบถ้วน ยาและเครื่องหัตถการรักษาหลุมสิวสามารถตรวจสอบของแท้ได้
 

ก่อนการรักษาหลุมสิวที่คลินิกไหน ๆ ควรมีแพทย์ให้คำแนะนำก่อนเริ่มการรักษา เพราะแพทย์จะสามารถประเมินอาการ และความเหมาะสมของการรักษาได้ รวมถึงควรมีแพทย์ประจำคลินิกที่สามารถขอดูประวัติและผลงานของแพทย์ประจำคลินิกได้ 


รีวิวที่น่าเชื่อถือควรดูจากหลาย ๆ แหล่งประกอบการตัดสินใจ ไม่ควรดูแต่คลินิกนั้น ๆ แต่เพียงผู้เดียว เพื่อป้องกันรีวิวที่ไม่เป็นความจริง หรือที่เรียกกันว่ารีวิวจากหน้าม้า เป็นต้น


ข้อสรุป

หลุมสิวปัญหาใหญ่แต่รักษาง่าย สำหรับใครที่มีปัญหาหลุมสิวหรือมีรอยหลุมสิวควรรีบเข้าพบแพทย์ เพื่อประเมินอาการและวางแผนการรักษาหลุมสิวให้เหมาะสมกับตนเอง หากใครที่มีปัญหาหลุมสิวหรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาหลุมสิวสามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางได้

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://www.dek-d.com/board/view/4078159


 

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที