Sumintra

ผู้เขียน : Sumintra

อัพเดท: 10 ส.ค. 2022 01.42 น. บทความนี้มีผู้ชม: 69 ครั้ง

แผลเป็น ปัญหาตัวร้ายที่หลาย ๆ คนคงไม่อยากเจอะเจอ แต่รู้หรือไม่ถ้าหากขาดการดูแลที่ถูกต้องหลังทำศัลยกรรมนั้นก็มีสิทธิ์ที่จะก่อให้เกิด คีลอยด์ ได้ วันนี้แอดมินจึงมีความรู้เรื่องนี้มาฝากค่ะ เช่น แผลเป็นมีกี่แบบ หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยแผลขึ้น เพราะหากเรารู้ถึงสาเหตุและเข้าใจการดูแลแผลที่ถูกต้องในทุกระยะ ก็จะเป็นการป้องกันการเกิดรอยนูนจากการผ่าตัดศัลยกรรมที่ได้ผลจริง หรือหากใครที่กำลังเจอกับปัญหานี้อยู่ วันนี้แอดมินมี ตัวช่วยลดเเผลเป็นหลังผ่าตัดมาฝากกันด้วยนะคะ


ดูแลตัวเองไม่ให้เป็นแผลเป็นหลังศัลยกรรม

         การเกิดรอย เเผลเป็นจากการผ่าตัด จะกินระยะเวลายาวนานได้ถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับขนาด และความลึกของบาดแผล ซึ่งกระบวนการของการเกิดรอยแผลนั้น จะแบ่งได้อย่างคร่าว ๆ เป็น  3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1 กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน โดยบริเวณที่ผิวหนังเกิดบาดเจ็บ เลือดจะไหลไปรวมกันที่บริเวณนั้น และก่อตัวเป็นก้อนอุดเส้นเลือดที่ได้รับความเสียหาย เพื่อลดการเสียเลือดที่จะเกิดขึ้น จากนั้นเซลล์ที่อยู่ภายในเม็ดเลือด จะทำการปล่อยสารเคมีที่ช่วยทำความสะอาดบาดแผล และเตรียมบาดแผลสำหรับเข้าขบวนการรักษา

ระยะที่ 2 เป็นระยะที่กระบวนการรักษาเริ่มต้นขึ้น โดยร่างกายจะผลิตคอลลาเจน และโครงสร้างของเนื้อเยื่อ ซึ่งรอยแผลนูนตัวร้ายนั้นจะเริ่มก่อตัวในระยะนี้นั่นเองค่ะ ซึ่งจะใช้เวลาตั้งแต่ 2 วัน ถึง 3 สัปดาห์ โดยเส้นเลือดฝอยจะก่อตัวขึ้นใหม่ และผิวหนังด้านนอกเริ่มทำการรักษาตัวเอง เป็นระยะที่ควรดูแลแผลให้ดีมาก ๆ เลยนะคะ

ระยะที่ 3  คอลลาเจนจะก่อตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มาเติมเต็มบริเวณของบาดแผล ทำให้เกิดเป็นรอยนูนขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยโครงสร้างของรอยแผลดังกล่าวจะเชื่อมต่อกันเพื่อปกคลุมปกป้องบริเวณแผล และในเดือนต่อ ๆ มา ผิวหนังที่เป็นแผลจะเริ่มฟื้นคืนสภาพ โดยความแข็งแรงของผิวหนังจะกลับคืนมาประมาณ 70-80% คลายความสงสัยกันหรือยังคะว่า แผลเป็นจากการผ่าตัด มีกี่ระยะ? 

 
 
 
 

         เนื่องจากบาดแผล หลังผ่าตัด ในแต่ละคนนั้นจะมีการรักษาหรือดูแลตัวเองแตกต่างกันออกไป รวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น ลักษณะของผิว ตำแหน่งของแผล  ประเภทของบาดแผล อายุ และพันธุกรรม ส่งผลในการกำหนดลักษณะของแผล สามารถแบ่งลักษณะของ แผลเป็น ออกได้อย่างคร่าว ๆ และเข้าใจง่าย ๆ 4 แบบ ดังนี้ค่ะ

1.รอยแผลลักษณะทั่วไป มีลักษณะเป็นอาการอักเสบและมีสีดำ คล้ำ ในช่วงแรกเริ่ม แต่ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปก็จะค่อย ๆ เรียบเนียนและจางลงจนกลายเป็นรอยแผลที่ไม่ได้เป็นจุดสังเกตเห็นที่ชัดเจน

2.Atrophic Scars เกิดจากแผลที่เป็นสาเหตุให้เกิดหลุม หรือรอยนูนบนผิวหนัง ตัวอย่างเช่น รอยแผลที่เกิดขึ้นจากสิว หรือรอยจากอีสุกอีใส

3.Hypertrophic Scars คือรอย แผลเป็นจากการผ่าตัด คือแผลที่นูนขึ้นมาจากระดับพื้นผิวของผิวหนังปกติ ซึ่งเกิดจากปริมาณของคอลลาเจนที่ถูกผลิตออกมามากเกินไป โดยจะเกิดขึ้นภายในขอบเขตของบาดแผลเท่านั้น

4.Keloid Scars หรือ คีลอยด์ คือ รอยแผลที่มีลักษณะยกนูนขึ้น และขนาดกระจายออกมานอกขอบเขตบริเวณบาดแผล เมื่อเวลาผ่านไปจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมักจะกลับมาเกิดใหม่

        หลังจากที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วทุกคนคงเห็นแล้วใช่ไหมคะว่า แผลเป็นมีกี่แบบ แล้ว คีลอยด์ คืออะไร และรอยแผลนั้นมีลักษณะที่หลากหลายสามารถแบ่งย่อยได้หลายประเภทกว่าที่คิด ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งการดูแลแผลในระยะแรกหรือระยะอักเสบที่ดีและถูกต้องนั้นสำคัญมากนะคะ

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก https://health.clevelandclinic.org/how-to-prevent-scarring/

 
 
 

        แอดมินเชื่อว่า ไม่ว่าใครที่ไม่เคยได้ยินคำว่า คีลอยด์ ส่วนใหญ่แล้วคงจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ขอพบเจอ เพราะนอกจะเป็นรอยแผลที่สังเกตเห็นง่ายแล้วนั้น การรักษาหรือจัดการกับเจ้าตัวปัญหานี้ก็ยังทำให้เสียเวลา และต้องเสียเงินเพิ่มอีกด้วย ในเนื้อหาต่อไปแอดมินก็จะมาอธิบายเกี่ยวกับเจ้าตัวปัญหานี้ให้หลาย ๆ คนเข้าใจกันมากขึ้นค่ะ

        รอยแผลนูน หรือ Keloid  จัดอยู่ในประเภทของ แผลเป็น ที่มีลักษณะเป็นแผลนูนแข็ง สีชมพูบ้าง สีแดงบ้าง หรืออาจจะมีสีเนื้อเข้มกว่าผิวหนัง โดยแผลจะการขยายใหญ่ออกจากบริเวณแผลเดิม และส่วนใหญ่มักมีอาการคัน บางคนมีอาการเจ็บ รู้สึกตึงรั้งที่ผิวไปด้วย ซึ่งสาเหตุมาจากการบาดเจ็บลงลึกถึงชั้นหนังแท้และมีความผิดปกติบริเวณผิวหนังจากกระบวนการสมานแผลนั่นเองค่ะ 

        ซึ่งบริเวณที่พบรอยแผลนูนได้บ่อยคือ หน้าอก หัวไหล่ ใบหน้า ติ่งหูที่เกิดจากการเจาะหู หรือตามข้อศอกและหัวเข่า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของผิวหนังบนร่างกายที่มีแผลลึกและใหญ่ รวมถึงขาดการดูแลที่ถูกต้องเช่นกันค่ะ

 

        โดยทั่วไปผิวหนังมีกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลตามธรรมชาติ 3 ระยะด้วยกันอย่างที่แอดมินได้อธิบายในหัวข้อที่ 1 ไปแล้ว ซึ่งเมื่อผิวหนังได้รับการบาดเจ็บเป็นบาดแผล ร่างกายของเราจะทำการตอบสนองอย่างรวดเร็วในการซ่อมแซมผิวหนังบริเวณนั้น โดยที่ร่างกายจะมุ่งเน้นไปที่การเร่งรักษาบริเวณนั้นอย่างรวดเร็วมากกว่าการที่จะรักษาให้ผิวหนังบริเวณนั้นกลับคืนมาสู่สภาพสมบูรณ์เช่นเดิม 

        สาเหตุของการเกิดแผล คีลอยด์ นั้นก็จะมาจากความผิดปกติของกระบวนการรักษาแผล คือมีการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนที่มากเกินไป จนเกิดความไม่สมดุลของคอลลาเจนและเกิดเป็นแผลนูนในที่สุด 

        แม้ว่าจะปล่อยให้ก้อนแผลมีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะไม่พบการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ที่ไม่ดีหรือมะเร็งแต่อย่างใด ปัญหาหลักจึงคงเป็นรูปลักษณ์ที่เกิดขึ้นทำให้แลดูไม่สวยงาม จนทำให้ขาดความมั่นใจในการเผยผิว

 

ปัจจัยการเกิดรอยแผลนูน แอดมินจะจำแนกคร่าว ๆ ดังนี้ค่ะ

1.ปัจจัยทางด้านเชื้อชาติที่มีการวิจัยว่ารอยแผลนูนนั้นสามารถพบในคนผิวสีหรือผิวค้ำมากกว่าคนผิวขาว   เพราะคนที่มีผิวสีหรือผิวคล้ำเซลล์จะสร้างเม็ดสีชนิดเม็ดดำมากกว่าในขณะที่โดนแดดทำให้เกิดรอยดำได้ง่ายเมื่อบาดเจ็บ เมื่อเป็นแผลแล้วหายจะพบรอยดำได้ง่ายและทิ้งรอยดำนานกว่าคนผิวขาว

2.ปัจจัยทางพันธุกรรม เพราะหากคนในครอบครัวมีประวัติการเป็นรอยแผลนูนได้ง่าย หรือบางคนอาจเคยเป็นตั้งแต่วัยเด็ก จะมีแนวโน้มการเกิดแผลขึ้นอีกได้ง่ายในอนาคต ควรระวังเป็นพิเศษนะคะ

3.ปัจจัยที่มาจากตำแหน่งที่เป็น แผลเป็น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งค่ะ เพราะบริเวณผิวหนังที่มีการตึงรั้งเยอะ ก็มีโอกาสเกิดรอยแผลนูนมากขึ้น เช่น บริเวณหัวไหล่ หน้าอก และหลังส่วนบน จากการบีบสิว และอีกตำแหน่งที่พบได้บ่อยคือ ใบหู ตั้งแต่ติ่งหูจนถึงกระดูกอ่อนของใบหูที่เกิดจากการเจาะหูเพื่อความสวยงามซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้ ว่าการเจาะหูนั้นเสี่ยงต่อการเกิดรอยแผลนูนเพราะร่างกายอาจจะสร้างเนื้อเยื่อสำหรับการรักษาแผลมากเกินไปจนแผลเป็นนั้นนูนสูงขึ้น จนเกิดเป็นก้อนเนื้อที่สังเกตเห็นได้ง่ายด้วยค่ะ

 
 
 

        ในปัจจุบันยังไม่มี วิธีลดเเผลเป็นหลังผ่าตัด วิธีไหนที่สามารถรักษาแผล คีลอยด์ ได้ถาวรค่ะ  มีแต่วิธีที่ทำให้ขนาดเล็กลงและกลมกลืนกับผิวให้มากที่สุด เพราะหลังจากรักษาแล้วก็มียังโอกาสกลับมาเป็นได้ใหม่อีกด้วย 

        ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าในช่วงวัยรุ่นนั้นจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าวัยสูงอายุนะคะ และถึงแม้ว่ารอยแผลนี้จะไม่ก่อให้เป็นอันตรายใด ๆ ตามที่แอดมินได้อธิบายไป แต่ก็จะส่งผลด้านความสวยงาม ทำให้หลายคนอาจขาดความมั่นใจได้ เพราะเป็นรอยที่สังเกตเห็นได้ง่าย ยิ่งหากเกิดขึ้นจากการศัลยกรรมบนใบหน้าแล้วนั้นก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจได้เลยค่ะ ไว้บทความหน้าแอดมินหาข้อมูลเรื่องการเกิด แผลเป็น จากการทำศัลยกรรมมาฝากนะคะ

        ซึ่งวันนี้แอดมินมีวิธีที่จะทำให้รอยแผลนั้นดูจางลง หรือมีขนาดเล็กลงได้ 3 วิธีมาฝากเพื่อแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับคนที่กำลังพบเจอกับปัญหานี้อยู่ ก็คือ

1.การทายาที่มีส่วนประกอบเป็นสารที่ช่วยลดการอักเสบ และลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน ผลก็คือช่วย ลดรอยแผลเป็น ช่วยลดรอยแผลที่เป็นรอยแดง  รอยคล้ำดำจะค่อย ๆ จางลง หรือยาชนิดที่เป็นซิลิโคนซึ่งมีทั้งรูปแบบแผ่นเจลแปะ ก็สามารถทาเพื่อกดทับบริเวณแผลที่นูนอยู่จะแบนลง และไม่นูนมากขึ้น แอดมินแนะนำให้ทาไปพร้อมกับการนวดเบา ๆ บ่อย ๆ นะคะ

2.การทำเลเซอร์ วิธีนี้เป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลเร็วค่ะ  ซึ่งการทำเลเซอร์ที่สามารถลดรอยแผลที่นูนแบบ keloid ได้ ก็คือ Vascular Laser หลังยิงจะไม่มีแผลเพิ่มนะคะ ตัวเลเซอร์จะลงไ้ปที่หลอดเลือดฝอยบริเวณรอยแผล และทำให้แผลแดงน้อยลง แบนลง และเนื้อแผลจะอ่อนนุ่มใกล้เคียงผิวหนังปกติมากขึ้น แต่ก็ต้องทำหลายครั้ง โดยทำต่อเนื่องกันอย่างน้อย  4-5 ครั้ง ก็จะทำให้เห็นผลดียิ่งขึ้นไปอีกค่ะ ซึ่งจะเห็นได้ว่าทำให้เสียเวลา และเสียเงินหลายรอบเลย

3.การผ่าตัด ในกรณีรอย แผลเป็น ที่มีลักษณนูนจากพื้นผิวหนังมาก การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ตกแต่งจะช่วยรักษาได้ และอาจจะต้องปลูกถ่ายผิวหนังมาจากบริเวณอื่น ซึ่งบอกเลยว่าเจ็บตัวซ้ำซ้อนมากค่ะ 

 
 

        หลังผ่าตัด เมื่อเกิดแผลใหม่ที่เพิ่งเริ่มอักเสบแล้วนั้น วิธีลดเเผลเป็นหลังผ่าตัด ในขั้นตอนแรกคือควรป้องกันการที่แผลจะติดเชื้อ โดยทายาฆ่าเชื้อ ล้างแผลด้วยน้ำเกลือ และงดการแกะ การเกา และใช้ผ้ารัดหรือ Pressure garment กับที่มีขนาดใหญ่ เช่น แผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เพื่อรัดบริเวณที่เกิดแผลในช่วงแรก 

        หลังจากนั้นใช้ซิลิโคนแผ่นแปะ หรือแบบเจลก็ได้นะคะ  เพื่อช่วยลดขนาดของรอยแผลนูนให้เล็กลง ใช้แปะ หรือทาแผลไว้ วันละ 12 ชั่วโมง ติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งหากรักษาเร็ว ผลการตอบสนองก็จะยิ่งดีขึ้นเร็วไปด้วยนะคะ

        อีกวิธีที่แอดมินอยากแนะนำเลยคือ การกิน อาหารเสริมบำรุง ที่มีสรรพคุณช่วยลดการรอยแผลนูนตั้งแต่ระยะแรกที่เป็นแผล ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เป็นการเพิ่มตัวช่วยที่ดีบำรุงจากภายใน

        ซึ่งตัว Centica นั้นแอดมินขอยกให้เป็นเพื่อนที่รู้ใจและพึ่งพาได้ให้กับคนที่กลัวการเกิด แผลเป็น เพราะเซนติก้านั้นเป็นตัวช่วยตั้งแต่ลดการอักเสบของแผลให้สมานเร็วขึ้น จากสารสกัดต่าง ๆ จากธรรมชาติ ซึ่งสามารถทำความรู้จักเซนติก้าเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้เลยค่ะ Centica ตัวช่วยขั้นเทพ ยาลดบวม หลังศัลยกรรม ที่ห้ามพลาด 

 

        Centica จะมีส่วนช่วยตั้งแต่? ลดช้ำ? ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ? ทำให้ระยะเวลาในการบวมลดลงและลดการเกิดรอยนูนของแผล? เป็นอาหารเสริมตัวเดียวในท้องตลาดที่มีสรรพคุณช่วย ลดรอยแผลเป็น โดยเฉพาะ การันตีความเชื่อมั่นจากยอดขาย 5000 กระปุก !

        สุดท้ายแล้วแอดมินอยากจะบอกว่านอกจากการดูแลแผลจากภายนอกที่ต้องใช้ความเข้าใจและระมัดระวังอย่างดีแล้วนั้นอาจไม่เพียงพอ เราควรเสริมสร้างสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซ่มตัวแผลไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ นะคะ? เพราะหลังผ่าตัดนั้นจะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการสารอาหารที่ใช้ในการซ่อมแซมแผล เป็นปริมาณมาก? หากได้ทาน ?Centica? ก็จะเป็นตัวช่วยให้ทุกคนได้ดูแลตัวเองจากภายในด้วย อาหารเสริมบำรุง ให้ร่างกายพร้อมซ่อมแซมผิวหนัง? ลดระยะเวลาในการอักเสบ การบวม? และช่วยลดโอกาสการเกิด แผลเป็น หรือ  คีลอยด์ ที่รักษาได้ยาก  ดังนั้นควรป้องกันไว้ก่อน ดีกว่าต้องมาคอยแก้ปัญหาทีหลังนะคะ ????

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที