TPA Magazine

ผู้เขียน : TPA Magazine

อัพเดท: 12 ก.พ. 2007 11.49 น. บทความนี้มีผู้ชม: 46721 ครั้ง

ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสาร ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราต้องพูดต้องคุย เพื่อสร้างความเข้าใจต่อกันและกัน


ผจญภัยวัยจ๊าบ

ช่วง 7 วันแรกของการปรับตัวผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเลเต็มทน เรื่องทุลักทุเลอย่างแรก ก็คือห้องพัก ที่ดิฉันได้พักในอาคารฝรั่งเศส ของหอริกโก้ ที่เก่าแก่มาก แม้จะมีชื่อโก้ ชวนให้ได้กลิ่นไอ ของปาริเซียนในแดนซากุระ แต่ภายใน ไม่ได้เก๋ตามชื่อเลยจนนิดเดียว ด้วยว่าเป็นเรือนไม ้สไตล์ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองเห็นจะได้ ประกอบไปด้วย ห้องพักขนาดเท่าแมงดิ้นตาย 7 ห้อง แล้วก็มีห้องน้ำ ห้องครัว ซึ่งใช้ร่วมกัน ห้องของดิฉัน มีขนาดสี่เสื่อครึ่ง หรือ Yojouhan (หน่วยการวัดพื้นที่ห้องของญี่ปุ่นที่จะใช้เสื่อทาทามิ วางไปในห้อง และวัดขนาดห้อง ตามจำนวนเสื่อทาทามิที่ว่านี้ ) โดยเสื่อ 1 ผืนมีขนาด 1.80 x 0.90 เมตร ดังนั้น ห้องของดิฉันที่มีขนาดสี่เสื่อครึ่ง ก็หมายถึงนำเสื่อสี่ผืนครึ่งไปวางจะได้เต็มห้องพอดี
 

ห้องพักของดิฉัน เรียกได้ว่า แคบพออยู่ได้หนึ่งคน อุปกรณ์ภายในห้อง ที่ทางหอพักมีให้ก็คือ เตียง ตู้ และโต๊ะเขียนหนังสือ ซึ่งทุกอย่างล้วนเป็นของโบราณหมด ดิฉันคะเนด้วยสายตา อุปกรณ์ทั้งหมดนี้ น่าจะร่วมสมัยเดียวกับที่นายพลแม็คอาร์เธอร์ ยกพลขึ้นบก บุกโตเกียวเสียกระมัง ขนาดโต๊ะเขียนหนังสือซึ่งมีลิ้นชัก แค่เอามือแตะเท่านั้นลิ้นชักก็ร่วงลงมาเสียแล้ว เตียงยิ่งแล้วใหญ่ พอขยับออกมาเพื่อทำความสะอาด ปรากฏว่าถุงยางอนามัยเกลื่อนไปหมด ทำให้นึกอยากเห็นหน้าเจ้าของห้องคนเดิมเป็นที่สุด ท่าทางจะซ่า (ส์) ไม่เบาทีเดียว แล้วเพราะความเก่าของหอนี้ ทำให้มีแมลงสาบเพ่นพ่านให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ ซึ่งดิฉันเกลียดและกลัวแมลงสาบที่สุดในชีวิต

 

ความรู้สึกของดิฉันตอนนั้นอยากร้องไห้เป็นที่สุด ทำไมชีวิตต้องมาตกระกำลำบากอะไรขนาดนี้หว่า นี่ขนาดเป็นลูกเมียหลวงที่รัฐบาลญี่ปุ่นพ่อใหญ่เป็นผู้ดูแลนะ ถ้าเป็นลูกเมียน้อยมาโดยทุนอื่นจะอยู่อย่างไร แต่ก็คิดมากไปทำไมมี ดิฉันเป็นคนไม่ยึดติด(ที่)อยู่แล้ว แม่เคยบอกไว้ว่าอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ จะโอ่อ่าหรือซ่อมซ่อ มันอยู่ที่ใจ และอยู่ที่การสร้างบรรยากาศให้น่าอยู่ด้วยตัวเราเองเท่านั้น เพราะฉะนั้นดิฉันก็จัดการเนรมิตห้องตามที่อยากจะให้เป็น อย่างแรกคือกำจัดฝุ่นและถุงยางอนามัยเหล่านั้น แล้วก็โละโต๊ะเขียนหนังสือโบราณ ที่ว่านี้เสียให้พ้นหูพ้นตา ส่วนตู้และเตียงสภาพยังดีอยู่ ก็คงไว้ แล้วจัดแจงตกแต่งเนรมิตห้องใหม่ให้ดูสว่างสดใสขึ้นด้วยงบตามอัตภาพ โชคดีที่ความมีเพื่อนมากของดิฉัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนญี่ปุ่นหรือรุ่นพี่คนไทย ก็เลยได้รับช่วงมรดกของตกแต่งห้องมามากมาย ทำให้ไม่ต้องลงทุนซื้อหาอะไรมากนัก

 

เรื่องทุลักทุเลอย่างที่สองก็คือ เส้นทางไปกลับระหว่างหอริกโก้  กับสถานีรถไฟใต้ดินโคตาเคะ มุกาอิฮะระ (Kotakemukaihara: ซึ่งดิฉันต้องเดินกลับทุกวันที่ไปมหาวิทยาลัย ความจริงจะว่าไปแล้ว ก็ไม่น่ามีปัญหา เพราะจากหอถึงสถานี ใช้เวลาเดินเพียง 7 นาที แต่ช่วงแรก ๆ นั้นดิฉันใช้เวลามากกว่า 20 นาทีทุกวันเพราะหลงทางตลอด วันแรกที่กลับหอด้วยตัวเอง พอลงรถไฟใต้ดินได้ ดิฉันก็พุ่งจู๊ดออกมาที่ประตูทางออก แล้วก็ทำตาม ที่อาจารย์ต้อยพี่เลี้ยงบอกไว้ คือให้เดินตามสัญลักษณ์นางระบำบัลเล่ต์ ซึ่งติดไว้เป็นระยะ ๆ แต่ปรากฏว่า เดินตามไปแล้ว ดันไปโผล่ที่ตลาด ย่านการค้าใกล้ ๆ กับหอพัก ก็เลยต้องถามคุณป้าเจ้าของร้านเค้ก ด้วยประโยคหากินที่ร่ำเรียนมาว่า
“Sumimasenga, Rikkou kaikan wa doko desuka:: ขอโทษค่ะ หอริกโก้อยู่ที่ไหนคะ)” คุณป้าเจ้าของร้าน ได้ยินประโยคภาษาญี่ปุ่น ที่ออกจากปากกะเหรี่ยง อย่างดิฉัน ก็ทึ่งมาก นาน ๆ จะได้ยินชาวต่างชาติมาส่งภาษาโนะ ๆ เนะ ๆ ด้วย แล้วแถมเป็นคำถามที่ถูกต้องเสียด้วย เลยเข้าใจว่า ดิฉันคงจะพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว จึงตอบกลับอธิบายเร็วปรื๋อ “ Massugu ni itte, migi ni magatte,sukoshi aruite ittara kousaten ga arimasune. :
Soko no kousaten o watatte kudasai. : Watattara,hidari ni Rikkou kaikan ga arimasu :

 

ดิฉันตั้งใจ ฟังแบบหูผึ่ง ตาไม่กระพริบ แต่โทษทีเถอะ ไม่เข้าใจความหมายเลยว่า คุณป้าบอกให้ “ ดินตรงไป เลี้ยวขวา แล้วก็เดินไปอีกนิดหน่อย จะมีสี่แยกอยู่ ให้ข้ามสี่แยกนั้นแล้วหอริกโก้จะอยู่ทางซ้ายมือ ”

 

ประสาทส่วนรับรู้จับความได้แต่อะไรก็ไม่รู้ te te kudasai กับ arimasu ในที่สุดก็ต้องบอกคุณป้าว่า Watashi wa amari yoku wakarimasenga, mou ichido itte kudasai. :
( หนูไม่ค่อยจะเข้าใจค่ะ กรุณาพูดใหม่อีกครั้ง ) ชะรอยคุณป้า เจ้าของร้านเค้ก คงจะขี้เกียจพูดใหม่ หรือกลัวว่าพูดแล้วจะไม่เหมือนประโยคเดิม ซึ่งก็อาจจะทำให้ดิฉันงุนงงมากกว่าเดิม เสียเวลาอธิบายมากขึ้น ในที่สุด คุณป้าใจดี ีก็ต้องเป็นคนจูงมือ พาดิฉันไปส่งเสียเองที่หอพัก ผลของการหลงทางในวันนั้นก็คือ ดิฉันกลายเป็นลูกค้าประจำร้านเค้กนี้ต่อมาอีก 4 ปีที่เรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น จะว่าไปแล้ว การเดินทางโดยรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นใต้ดิน หรือบนดินที่ญี่ปุ่น สะดวกมาก ๆ แล้วก็ง่ายด้วย เพียงแต่ต้องจำให้ดีว่า เข้าประตูทางทิศไหน ซึ่งภายในสถานี  ก็จะมีป้ายบอกว่าประตูทิศใต้ ประตูทิศเหนือ  ประตูทิศตะวันออก ประตูทิศตะวันตก เวลาขากลับ ก็ให้ออกประตูนั้น เพราะหากไปออกประตูทิศอื่น ก็จะเรื่อยเปื่อยไปที่อื่น ซึ่งไม่ใช่ที่หมาย เด็กโง่อย่างดิฉัน กว่าจะจับเคล็ด(ไม่)ลับได้ก็เล่นเอาหลงไป 7 วัน แต่ก็สนุกดี เพราะตลอด 7 วันที่หลงทางก็ได้เพื่อนใหม่ ๆ ได้รู้จักสถานที่ข้างเคียงหอพักมากขึ้น แล้วก็ได้ฝึกภาษาถามทางตลอด เป็นการเริ่มต้นผจญภัยที่ไม่เลวเลยทีเดียว

 

พูดถึงภาษาถามทางแล้ว ดิฉันคิดว่าหลาย ๆ คนที่จะไปญี่ปุ่น ควรหัดพูดเอาไว้บ้างก็ดี เพราะเป็นคาถากันเหนียว ยามหลงทางได้ดีทีเดียว โดยมากประโยคที่ใช้พูดกันก็คือ ชื่อสถานที่ที่จะไปตามด้วย wa doko desuka: เช่น Keiogijukudaigaku wa doko desuka : (มหาวิทยาลัยเคโออยู่ที่ไหนคะ) หรืออาจใช้ว่า Keiogijukudaigaku wa dou yatte ikimasuka. (มหาวิทยาลัยเคโอไปอย่างไรคะ/ครับ) แล้วถ้าฟังคำตอบไม่ทัน หรือไม่รู้เรื่อง ก็อาจจะขอร้อง ให้คู่สนทนาพูดช้าลงด้วย ประโยคที่ว่า Mou ichido itte kudasai:
(กรุณาพูดอีกครั้ง) หรือ Yukkuri itte kudasai: (กรุณาพูดช้าๆ) หรือ Mou ichido yukkuri itte kudasai :
(กรุณาพูดช้าๆอีกครั้งค่ะ/ครับ) จำไว้แค่นี้ รับรองคุณไม่หลงทางแน่

 

ปีแรกที่ไปอยู่มหาวิทยาลัยเคโอ ดิฉันต้องเรียนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งก่อนจะเข้าเรียนภาษาญี่ปุ่น ก็ต้องมีการทดสอบระดับความสามารถ ว่าอยู่ระดับใด เพื่อทางศูนย์ของมหาวิทยาลัย จะได้จัดให้เข้าเรียนได้ถูกต้อง สำหรับดิฉัน พอมีพื้นมาจากการเรียน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ้าง เมื่อสอบเทียบชั้น ก็เผอิญได้อยู่ชั้นกลาง (ทางศูนย์ภาษา จะแบ่งระดับออกเป็นชั้นต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง) ดิฉันเรียนร่วม กับนักเรียนต่างชาติอื่น ๆ อีกหลายชาติ เช่น อเมริกา จีน สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน ออสเตรเลีย อิตาลี นักเรียนห้องดิฉันมีประมาณ 30 คน มีนักเรียนไทยอยู่ 2 คนคือ ดิฉัน กับหนูมายุริ- อังสนา ชินวัฒนโชติ ลูกครึ่งไทย – ญี่ปุ่น ลูกสาวเจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น “ โชกุน ” ที่โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งหนูมายุริเธอมาเรียนด้วยทุนส่วนตัว ความจริงแล้ว เธอเป็นรุ่นน้องที่ธรรมศาสตร์ แล้วก็อยากจะเรียนต่อปริญญาโท ทางด้านสารสนเทศ ( Information Science) เหมือนดิฉัน แต่ให้บังเอิญ ความรักเบ่งบาน สุกงอมมีอันต้องแต่งงาน กับหนุ่มนักบินการบินไทยไปเสียก่อน ที่มดจะไต่เต็มรันเวย์ของสนามบินนาริตะ ด้วยว่าเธอและหวานใจกัปตันนักบินผู้หล่อเหลา สวีท หวานแหววชนิดหาใครเทียบยาก ก็เลยเหลือฉันผจญกรรมอยู่ตามลำพัง

 

อาจารย์ที่มาสอนภาษาญี่ปุ่น ให้พวกเราที่เคโอนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยว่า มหาวิทยาลัยเคโอนี้ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่สำคัญก็คือเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1858 โดย ยุคิจิ ฟุคุซาว่า ( Yukichi Fukuzawa ) ซึ่งได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิทยาการสมัยใหม่ของญี่ปุ่น ช่วงก่อนสหัสวรรษ2000 ถ้าใครไปญี่ปุ่นแล้วใช้เงินธนบัตร 10,000 เยน จะเห็นรูปชายผู้หนึ่งหน้าตาคลาสสิกมากบน ธนบัตร บุคคลผู้นั้นแหละคือยุคิจิ ฟุคุซาว่า ว่ากันว่ามหาวิทยาลัยเคโอเป็นที่รวมของนักคิด นักบริหารระดับประเทศ ศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยล้วนแล้วแต่ก้าวขึ้นไปมีบทบาทสำคัญ ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และธุรกิจของญี่ปุ่น บุคคลซึ่งเป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเคโอและเป็นที่รู้จักกันดีในเมืองไทยคือ ปู่สมหมาย ฮุนตระกูล เจ้าของฉายาขุนคลังซามูไร ผู้เปรียบเสมือนขุนศึก (ทางการเงิน) คู่บารมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่มีบทบาทสำคัญในการลดค่าเงินบาทช่วงที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบรัดเข็มขัดทำให้ประเทศไทยมีเงินคงคลังเหลือพอสมควร ก่อนจะมาหมดตัวในยุคฟองสบู่แตกเมื่อช่วงปี พ.ศ. 2540 ที่ผ่านมาและที่น่าภูมิใจแทนพวกเราคนไทยในมหาวิทยาลัยเคโอก็คือ ปีที่ครบ 125 ปีของการสถาปนามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นปีที่ดิฉันเข้าเรียนที่นั่นพอดี คุณปู่สมหมายได้รับคัดเลือกเป็นศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย และมีการมอบรางวัลให้ท่านด้วย

 

การเรียนภาษาญี่ปุ่น ที่ศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัยนี้ ดำเนินไปอย่างสนุกสนาน อาจารย์ที่สอนชื่ออาจารย์โนซาว่า ( Nozawa) เป็นสุภาพสตรีผอมบาง หน้าตาสวยงาม แต่ดุพอควร ดิฉันและเพื่อน ๆ ตั้งฉายาให้อาจารย์ว่า มาดามเฟอร์รากาโม เพราะอาจารย์โนซาว่า แต่งตัวเนี้ยบมาก ตั้งแต่หัวจรดเท้า แยกส่วนออกมา มีแต่สินค้ายี่ห้อเฟอร์รากาโมทั้งนั้น อาจารย์มีวิธีการสอนคือ ให้พวกเราไปฟังเทปที่หอหลาย ๆ เที่ยว แล้วก ็หัดออกเสียงพูดตามเทป รวมทั้งให้หัดฟัง และจับคำจากวิทยุ หรือทีวี ที่สำคัญคือ ต้องจำคำศัพท์ให้ได้มาก ๆ และมาหัดพูด หรือเล่าเป็นภาษาญี่ปุ่น ให้อาจารย์และเพื่อน ๆ ฟัง ระยะเวลาเรียน ก็จะเรียนช่วงเช้า เลิกเที่ยง ช่วงบ่ายก็กลับไปทบทวนวิชาที่หอได้ บางคนก็ไปเรียนพิเศษวิชาหลักอื่นๆ เพื่อเตรียมสอบเข้าปริญญาโท สำหรับดิฉัน ตั้งใจจะเข้าเรียนต่อ ทางด้านสารสนเทศ (วิชาฮ็อตฮิตในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นวิชาใหม่ สำหรับดิฉัน ที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน อาจารย์ที่ปรึกษาคือศาสตราจารย์ฮะมาดะ ( Hamada) ซึ่งเป็นคณบด ีของคณะนี้ ก็เลยแนะนำให้เรียนพิเศษ กับติวเตอร์รุ่นพ ี่ในคณะที่อาจารย์หามาให้ ดังนั้นทุกวันอังคาร และพฤหัสบดี เมื่อเรียนภาษาญี่ปุ่นเสร็จแล้ว ดิฉันก็ต้องไปพบติวเตอร์สาว (แก่) ตอนบ่ายที่ห้องสมุด แล้วติวเข้ม วิชาพื้นฐาน ทางด้านสารสนเทศ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเบื่อมาก สำหรับดิฉันเพราะติวเตอร ์ของดิฉันเป็นเด็กคงแก่เรียน ได้ที่หนึ่ง ของนักศึกษาปริญญาโท แต่ไม่มีอารมณ์ขันเลยจนนิดเดียว (น่าจะเป็นประเภทไอคิวสูงแต่อีคิวต่ำ) ความจริง การเรียนเก่ง ไม่เห็นจำเป็นต้องเคร่งเครียด หรือเคร่งขรึมเลยนะ เรียนอย่างสนุกสนานก็น่าจะเก่งได้ ดิฉันไม่เข้าใจ แม่ติวเตอร์นักวิชาการนี้เหมือนกัน มีหลายครั้ง ที่นึกรำคาญ ก็เลยแกล้งแหย่บ้าง แต่ไม่ค่อยจะได้ผล เพราะเธอเป็นหญิงเคร่งเครียด ไร้อารมณ์ขัน แบบคงเส้นคงวาจริง ๆ

 

ดิฉันต้องเรียนภาษาญี่ปุ่นไปเกือบปีครึ่ง กว่าจะได้เข้าเรียนปริญญาโท เพราะคณะของดิฉันมีการสอบปีละครั้ง คือเดือนตุลาคมแล้วช่วงที่ดิฉันไปถึงนั้น ทางคณะจัดสอบไปแล้วเรียบร้อยทำให้ต้องรอสอบไปอีกหนึ่งปี ซึ่งก็นับว่าโชคดี เพราะทำให้ได้มีโอกาสเรียนภาษาญี่ปุ่นมากขึ้น จำได้ว่าช่วงที่เรียนภาษาญี่ปุ่นนี้มีเหตุการณ์ตื่นเต้นหลายอย่างเกิดขึ้น อย่างเช่นช่วงใกล้ๆปีใหม่ก็เกิดหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 50 ปี ทำให้การจราจรบนถนนเป็นอัมพาตไปหมดเพราะหิมะสูงเป็นเมตรๆ ต้องหยุดเรียน เนื่องจากรถไฟแล่นไม่ได้ ถนนก็ลื่น และมีหิมะเกาะเต็มไปหมด ที่หอพักของดิฉันก็เหมือนกัน หิมะตกสูงเกือบ 30 เซนติเมตร ปิดประตูทางเข้าหอ ทำให้พวกเราออกจากหอไม่ได้ พวกดิฉันต้องปีนออกทางหน้าต่างครัว แล้วก็ช่วยกันกำจัดหิมะหน้าประตูเป็นพัลวัน แต่ก็ยังไม่วายซนกัน เอาหิมะปั้นเป็นลูกบอลขว้างปากันเป็นที่สนุกสนาน บางคนซนมากหน่อยก็ปั้นเป็นตุ๊กตาหิมะยืนคาบบุหรี่เก๋ไก๋

 
หลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวไปแล้ว ก็เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ จะอยู่ช่วงประมาณเดือนเมษายน ซึ่งจะมีดอกซากุระเบ่งบาน เป็นสีชมพูอ่อนไปทั่วเกาะญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นช่วงฤดู ที่สวยมากอีกฤดูหนึ่ง เพราะเวลาที่ดอกซากุระบานนี้ จะบานสะพรั่งสะพรั่งพร้อมกันสวยจริง ๆ คนญี่ปุ่นชอบไปนั่งดื่มเหล้าสาเก ทานอาหารใต้ต้นซากุระ ทำกันจนเป็นประเพณี ที่เรียกว่า Ohanami: (Ohana : หมายถึง ดอกไม้ mi: แปลว่า ดู ) เรียกรวมความ คือเทศกาลดูดอกซากุระ มักมีเรื่องขำ ๆ มาเล่าสู่กันฟังเสมอ เช่น เวลาที่ไปนั่งดื่มเหล้าสาเกใต้ต้นซากุระนี้ ส่วนใหญ่จะไปกันเป็นกลุ่ม ๆ พอเมาได้ท ี่ก็จะเขม่นกันข้ามกลุ่ม แล้วยกพวกตีกันใต้ต้นซากุระก็มี อย่างที่สวนชินจูกุ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ดิฉันเคยไปดูดอกซากุระบาน ปรากฏว่าคนเยอะมากจริง ๆ มีกลุ่มวัยทำงาน 2 -3 กลุ่มนั่งซดเหล้าสาเก อยู่ใต้ต้นซากุระ ที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง เป็นสีชมพูหวานแหวว แล้วทั้ง 2 – 3 กลุ่มนี้ก็ส่งเสียงคุยกัน อย่างออกรสออกชาติ เสียงดังขึ้น ๆ ตามดีกรีของความเมา พอถูกทักท้วงจากกลุ่มข้าง ๆ ก็เกิดโมโหขึ้นมา เลยยกพวกปะทะกันเสียเลย เล่นเอาวงดูดอกซากุระบาน วงข้างเคียงแตกฮือด้วยกลัวถูกลูกหลง ครั้งนั้นทำเอาดิฉันขยาด ไม่กล้าไปดูซากุระบาน ที่สวนชินจูกุนี้อีกเลย รู้สึกหมดอารมณ์ ที่จะชมความงาม ของดอกซากุระเสียแล้ว ตอนหลังเมื่อเรียนจบกลับมาแล้ว ยังรู้สึกว่า ที่เมืองไทย ก็น่าจะรณรงค์ให้มีการชมดอกไม้บานตามฤดูต่าง ๆ บ้าง เพราะบ้านเรา ก็ไม่แพ้ที่ไหนในโลกเหมือนกัน ในเรื่องความงามของดอกไม้ และธรรมชาติ แล้วแถม ดอกไม้ของไทย ยังมีกลิ่นหอมเย็น ๆ น่าชม น่าดม กว่าดอกซากุระเป็นไหน ๆ และที่สำคัญ ดิฉันคิดว่า คนไทยคงจะใจเย็นพอ ที่จะไม่ยกพวกตีกันใต้ต้นไม้งาม ๆ เป็นแน่
 

คนญี่ปุ่นดู ๆ เหมือนเรียบร้อย แต่จริง ๆ แล้วดิฉันคิดว่าพฤติกรรมของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้ชาย เหมือนทะเล ที่แลดูประหนึ่งว่าสงบนิ่ง แต่เวลามีพายุ ก็จะเกิดอาการแปรปรวน แล้วบ้าคลั่งไปเลย พวกนักเรียนต่างชาติ ที่เป็นผู้หญิงไปเรียนที่ญี่ปุ่น ต่างพานพบ ประสบเรื่องความทะลึ่ง ของผู้ชายญี่ปุ่น ไม่ว่าหนุ่มว่าแก่กันทั่วหน้า โดยเฉพาะเวลาขึ้นรถไฟ ทั้งบนดิน ใต้ดิน ที่เบียดเสียดยัดเยียดกัน มักจะมีมือนิรนามลูบคลำ สะกิดสะเกากวนบาทาเป็นประจำ เพื่อนสาวเซ็กซี่ชาวออสเตรเลียของดิฉัน ชื่ออลิซเจอบ่อยที่สุด ต้องเดินหน้าบูด มามหาวิทยาลัยเสมอ ๆ อย่างช่วงหน้าร้อน ก่อนปิดภาคเรียน ที่เรียกว่านัทสึยะซึมิ ( Natsuyasumi : คุณเธอก็เจอดี ด้วยว่าเป็นหญิงขี้ร้อนอย่างมาก ใส่เสื้อสายเดี่ยว ขึ้นรถไฟยามะโนเตะ ซึ่งเป็นรถไฟบนดิน ที่วิ่งรอบเป็นวงกลม ย่านใจกลางกรุงโตเกียว เพื่อจะไปมหาวิทยาลัย แล้วอยู่ ๆ  ก็มีมือดีนิรนาม บีบนมมาตลอด 3 สถานีจนกระทั่ง ถึงสถานีทะมาจิ ( Tamachi : ) ซึ่งเป็นสถานี ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคโอ คุณนายอลิซ เธอแทบร้องไห้ เพราะไม่ต้องการมือนวด (เฟ้น)จำเป็นรายนี้เลย แล้วรถก็แน่น เกินกว่าจะขยับตัวหนีไปทางอื่นได้ พอถึงสถานีทะมาจิ ก่อนจะลงจากรถ เธอก็จับมือนวด ซึ่งปรากฏว่า เป็นของหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ชูขึ้นมา แล้วถามด้วยเสียงอันดังว่า Dare no te desuka : ( มือของใครวะ ) ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ พวกเราเพิ่งเรียน การใช้คำแสดงความเป็นเจ้าของ จากมาดามโนซาว่าไปหมาด ๆ คุณนายอลิซ เลยได้มีโอกาสฝึกใช้คำ ซึ่ง te  (เทะ) หมายถึง มือ no:( โนะ ) แปลว่า ของ dare:
  ( ด๊ะเร ) หมายถึง ใคร ใช้เหมือนคำว่า who ในภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้น Dare no te : ก็หมายถึง มือของใคร ส่วน desuka :เป็นการแสดงประโยคคำถาม อย่างถ้าพูดว่ามือของฉัน ก็จะบอกว่า Watashi no te desu. : หรือกระเป๋าของดิฉันจะพูดว่า Watashi no kaban desu. : เป็นต้น

 
ตอนที่พวกเราฟังคุณนายอลิซเล่า ด้วยอารมณ์โกรธแค้น และอับอาย แล้วซ้ำร้ายไปกว่านั้น ไม่มีใครบนรถไฟ คิดอยากจะช่วยเธอจัดการกับหนุ่มน้อยผู้นั้นเลย ทุกคนเพิกเฉย ตัวใครตัวมัน ประดุจว่าไม่ใช่นมตู หรือไม่ใช่นมญาติตู นมใครนมมัน ตูไม่เกี่ยว เราทุกคนอยู่ในอารมณ์ร่วม ต่างเห็นใจคุณเธอถ้วนหน้า แต่ก็อดขำไม่ได้ ที่คุณเธอช่างอาจหาญชาญชัย ชูมือหนุ่มคนนั้นขึ้นท่ามกลางฝูงชน บนโบกี้ที่แน่นอย่างนั้น แต่เพื่อนชาวฮาวายคนหนึ่ง มองต่างมุม บอกว่าที่จริงก็น่าสงสารหนุ่มน้อยคนนั้นเหมือนกัน เพราะว่าคะเนดูขนาดของอลิซแล้ว ถ้านวดเฟ้นตลอด 3 สถานีรถไฟแบบไม่มีหยุดเลย หมอนั่นคงเมื่อยมือน่าดู ไม่ใช่แต่อลิซคนเดียวที่เจอ หนูน้อยมายูริของเรา ซึ่งแสนจะเงียบ และเรียบร้อยก็เจอเหมือนกัน แต่ไม่อุบาทว์เท่ากับที่อลิซเจอ เป็นเพียงมีผู้ชายญี่ปุ่นเข้ามาลูบผมยาวๆมันดำขลับของเธอ ขณะกำลังช็อปปิ้งเพลิน ๆ อยู่ที่ย่านรถไฟใต้ดิน ของสถานีชินจูกุ ไม่เพียงแต่ลูบผมอย่างเดียวนะ หมอนั่นยังออกปากชวนหนูมายูริว่า Ocha o nomimasenka.:   (ไปดื่มน้ำชาด้วยกันมั้ย) คำว่า Ocha : หมายถึง ชา nomimasen: มาจากคำว่า nomimasu: แปลว่า ดื่ม เวลาเชิญชวนมักจะใช้เป็นคำถามว่า nomimasenka.: การถามว่า Ocha o nomimasenka.: นี้มีความหมายโดยนัยลึกๆคือชวนไปนอนด้วยนั่นเอง ทีแรกดิฉันไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง มาเล่าให้สาวน้อยจุงโกะมิตรแท้แต่ดั้งเดิมที่อยู่เกียวโตฟังเมื่อมีโอกาสพบกัน คุณนายจุงโกะตกอกตกใจแล้วก็อธิบายให้ฟังอย่างมากมาย พร้อมกับเตือนพวกดิฉันว่าอย่าไปยุ่งเชียว ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักสนิทสนมกันมาก่อนแล้วมาชวนแบบนี้ รับรองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มีความคิดสกปรกอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น
 
ดิฉันและเพื่อน ๆ ที่หอริกโก้ ก็ไม่น้อยหน้าสหายที่เคโอ เพราะก็เจอเรื่องอุบาทว์เหมือนกัน ช่วงปิดฤดูร้อนนี่แหละ พวกเราสาว ๆ ที่หอริกโก้ไม่ได้ไปไหนตอนกลางวัน ก็ชวนกันเปิดเพลงเต้นออกกำลังกาย ตอนนั้นภาพยนตร์เรื่องแฟลชแด๊นซ์ ( Flash Dance) นางเอกของเรื่องเต้นแจ๊ซสวยชะมัด แล้วการเต้นแอโรบิค ก็กำลังระบาดอย่างหนัก ในญี่ปุ่นขณะนั้น พวกดิฉันก็เลยซ้อมกันที่ห้องพัก คาดว่าการซ้อมของพวกดิฉัน คงจะเป็นที่จับตามองของหนุ่ม ๆ นักศึกษาที่อยู่หอข้างเคียง เพราะหอของดิฉันนั้น เป็นทางผ่านที่จะออกไปสถานีรถไฟใต้ดินด้วย แล้วก็เป็นหอพักชั้นเดียว ซึ่งหน้าต่างบานกว้างใหญ่ ขนาดคนปีนเข้าได้สบาย ๆ มีอยู่คืนหนึ่ง เพื่อนข้างห้องของดิฉัน ก็ส่งเสียงร้อง Tatsukete : Tatsukete : (ช่วยด้วย ! ช่วยด้วย) ดังลั่น ทำให้พวกเราต้องวิ่งออกมาดู ปรากฏว่าพบ สาวน้อยโอฟีเลีย เพื่อนชาวฮ่องกง นักศึกษามหาวิทยาลัยโซเฟีย ยืนตัวสั่นงันงกอยู่หน้าห้อง พอถามก็ได้ความว่า เจ้าหล่อนเพิ่งกลับมาได้สักพัก เพราะต้องทำงานนอกเวลาเรียนที่ร้านอาหารจีน ยังไม่ทันจะหลับลึก เพียงแค่เคลิ้ม ๆ เท่านั้น ปรากฏว่ามีมือของใครก็ไม่รู้ สอดเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วมาลูบ ๆ คลำ ๆ บริเวณศีรษะ และใบหน้าของเจ้าหล่อน ทำให้ตกใจตื่น เลยตะโกนขึ้น เป็นผลทำให้เจ้าของมือปริศนานั้น หดกลับ แล้วมีเสียงวิ่งตึง ๆ ไปทางด้านหลัง พวกดิฉันก็เลยเฮโลกันไปดูด้านหลังหอ ซึ่งเป็นลานตากผ้า ติดกับทางเดินพอดี              หน้าต่างของห้องโอฟีเลีย มีรอยกรีดด้วยคัทเตอร์ยาว ขนาดหัวคนโผล่เข้าไปได้ ้้ความที่หอพักของพวกเราเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว เพราะฉะนั้น ถ้ากรีดยาวขนาดนั้น คนก็จะสามารถมุดเข้าไปได้ แต่คาดว่ายังไม่ทันได้มุด พอดีเจ้าของห้องตกใจร้องขึ้นเสียก่อน
 

พวกดิฉันมานั่งวิเคราะห์ว่า คนที่กรีดหน้าต่าง คงจะกรีดผิดห้อง
เพราะโอฟีเลียนั้น ตอนกลางวัน ไม่เคยอยู่หอเลย เนื่องจากต้องทำงานพิเศษ
กว่าจะกลับก็สองยามไปแล้ว ที่หมายน่าจะเป็นห้องติดกัน ก็คือห้องของดิฉัน
ที่เป็นสถานที่สุมหัว ของเหล่าสาว ๆ ใส่ชุดแอโรบิครัดรูป ซ้อมเต้นกัน ครื้นเครงมากกว่า
ผู้มาเยือนยามวิกาล ก็คงซุ่มดูความอวบของพวกดิฉันอยู่นานแล้ว จนอดรนทนไม่ไหว เลยดอดมาเยือน โดยไม่ได้เชื้อเชิญ แต่ถือเป็นความซวย ของโอฟีเลีย ที่ต้องมารับเคราะห์แทน ตั้งแต่วันนั้นแม่โอฟีเลีย ก็เลยต้องย้ายเตียงนอน มาอยู่ทางมุมห้องห่างจากหน้าต่าง เลื่อนเอาตู้เสื้อผ้า ไปกันไว้ที่ปลายเตียง แล้วพวกเราก็เพิ่ม ความระมัดระวังยิ่งขึ้น โดยผลัดกัน อยู่โยงเฝ้าหอมากขึ้น และก็กลับหอเร็วขึ้น เพื่อไม่ให้เพื่อนคนใด คนหนึ่ง ต้องอยู่เพียงลำพัง เหตุการณ์กรีดหน้าต่างห้องนอนในครั้งนั้น เป็นที่โจษจันไปทั่วหอริกโก้ นักศึกษาชาย ส่วนใหญ่ จะสมน้ำหน้าพวกเรา ด้วยว่าสาว ๆ ที่เรือนฝรั่งเศสนี้ ความร้ายกาจเป็นที่เลื่องลือ เจอมือดีลูบคมบ้างก็ดี ถือว่าสาสมกับความร้ายกาจ อันที่จริงจะว่าไปแล้ว พวกดิฉันไม่ได้ร้ายกาจอะไรนักหนา  หากแต่พวกเราทั้งเจ็ดสาว ที่พักในอาคารฝรั่งเศสนี้ ี้คงจะมีความเป็นตัว ของตัวเองมากไป ไม่หวานแหวว โนะเนะแบบสาวญี่ปุ่นทั่ว ๆ ไปที่นักศึกษาชาย ร่วมหอริกโก้เคยพานพบ ก็เลยทำให้มองว่าพวกเราไม่น่ารักนั่นเอง อีกผู้หนึ่งที่ยินดีปรีดาจนออกนอกหน้า เมื่อรู้ว่าพวกดิฉันถูกบุกรุกในยามวิกาล ก็คือ แม่บ้านทำความสะอาดหอริกโก้ ที่ถูกพวกดิฉันอัปเปหิให้พ้นจากหน้าที่ ดูแลทำความสะอาดหอ เพราะความไม่รับผิดชอบ ก็ลองคิดดู พวกเราทั้งเจ็ดคน ต้องจ่ายค่าทำความสะอาดหอ ให้คุณแม่บ้านผู้เกียจคร้านนี้คนละ 1,200 เยนต่อเดือน 7 ห้องรวม 8,400 เยน เพื่อให้ทำความสะอาด 1 ห้องส้วม 1 ห้องน้ำ และบริเวณห้องครัว ซึ่งพื้นที่โดยรวมเล็กกระจิริด ถ้าตั้งใจทำจริงๆ 20 นาทีก็เสร็จ นี่คุณเธอทำแต่ละครั้ง อู้เป็นวัน ๆ กว่าจะมาทำได้ก็สายโด่ง แล้วที่สำคัญคือ ทำก็ไม่สะอาด พวกดิฉันต้องผลัดเวรกันมาทำซ้ำอีก แถมยังไม่ยอมมาทำทุกวันด้วย อาทิตย์หนึ่งมาทำความสะอาดอยู่สองวัน พวกดิฉันก็เลยคิดว่า ป่วยการที่จะจ้าง สู้เอาเงินจำนวนดังกล่าว มาลงขันเก็บไว้ซื้ออาหาร มาทำทานกันเองเสาร์ อาทิตย์ดีกว่า ดังนั้นพวกเราจึงรวมหัวประท้วง ด้วยการปิดประตูหอ ไม่ยอมให้คุณแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด แล้วเขียนป้ายติดไว้ที่หน้าประตูหอว่า “ ยกเลิกทำความสะอาด ” เป็นเหตุให้คุณแม่บ้าน วิ่งโร่ไปฟ้องผู้จัดการหอพัก แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะตัวแกก็มีประวัติ ถูกร้องเรียนเรื่องความขี้เกียจบ่อยมากอยู่แล้ว ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทางหอริกโก ้ก็อยากจะเชิญแกออกไปเหมือนกัน แต่เกรงใจที่ตัวแกอยู่มานาน เป็นคนเก่าคนแก่ เลยไม่มีใครกล้าแตะต้อง พอพวกดิฉันทำฤทธิ์อย่างนี้ ก็เลยเป็นที่ถูกอก ถูกใจ ผู้จัดการหอพักอย่างมาก ถึงขนาดที่ส่งการ์ดสนับสนุนเต็มที่ แต่ไม่กล้าแสดงต่อหน้าแม่บ้าน เพราะคุณเธอ เป็นขาใหญ่ ผู้ทรงอิทธิพล อยู่ในหอมานานปี แต่ขาใหญ่เจอ 7 ขาหมูอย่างพวกดิฉัน มีรึขาใหญ่จะอยู่ได้ ในที่สุด คุณแม่บ้านตัวแสบ ก็ต้องรามือ และลาออกไปโดยปริยาย



By : เอริโกะ

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที