Lacin

ผู้เขียน : Lacin

อัพเดท: 24 พ.ย. 2006 13.12 น. บทความนี้มีผู้ชม: 6696 ครั้ง

เพราะความอยากรู้อยากเห็นรักสนุกและความชอบส่วนตัว ทำให้เธอต้องกลายเป็นเด็กสาวต้องคำสาป แต่ชีวิตของเธอไม่ได้มืดมน... การผจญภัยเพื่อการถอนคำสาปร่วมกับเพื่อนใหม่ที่ได้พบเจอเป็นไปอย่างสนุกสนาน ท่ามกลางอันตรายต่างๆที่ไม่อาจะสั่นคลอนมิตรภาพและกำลังใจในการต่อสู้ลงไปได้.....


หนุ่มงามนามเอสเตอร์

3.หนุ่มงามนามเอสเตอร์

 

     สียงผู้เข้าทดสอบดังระงมทันทีหลังจากฟังคำประกาศ หลายคนมีสีหน้าบ่งบอกถึงความไม่เชื่อถือในตัวผู้พูด


               
ล้อเล่นไม่ดูเวล่ำเวลา ไม่ดูกาลเทศะ


               
ความคิดดังกล่าวแล่นปราดในหัวของหลายคน ณ ที่นี้ แต่ทว่าใบหน้าของกรรมการคนดังกล่าวกลับนิ่งสงบจริงจัง


               
“ขอความกรุณา รักษาความสงบด้วย” ทุกคนเงียบอย่างมีมารยาทที่สุดเท่าที่จะทำได้ในยามที่ตัวเองต่างก็ต้องหงุดหงิดจากคำกล่าวอันไม่น่าเลื่อมใสของบุรุษตรงหน้า “เกมส์การเป่ายิ้งฉุบ อาจจะฟังดูเป็นเกมส์เสี่ยงโชคเสี่ยงดวงไร้สาระ แต่จริงๆแล้วการเป่ายิ้งฉุบ นอกจากอาศัยโชคดวงยังอาศัยไหวพริบ ความสงบมั่นคงของจิตใจ การติดสินใจในห้วงวินาทีฉับพลัน ซึ่งอาจจะมองดูว่าพบได้เล็กน้อยนักในการเป่ายิ่งฉุบ ท่านอาจจะคิดว่าทำไมไม่ไปทดสอบด้วยวิธีอื่น แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าการเป่ายิ่งฉุบในครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งไหนในชีวิตที่ท่านจะเคยพบมา”  บุรุษผู้ที่ตอนนี้หลายคนกลับมาให้ความสนใจและเริ่มเชื่อถืออย่างเก่า แบฝ่ามือออกมาด้านข้าง..


               
ควันขาวพวยพุ่งจางๆ ฉับพลันทันใดบนฝ่ามือกร้านที่ว่างเปล่ากลับปรากฏหมวกทรงสูงแบบที่นักมายากลชอบใช้แสดงลวงตากัน


               
“ผู้รับการทดสอบต้องใส่หมวกใบนี้ขณะทดสอบ... บนหมวกจะมีควันขาวจางๆที่จะบ่งบอกสถานะของพวกท่าน” ควันขาวแบบที่ปรากฏบนฝ่ามือกร้านตอนแรกกลับโผล่อยู่ด้านบนของหมวก ก่อนจะจับตัวรวมกันเป็นหมายเลข ‘1’ “นี่หมายความว่าผู้ที่สวมหมวกใบนี้ได้พิชิตคู่ต่อสู้ด้วยการเป่ายิ่งฉุบไปแล้วหนึ่งราย.. ดังนั้นสำหรับคนผู้ที่สวมหมวกใบนี้ คู่ต่อสู้คนต่อไปจะต้องอยู่ในระดับเดียวกันคือสวมหมวกที่มีควันปรากฏเป็นหมายเลขหนึ่งเช่นกัน ผู้ที่พิชิตคู่ต่อสู้ได้ครบห้าคนถือว่าสอบผ่านในขั้นนี้.... สำหรับขั้นที่สองนี้เราจะคัดเหลือเพียงห้าร้อยคนเท่านั้น นั่นหมายความว่าห้าร้อยคนแรกเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์สอบต่อในขั้นถัดไป” เสียงกล่าวเนิบๆท่าทางเย็นๆทำให้โอลิเวียรู้สึกหงุดหงิดอย่างไรบอกไม่ถูก ก็บุรุษตรงหน้านี่เล่นองค์เหลือเกิน กล่าวอะไรก็เยิ่นเย้อ ซะจนน่ารำคาญเกินทานทน


               
“กติกาการเป่ายิ่งฉุบคือ คู่ต่อสู้คนหนึ่งให้ฉุบกันสองครั้งโดยเว้นระยะห่างระหว่างครั้งแรกและครั้งที่สองสามสิบวินาที ซึ่งครั้งที่สองแทนที่จะใช้มือเป่ายิ้งฉุบให้ใช้เจ้าสามสิ่งนี้”  หมวกดำทรงสูงกลับกลายเป็นกลุ่มควันสีขาวคละคลุ้ง.. มือกร้านข้างเดิมขยับวาดไปด้านหน้า ของสามสิ่งก็ปรากฏขึ้น “กรรไกร กระดาษ และค้อน...ใช้วัตถุนี่แทน.. หากเสมอให้ฉุบกันจนกว่าจะมีฝ่ายแพ้ หากฝ่ายใดแพ้ ให้พยายามทำลายวัตถุของฝ่ายตรงข้ามด้วยวัตถุของตัวเอง เช่นเมื่อฝ่ายหนึ่งเลือกฉุบค้อน อีกฝ่ายเลือกฉุบกรรไกร ฝ่ายที่ออกกรรไกรต้องพยายามทำลายค้อนของฝ่ายตรงข้ามด้วยกรรไกรของตนเอง แค่เพียงให้ค้อนเสียรูปทรงไป โดยที่รักษาไว้ไม่ให้กรรไกรของตนเองต้องเสียรูปทรง ผู้ที่ชนะก็จะเป็นฝ่ายที่ออกกรรไกรมิใช่ค้อน ตรงกันข้ามหากฝ่ายที่ออกกรรไกรไม่สามารถทำลายให้ค้อนฝ่ายตรงข้ามเสียรูปทรงได้ หรือว่าทำให้เสียรูปทรงได้แต่กรรไกรของตัวเองก็เสียรูปทรงไปด้วยจะถือว่าฝ่ายที่ออกค้อนชนะ โดยมีเวลาตัดสินชัยในการทำลายวัตถุฝ่ายตรงข้ามเพียงหนึ่งนาที ผู้ที่ชนะ ควันขาวบนหมวกทรงสูงจะแปรเปลี่ยนเป็นลำดับเลขตัวต่อไป แต่หากอยู่ในขณะที่กำลังต่อสู่กับคู่แข่งบนหมวกจะไม่ปรากฏควันใดๆ” มือกร้านกวาดวาดทับของสามสิ่งและวัตถุเหล่านั้นก็ถูกดูดกลืนหายกลับไป



               
“เราจัดพื้นที่ในการต่อสู้ให้ท่านเรียบร้อยแล้วโปรดมองดูที่พื้นใต้ฝ่าเท้า” สิ้นคำกล่าวเชิญ ทุกคนต่างมองลงเบื้องล่างใต้ฝ่าเท้าตน


               
พื้นปูนสีขาวถูกตีเส้นขั้นสี่เหลี่ยมขนาดประมาณห้าเมตรคูณหาเมตรด้วยพลังเวท ปรากฏเป็นเส้นสีแดงที่ขีดกั้นไว้และควันจางๆที่ลอยทับเหนือเส้นกั้นเขตนั้นบ่งบอกว่าเส้นที่พื้นถูกตีเขตดำอำนาจเวท เรียกพื้นที่นั้นง่ายๆว่าเขตเวท


               
“ต่อไป...ให้เข้าแถวมารับอุปกรณ์เข้าสอบ ซึ่งจะเป็นเหมือนกุญแจนำพวกท่านไปหาคู่ต่อสู้คนใหม่ในแต่ละรอบโดยมันจะมีอำนาจรับสัญญาณกับหมวกทรงสูง” บุรุษเบื้องหน้าชูกำปั้นขึ้นด้านข้างสูงระดับหัวคิ้วก่อนจะแบออกแล้วลูกบอลลูกเล็กๆสีขาวก็ปรากฏขึ้นโดยลอยอยู่กลางอากาศ ผู้ที่จะเข้ารับการสอบต่อไปยังคงยืนนิ่ง กรรมการผู้อธิบายจึงดีดนิ้วเปาะ หนึ่งครั้ง เจ้าหน้าที่คุมการสอบคนอื่นๆจึงช่วยกันจับผู้เข้าสอบให้เข้าแถวเป็นระเบียบ

 


               
“เข้าแถวครับๆ”

 


               
ทันทีที่ถึงคิวของโอลีเวีย กรรมการการทดสอบขั้นสองซึ่งเป็นผู้อธิบายกฎก็แบมือออกสองข้างแล้วให้เลือกหยิบลูกบอลสีขาวไปหนึ่งลูก เธอเลือกหยิบข้างขวา จากนั้นบุรุษตรงหน้าคนเดิมก็ส่งหมวกทรงสูงมาให้.... โอลิเวียรู้สึกเวียนหัวอย่างไรบอกไม่ถูก ตาขอเธอปิดลง และพื้นเท้าก็ว่างเปล่า เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะลอย หนังตาของเธอหนักมากไม่สามารถลืมตาขึ้นได้.... วินาทีต่อมาเท้าของเธอก็สัมผัสกับพื้นปูนนัยน์ตาสีเขียวขุ่นฉายประกายสงสัย...


               
คงเป็นฤทธิ์ของเจ้าลูกบอลเวทนำทาง


               
ร่างของชายหนุ่มที่แต่งกายภูมิฐานด้วยชุดสีขาวลายวิจิตรสีทอง.... ยืนอยู่ในเขตเวทที่กั้นไว้สำหรับการทดสอบ ในเขตข้างๆเริ่มเป่ายิ่งฉุบกันแล้ว แต่ฝั่งของเธอดูเหมือนคู่ต่อสู้ยังมาไม่ถึง.... พลันควันสีขาวก็ปรากฏ ร่างของเด็กหญิงที่ดูจะอายุน้อยกว่าเธอสักสามถึงสี่ปีได้ ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามของเขตเวท เด็กสาวกระพริบตาปริบๆอย่างงุนงง ก่อนเสียงๆหนึ่งจะดังขึ้น


               
“เริ่มได้” มันดังขึ้นจากหมวกของเธอ และเธอก็คิดว่าเด็กสาวผู้เป็นคู่แข่งก็คงจะได้ยินจากหมวกของหล่อนเองเช่นกัน...


 

                “เป่ายิ่งฉุบ”


               
ทำไมฉันต้องส่งเสียงปัญญานิ่มตอนทำการทดสอบเข้าโรงเรียนเลื่องชื่อด้วยนะเนี่ย
!!!


               
เธอออกค้อน


               
ฝั่งตรงข้ามออกกระดาษ


เวลาผ่านไปสามสิบวินาที


               
“เริ่มได้”


               
“เป่ายิ้งฉุบ” นัยน์ตาสีเขียวขุ่นไล่มองมือของฝ่ายตรงข้ามที่วาดลงมา... จากมือที่กำค่อยๆแบออก


               
เธอออกกรรไกร


               
ฝั่งตรงข้ามออกกระดาษ


วัตถุทั้งสามที่ว่าจะปรากฏขึ้นในมือของผู้เข้ารับการทดสอบเมื่อมือวาดออกมายามเป่ายิ้งฉุบครั้งที่สองตามแต่ว่าเจ้าตัวต้องการออกอะไร


               
“เริ่มได้” เสียงจากเจ้าหมวกดำทรงสูงประกาศอีกครั้ง โอลิเวียอยากรู้นักมันพูดเป็นคำเดียวงั้นหรือ? แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวที่เธอคิดถึงเรื่องของหมวก เด็กน้อยก็พลันหายไปจากสายตาก่อนจะมาโผล่อยู่ด้านหลังของเธอ ซึ่งมีเนื้อที่อยู่เพียงนิดเดียวเท่านั้น ผู้ที่เยาว์กว่าจ้องมองวัตถุในมือของอีกฝ่ายตาไม่กระพริบก่อนริมฝีปากเล็กจะเริ่มท่องมนตร์


               
โอลิเวียไม่รอให้มีการจู่โจมหรืออะไรทั้งสิ้น เธอเขียนอักขระมนตร์บนกรรไกรในมือ แล้วมันก็ค่อยๆหายเข้าไปในผิวเนื้อของเธอ


               
ฝ่ายตรงข้ามตาเบิกโพลง เมื่อคิดหนทางตอบโต้ไม่ได้ คิดหนทางทำลายสิ่งๆนั้นไม่ได้ในเมื่อมันหายเข้าไปในร่างของคนๆนั้นแล้ว


               
“หมดเวลา” จบคำเอื้อนเอ่ยของหมวก ความวิงเวียนก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง.... และเธอก็กำลังถูกย้ายไปยังสนามต่อไป....


               
คู่ต่อสู้คนที่สองรออยู่ก่อนแล้ว... เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีมากถึงมากที่สุดในความคิดของเธอ ร่างสูงมีเรือนผมสีเทาเข้ม และนัยน์ตาสีเดียวกันเว้นแต่จะดูเป็นสีเทาอ่อนจางกว่าเล็กน้อย.. ท่าทางนิ่งสงบ มองเธอด้วยประกายดวงตานิ่งเคร่ง....


               
“เริ่มได้”


               
เธอชนะ....


               
“เริ่มได้” ครั้งที่สอง


               
เธอออกกรรไกร


               
ฝ่ายตรงข้ามออกกระดาษ


               
“เริ่มได้” ... โอลิเวียยืนนิ่ง ส่วนฝ่ายตรงข้ามก็ยังไม่เคลื่อนไหวจากจุดเดิม เมื่อชายหนุ่มหลุบตาลงริมฝีปากของเขาก็เริ่มขยับ.. โอลิเวียใช้วิธีเดิม เขียนอักขระอีกครั้งและมันก็หายเข้าไปในมือของเธอ... แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่มีทีท่าตื่นตะลึงหรือสนใจใดๆ  มีเพียงนัยน์ตาที่เหลือบมองชั่วแวบหนึ่ง และริมฝีปากนั้นก็คล้ายกับเริ่มท่องมนตร์บทใหม่.....


               
กรรไกรเล่มที่หายเข้าไปในเรียวมือเล็กค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากที่ๆมันหายเข้าไป เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนดวงหน้าเรียวใสของโอลิเวีย  หนุ่มหล่อในความคิดเธอยังคงมองเธอด้วยนัยน์ตาสงบนิ่ง มือกว้างยื่นออกมาข้างหน้าคล้ายกับว่ายื่นออกมาเพื่อรับของสิ่งนั้น.... ทันทีที่มันลอยขึ้นในอากาศ กรรไกรเล่มนั้นก็ลอยเข้าไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามรวดเร็วคล้ายถูกดูด นัยน์ตาสีเขียวขุ่นซึ่งกำลังจะถูกสีแดงเพลิงแทนที่เบิกกว้าง....


               
ชายหนุ่มนัยน์ตาสีเทาจางใช้กระดาษของตัวเองห่อกรรไกรของเธอ และพอคลายกระดาษนั้นออกมาอีกที มันก็เหลือเพียงเศษผงจากสิ่งที่เคยเป็นกรรไกร.... วัตถุนั้นถูกทำลายแล้ว และถึงแม้ว่าชัยชนะเหมือนจะมาหาจ้าของเรือนผมงามประกายสีเทาแล้ว ชายหนุ่มก็ไม่เปลี่ยนสีหน้าเรียบนิ่งสงบนั่นเลยสักนิด...ไม่แสดงความดีใจแม้สับชั่วขณะ....


               
นัยน์ตาสีแดงเริ่มไหวระริก เธอรู้สึกตื่นเต้นกับคู่ต่อสู้ ไม่ใช่เพราะหน้าตาของเขาที่เธอรู้สึกว่าดูดีเสียเต็มประดานั้น เพราะถึงแม้จะดูดีแต่ไร้ปฏิสัมพันธ์ มันก็เป็นแค่เพียงเหล็กชั้นดีที่ด่างพร้อย แต่ไอ้ความรู้สึกวูบไหวที่ทำให้นัยน์ตาเธอเปลี่ยนสี มันเป็นเพราะความเก่งกาจของคนตรงหน้าต่างหาก ถึงแม้จะไม้ทันเกมส์ของเธอก็ตาม
…

 


               
อยากประมืออีกครั้ง......แต่ก็ต้องจากกันก่อนแล้ว


               
เวลากำลังจะหมด....และเธอไม่มีทางแพ้


               
โอลิเวียแบมืออีกข้างขึ้น แล้วกรรไกรก็ปรากฏขึ้นอีกอัน... มันยังอยู่และเล่มที่ถูกทำลายไปนั่นคือของปลอมที่เธอแสร้งทำมันหายเข้าไปในมือข้างนั้น...

         
คิดอยู่แล้วว่าหมอนี่ต้องไปธรรมดา


               
ฝ่ายตรงข้ามยังคงสีหน้าเรียบนิ่งเหมือนเดิม แม้จะไหวร่างด้วยความงงงันเล็กน้อย


               
“หมดเวลา”

 

 

 


               
คู่ต่อสู้หลังจากนั้นไม่ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้นแต่อย่างใด ออกแนวน่าเบื่อยิ่งกว่าเด็กสาวคนแรกด้วยซ้ำ ดังนั้นเธอจึงลอยลำเข้าสู่การทดสอบฝีมือขึ้นที่สามได้ในเวลาอันรวดเร็ว...


               
เมื่อชนะคู่ต่อสู้คนสุดท้าย ลูกบอลเวทก็นำเธอสู่สนามต่อสู้แห่งใหม่....


               
มันเป็นลานกว้าง ที่เธอไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน.....


               
รอบๆบริเวณลานมีกระโจม ซุ้มที่จัดให้คนนั่ง... และจากซุ้มด้านหลังของเธอ...เสียงที่แทบจะจำได้ทันทีก็ร้องทักขึ้น


               
“เก่งจังๆ โอลิเวอร์ มาถึงแล้ว” สเตฟาน คาสโตร นั่งปรบมือชอบอกชอบใจ

 
              
“โอลิเวอร์ ฮิลลารี... นี่คือการทดสอบขั้นที่สาม” เสียงทุ้มของคนที่เธอคาดว่าเป็นกรรมการรอบหนึ่งเอ่ยขึ้น อีกฝั่งนึงของลานกว้าง ซึ่งเธอเข้าใจว่าลานกว้างว่างๆนี้น่าจะเป็นสนามสอบมากกว่า “เป็นการประลองฝีมือ... ต้องต่อสู้กันโดยวิธีใดก็ได้ โดยให้อีผฝ่ายกล่าวยอมแพ้ หรือไม่ก็สลบไป ห้ามทำให้พิการ หรือเสียชีวิต”

 


               
“คู่ต่อไปคือ.... เอสเตอร์ รูสโซ VS โอลิเวอร์ ฮิลลารี” กรรมการคนเดิมกับที่กล่าวกติกา... ที่มีท่าทางเงอะงะเล็กน้อย ร่างของเขาไม่สูงไปกว่าตัวของเธอสักเท่าไร และชุดที่สวมใส่อยู่นั้นก็ไม่ค่อยจะดูสมกับยศของกรรมการผู้คุมการทดสอบของโรงเรียนแอนเดสที่เลิศล้ำเลย เพราะชุดนั้นเป็นชุดคล้ายๆกับพนักงานเสิร์ฟร้านภัตตาคาร หรือว่าเป็นเด็กบริการตามร้านบิลเลียด สนุกเกอร์.... กรรมการที่ไม่น่าเลื่อมใสคนดังกล่าวผายมือ ไปยังฟากตรงข้ามของลานกว้างนี้  เพื่อแนะนำให้เห็นคู่ต่อสู้ ที่ค่อยๆก้าวเข้ามาในลานประลอง ผู้ที่มีเรือนผมยาวสีม่วงแกมน้ำเงินเข้ม..... และเป็นเจ้าของดวงตาคมกริบ นัยน์ตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นม่วงอมแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว...


               
เอสเตอร์ รูสโซ มีร่างที่สูงกว่าเธอพอสมควรแต่ความบอบบางนั้นสูสีกับโอลิเวียอยู่ อย่างที่ไม่นึกเลยว่าตัวบางเพรียวเช่นนี้จะเป็นผู้ชาย ทำให้เธอเองอดคิดไม่ได้ว่าหมอนี่ใช้เวทพรางตาเป็นชายเหมือนเธอเพราะว่าใบสมัครหญิงหมดเหมือนกันหรือเปล่า? ชุดที่สวมใส่ดูเหมาะสมกับบุคลิกของเอสเตอร์อย่างมาก... เป็นชุดยาวสีดำขลิบม่วง ตกแต่งด้วยลายดอกกุหลาบม่วงที่ชาย.... ดูสวยงามมาก แต่สีม่วงและดำนั้นกลับให้ความรู้สึกลึกลับมากกว่าสวยงามน่าอภิรมย์.... ฝ่ามือกว้างที่มีนิ้วเรียวยาวสวยคลี่พัดสีม่วงเข้ม...สีเดียวกับเรือนผมขึ้นมาปิดบังดวงหน้า ก่อนจะหัวเราะชอบใจ...


               
“หึหึหึ ประทับใจในรูปลักษณ์ของคู่ต่อสู้อย่างนั้นหรือ โอลิเวอร์ ฮิลลารี” คำกล่าวนั้นชักคิ้วของโอลิเวียให้กระตุก


               
หลงตัวเองน่าดูชม.....


               
“ให้ผมรออยู่ในซุ้มตั้งนาน..... หึหึหึ” ยังคงหัวเราะกรุ้มกริ่มอย่างน่าหมั่นไส้ โอลิเวียอยากรู้นักว่าขำอะไรนักหนา ต้องการคนช่วยขำไหม?

 


               
“เริ่มประลองได้!!”  กรรมการส่งสัญญาณ


               
ร่างของคนหลงตัวเองเหลือเพียงควันจางๆ... เสียงหัวเราะกรุ้มกริ่มกลับลอยอยู่หลังใบหู...


               
“คุณเป็นผู้ชายแน่หรือ มิสโอลิเวอร์” เจ้าของเรือนผมยาวสีม่วงเข้มที่พลิ้วไสว ปรากฏอยู่ด้านหลังของเธอ โดยที่เธอไม่อยู่ตัว


               
ท่าทางจะร้ายไม่ใช่หยอก.... ทั้งฝีมือและฝีปาก


               
“หยาบคาย... กรุณาพิจารณาตัวเองก่อนเอ่ยถาม” โอลิเวียโต้กลับอย่างเฉียบเย็น แต่ฝ่ายตรงข้ามกับมองเธอด้วยนัยน์ตาสีม่วงแดงที่ระริกไหวอย่างรื่นเริง


               
“ผมแค่อยากให้แน่ใจ สุภาพบุรุษย่อมไม่ทำร้ายอิสตรี” เอสเตอร์ก้าวเนิบๆ มาหยุดอยู่ข้างโอลิเวียนิ้วเรียวจับพัดส่ายสะบัดให้ลมเย็นๆพาเรือนผมนุ่มของเจ้าตัวปลิวไสว


               
โอลิเวียปล่อยสุภาพบุรุษพล่าม... โดยที่ตัวเองโผล่มาอยู่อีกด้าน ตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้เอสเตอร์ยืนอยู่ในชั่ววินาที....


               
เอสเตอร์หรี่ตามอง โดยไม่ลดพัดที่ปิดใบหน้าตนลง รอยความสนุกสนานตื่นเต้นเผยเด่นภายในนัยน์ตาอันคมกริบที่ค่อยแปรเปลี่ยนจากสีม่วงแดงเป็นสีดำขลับ...


               
เร็วดีเหมือนกันนี่นา มิสโอลิเวอร์


               
โอลิเวียไม่ปล่อยจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามมัวแต่นึกชื่นชมในความเร็วของเธอ อักขระมนตร์ถูกวาดออกมาด้านหน้าของเธอ... โอลิเวียใช้หลังมือเนียนปัดให้อักขระมนตร์พวกนั้นมุ่งโจมตีไปที่ชายหนุ่มหน้าสวยซึ่งยืนยิ้มกริ่มอยู่อีกฟากของลาน..


               
นิ้วเรียวสะบัดพัดใส่อักขระมนตร์ที่มุ่งมาหาเขาด้วยความเร็วสูง.... อักขระมนตร์สีทองทั้งหมดจึงสะท้อนกลับคืนสู่ผู้สร้าง  นัยน์ตาสีแดงเพลิงหลุบลง เรียวปากสวยพึมพำบทมนตร์อย่างกระชับ มือบางวาดวงกลมด้านหน้าเป็นเกราะลม ก่อนจะผลักเกราะลมนั้นใส่อักขระมนตร์ที่โจมตีกลับมา


               
เปรี้ยง
!!


               
เสียงของเกราะลมเวทที่ปะทะกับอักขระมนตร์ออกฤทธิ์ระเบิดรุนแรง


               
“พลังอักขระมนตร์น่าชื่นชมมาก” เสียงของอีกฝ่ายกล่าวเนิบนาบอย่างใจเย็น.... หรืออย่างสบายๆไม่ใส่ใจอะไรมากกว่า..


               
พัดนั้นร้ายนัก น่ากำจัดมันไปก่อนแล้วดูว่าถ้าไม่มีพัดจะใช้วิธีไหนโจมตี... นี่คือความคิดของโอลิเวีย...


               
ประกายนัยน์ตาของฝ่ายตรงข้ามกลับมาเป็นสีม่วงแดงอีกครั้งพลางหรี่มองอย่างรู้ทันแกมนึกสนุก...เอสเตอร์ยืนมือที่ถือพัดออกมาด้านหน้า ช่องโหว่เพียบ...


               
เอาสิ อยากทำลายพัดก็เชิญ ถ้าคิดว่าทำได้ละก็นะ


               
นัยน์ตาสีแดงเพลิงวาววับอย่างชั่งใจ.... มันรู้แล้วยังเปิดโอกาสงั้นหรือ อย่างนี้มันจะท้าทายกันเกินไปแล้ว... อ่อยขนาดนี้มันดูถูกกันชัดๆ


               
“เอาเลย โอลิเวอร์!!! มันท้ามาดีนักตอกกลับไปเลย!!!!!” เสียงเชียร์ดังลั่นจากหนุ่มน้อยผู้รื่นเริงซึ่งนั่งอยู่ ณ ฟากตรงข้ามจากที่เธอยืนอยู่ พูดง่ายๆคือฝั่งที่เอสเตอร์ยืนอยู่....


               
“ช่างเป็นชายหนุ่มเลือดร้อนดีจริง....กล้าหาญมาก ขนาด มัน ที่ว่ายืนอยู่ข้างหน้าอย่างนี้แท้ๆ” เอสเตอร์เอ่ยพลางหันไปเผล่ยิ้มบางให้หนุ่มน้อยเรือนผมฟ้าจางซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเขาไปเพียง ไม่กี่เมตร


               
แคว่ก


               
ฉับพลันนั้นโอลิเวียใช้ความเร็วของฝีเท้าก้าวเข้าประชิด และมือเรียวคมกริบก็ตัดพัดกระจุย


               
เอสเตอร์หันมาคลี่ยิ้มสวยให้คู่ต่อสู้ก่อนเอ่ยช้าๆ


               
“ว้า......  พัดกระจุยหมดเลย” พูดเสร็จก็ดีดนิ้วเปาะ แล้วเศษพัดที่กระจุยไปแล้วก็รวม
ตัวกันขึ้นมา กลับเป็นเหมือนเดิม.... นัยน์ตาสีแดงเพลิงฉายรอยฉงนขณะที่นัยน์ตาสีดำขลับมีแววระริกขบขันชอบใจ
“พัดนี้สานจากเรือนผมงามของชายงามนามว่าเอสเตอร์ รูสโซ... สลักอักขระมนตร์เพื่อสร้างฤทธิ์แห่งเวทโดยพ่อมด นักเวทนามกระฉ่อน เอสเตอร์ รูสโซ มันเป็นของหนุ่มรูปงาม เอสเตอร์ รูสูโซ..... ถูกทำลายได้โดยเงื้อมมือของเอสเตอร์ รูสโซ ผู้เดียว....” ดีดนิ้วอีกครั้ง พัดงามของหนุ่มงามก็กลายเป็นผงธุลี..... พลันกระพริบตามันก็กลับมาอยู่ในรูปทรงของพัดงามอีกเหมือนเดิม..


               
โอลิเวียถอนหายใจเบาๆด้วยอารมณ์เบื่อเซ็ง....


               
“หมดเวลาเล่นแล้ว เอสเตอร์ รูสโซ” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นข้างกายเอสเตอร์... ในมือซ้ายของโอลิเวียมีมีดสั้นห้าเล่มประดับประดา... “อย่าคิดว่าฉันใช้เป็นแต่อักขระมนตร์... สนใจยอมแพ้ไหม?”


               
นัยน์ตาสีดำขลับจางลงและแทนที่ด้วยนัยน์ตาสีม่วงอมแดงอีกครั้ง.... ภายใต้ประกายระริกขบขันสนุกสนาน เริ่มมีแววจริงจังขึ้นมาแม้จะเพียงน้อยนิด แต่นั่นก็ถือว่ามากพอแล้วสำหรับคนอย่างเอสเตอร์ รูสโซ… ออร่าคล้ายควันสีดำขมุกขมัวเกาะกุมฝ่ามือข้างที่ไม่ได้ถือพัด... พร้อมกับรังสีการฆ่าฟันที่แผ่ซ่านรอบตัวของหนุ่มงามและเริ่มครอบคลุมทั่วลานประลอง เว้นแต่ไปไม่ถึงที่นั่งของคนดูในซุ้มรอบๆ เพราะมีการวางตาข่ายเวทป้องกันไว้....... เอสเตอร์เหยียดยิ้มเยาะด้วยนัยน์ตาอันส่องประกาย



               
“คุณก็อย่าคาดว่าสุภาพบุรุษรูปงามนามเอสเตอร์ รูสโซ จะมีความสามารถแค่รำพัด”

 

    

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที