Meditate

ผู้เขียน : Meditate

อัพเดท: 22 ส.ค. 2012 16.09 น. บทความนี้มีผู้ชม: 180293 ครั้ง

เรื่องราว ดีดี จาก ฟอร์เวิร์ด เมล์ ที่ ผู้เขียน ผู้ส่ง หวังดี อยากให้ อ่าน ในการป้องกัน รับรู้ และหลีกเลี่ยง เหตุอันไม่ปรกติ ในชีวิตประจำวัน
คิดว่าหลายคนคงได้รับ ประจำ


เพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยจากHIV

โอกาสในการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
มีคนศึกษาไว้ ว่าถ้าไปสัมผัสกับเชื้อแล้ว ก็ใช่ว่าจะติดเชื้อเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า เราไปสัมผัสทางไหน แล้วก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาด้วย
ช่องทางการสัมผัสเชื้อ โอกาสได้รับเชื้อโดยประมาณจากการสัมผัส 1หมื่นครั้ง
1.การรับเลือด 9000
2.เด็กแรกคลอดจากแม่ที่ติดเชื้อ 2500
3.ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน 67
4.ร่วมเพศทางทวารหนักโดยเป็นฝ่ายรับ 50
5.เข็มที่ใช้กับผู้ติดเชื้อตำ 30
6.ฝ่ายหญิงร่วมเพศทางช่องคลอด 10
7.ร่วมเพศทางทวารหนักโดยเป็นฝ่ายรุก 6.5
8.ฝ่ายชายร่วมเพศทางช่องคลอด 5
9.ใช้ปากอมอวัยวะเพศชาย(เป็นคนกระทำ) 1
10.ถูกใช้ปากอมอวัยวะเพศชาย(ถูกกระทำ) 0.5
(ข้อ4,6-10 ศึกษาโดยสมมติฐานว่า ไม่มีการใช้ถุงยางอนามัย)
ฟังดูแล้ว เหมือนว่าโอกาสโชคดีมีเยอะใช่มั้ยครับ แต่ว่า ผมลองlinkไปตามแหล่งที่มาของตัวเลข ปรากฎว่า ตัวเลขนี้ เกิดจากการสัมภาษณ์ ไม่ได้เกิดจากการวิจัย หมายถึงว่า ไม่มีการตรวจค้นในห้องปฏิบัติการอะไรหรอกครับ แค่ถามพฤติกรรมความเสี่ยงของคนที่เป็นโรค ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน จะไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แล้วคำว่าหนึ่งหมื่นครั้งของการสัมผัสก็ไม่มี standard controlอื่นๆ เช่นเอาจู๋แหย่ไปในรู นานแค่ไหน ลึกแค่ไหน ถือเป็นหนึ่งครั้ง พูดง่ายๆก็คือ มันเป็นแค่การสอบถามเอาคราวๆ ผมเชื่อว่าตัวเลขจริงสูงกว่านี้

โอกาสเจอคนเป็นเอดส์มากน้อยแค่ไหน
ปัจจุบันประเทศไทยเรามีผู้ติดเชื้อHIV ประมาณ6แสน3หมื่นคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เป็นโรคเอดส์อยู่6หมื่นคน หมายความว่า มีคนที่มีเชื้อ แต่ยังไม่เป็นโรค พูดง่ายๆก็คือมองไม่ออกว่ามีเชื้อ อยู่ถึงเกือบ6แสนคน หมายความว่า ประเทศไทยเราประชากร60ล้านคน มีคนติดเชื้อ6แสนคน หมายถึง คน100คน มีโอกาสเจอคนเป็นโรค 1คนจริงหรือไม่ อย่างนี้แปลว่าในร้านนวดบางร้านที่claimว่า มีพนักงานเกือบร้อยคน หรือสถานบันเทิงบางแห่งมีคนเข้าไปคืนนั้นเกือบร้อยคน อย่างนี้เราจะมีโอกาสเจอคนที่ติดเชื้อ 1คนจริงหรือไม่
ความจริงแล้ว เลวร้ายกว่านั้น เพราะว่าประชากร60ล้านคน มีการกระจายความเสี่ยงไม่เท่ากัน คน60ล้านคนนี้เป็นคนแก่ เป็นเด็ก เป็นพระเถรเณรชี อีกตั้งมากมาย ยายที่ขายขนมอยู่กะบ้านเสาร์อาทิตย์ไปทำบุญที่วัดเป็นประจำ กับหนุ่มน้อยอายุ21ปี ทำงานอยู่ร้านนวดและชอบไปเที่ยวอตก.เป็นประจำ ก็ล้วนเป็น1ใน60ล้านคนเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงไม่เท่ากันเลย เพราะฉะนั้น ผมจึงคิดว่า สถานที่และกลุ่มประชากรในแหล่งท่องเที่ยว น่าจะมีความชุกมากกว่านี้หลายเท่า อาจจะมากถึงร้อยละ10 ด้วยซ้ำไป นั่นก็หมายความว่า แค่10คน ก็อาจจะเจอตอซะแล้ว 1คน

แบบไหนเสี่ยงสุด
ถ้าไม่นับการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การร่วมเพศทางก้น โดยเป็นฝ่ายรับมีความเสี่ยงสูงสุด มีโอกาสติดโรคมากกว่าทางจิ๋มของผู้หญิงด้วยซ้ำ เพราะว่าเยื่อบุผิวด้านในของก้นนั้น ธรราชาติไม่ได้สร้างมาเพื่อให้ใช้ร่วมเพศ จึงทนต่อการเสียดสีได้น้อยกว่าเยื่อบุผิวของอวัยวะเพศหญิง(แต่ถึงกระนั้น เยื่อบุในจิ๋มก็ยังฉีกขาดได้เหมือนกันเพียงแต่ยากกว่า) ส่วนฝ่ายรุกจะมีโอกาสติดน้อยกว่าสองแบบแรก(คำว่าน้อยกว่าไม่ได้แปลว่าโอกาส เป็นศูนย์นะครับ)

จูบกันติดโรคมั้ย

มีการวิจัยมากมายว่า ในน้ำลายมีเชื้อไวรัสในปริมาณน้อยมาก และภาวะความเป็นด่าง(base)ของน้ำลาย ทำให้เชื้อไวรัสเสียความสามารถในติดต่อ(virulence) และไม่มีเคยมีรายงานว่ามีใครติดเชื้อทางการจูบตามปกติ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าไม่ติดโรคทางนี้แน่นอน เพราะว่าแม้น้ำลายจะไม่น่ากลัว แต่ถ้าจูบกันอย่างดูดดื่มรุนแรง จนบังเกิดบาดแผลในปากก็อาจเป็นช่องทางให้เลือดไหลออกมาแล้วก็ติดต่อกันได้ แต่ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป ถ้าเรามั่นใจว่าก่อนจูบกันนั้น ปากเราไม่มีแผล และการจูบนั้นก็เป็นการจูบธรรมดาๆ ไม่ได้พิสดารหรือรุนแรงอะไรมาก ก็ไม่ติดโรคได้

Oral sex น่ากลัวเพียงใด
มีการศึกษาจำนวนมาก เกี่ยวกับการมีเซ็กส์โดยใช้ปากกับการติดเชื้อHIV แต่ข้อสรุปยังไม่ตรงกันในหลายๆเรื่อง แต่ส่วนที่ได้ข้อสรุปแล้วแน่นอน ก็คือ
1 การทำOral Sexโดยไม่ใส่ถุงยาง มีโอกาสติดโรคได้ ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่บางคนเข้าใจผิด It is possible to get infected with HIV through oral sex. The risk is not zero. (ลองเปิดเข้าไปในwebsite ของ aidaccess ยังมีstaffบางคน บอกว่า การทำออรัลเซ็กส์ เป็นการร่วมเพศที่ปลอดภัย จริงๆนะ)
2.แต่ว่าอัตราเสี่ยงของการติดเชื้อทางการใช้ปาก ถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับการร่วมเพศแบบอื่นโดยไม่ใช้ถุงยาง แต่ก็อย่างว่าน่ะแหละ คำว่าต่ำมาก ไม่ใช่แปลว่าโอกาสเป็นศูนย์
3.ถ้ามีแผลในปาก เช่นแผลร้อนใน หรือบาดแผลเปิด หรือแผลฟันผุ จะเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อมากขึ้น แม้ว่าจะไม่มีการหลั่งในปากก็ตาม แต่น้ำหล่อลื่นที่ผิวของอวัยวะเพศ อันอุดมไปด้วยไวรัส สามารถเข้าไปทางแผลดังกล่าว

โดนเขาอม
การถูกทำOral sex คือเป็นฝ่ายถูกกระทำ สิ่งที่ผู้ถูกอมจะได้รับ ก็มีแต่น้ำลายซึ่งยากต่อการติดเชื้อ จึงถือว่ายากมากๆ แต่กระนั้นก็ยังอุตส่าห์มีคนติดมาจนได้ เพราะว่าในปากคนที่ทำให้นั้นมีแผลเลือดออกนั่นเอง น้ำลายเปล่าๆน่ะไม่มีอะไร แต่ถ้าน้ำลายแถมเลือดนี่ไม่ปลอดภัยครับ

ดูอย่างไรว่าใครมีเชื้อ

คนที่เป็นเอดส์นั้นสามารถดูออกได้จากภายนอก ยิ่งคนที่ทำงานในวงการสาธารณสุขแล้ว ยิ่งดูได้ไม่ยาก
แต่คนที่มีเชื้อHIVอยู่ในร่างกาย ยังไม่ถึงขั้นว่าเป็นโรคเอดส์ แต่สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นได้นั้น
ไม่มีใครสามารถดูและแยกแยะได้จากภายนอก ไม่มีใครจะรู้ได้เลย แม้แต่บางครั้งเจ้าตัวเองก็ยังไม่รู้

สอดใส่เป็นฝ่ายรุก
ในเลือด น้ำเหลือง อสุจิ น้ำในช่องคลอด ของคนที่ติดเชื้อนั้น อุดมไปด้วยเชื้อไวรัสHIV แต่ในน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ มีเชื้ออยู่น้อยมาก และไม่อยู่ในสภาพจะติดต่อได้ แล้วอย่างนี้ คนที่เป็นฝ่ายรุกเวลาร่วมเพศทางทวารหนักจะมีโอกาสติดเชื้อหรือไม่ คำตอบคือ มีโอกาส แต่ว่าน้อยกว่าการเป็นฝ่ายรับ เพราะว่า อย่างที่บอกว่า เยื่อบุในทวารหนักนั้น บางและฉีกขาดง่าย จึงมีเลือดออกได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงแค่แผลถลอก ซึ่งอาจจะไม่เป็นเลือดแดงให้เราเห็น เลือดที่แค่ซึมๆนี้เอง มีเชื้อไวรัสอยู่เป็นจำนวนมาก เชื้อสามารถซึมผ่านเข้าไปทางท่อปัสสาวะของฝ่ายรุก อีกอย่างมีงานวิจัยว่า จู๋ที่ยังไม่ได้ขลิบมีโอกาสได้รับเชื้อมากกว่าจู๋ที่ขลิบแล้ว

สอดใส่เป็นฝ่ายรับ

แน่นอนครับ เสี่ยงมากๆ ถ้าไม่ป้องกัน แม้จะเอาออกมาหลั่งข้างนอก ความเสี่ยงก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยิ่งถ้าหลั่งข้างในด้วยแล้ว น่ากลัวมากๆ มีรายงานอีกฉบับบอกว่า ถ้ามีเซกส์กับคนที่มีเชื้อจะมีโอกาสติดโรค0.82% ถ้ากับคนที่ไม่รู้ว่ามีเชื้อหรือเปล่ามีโอกาส 0.27% แม้ว่าจะมีบางคนโชคดี ซึ่งมีรายงานอยู่บ่อยๆ ว่าหลั่งในก้นโดยไม่มีถุง แล้วไม่ติดเชื้อก็ตาม แต่แล้ว ใครบ้างล่ะที่จะโชคดี

ใช้นิ้วได้มั้ย
บางคนชอบที่จะใช้นิ้วแหย่เข้าไปในปากหรือในรูก้น(ซึ่งมีเชื้อน้อยมากๆ) ถ้านิ้วไม่เป็นแผล(แม้แต่แผลถลอก) ก็ไม่เป็นไร ปลอดภัยอยู่ แต่สำหรับคนที่ถูกแหย่ล่ะ แม้ว่านิ้วจะไม่มีแผล แต่การเอานิ้วหรือมือเข้าไปในก้น จะทำให้เยื่อบุที่ก้นฉีกขาดหรือมีบาดแผลได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้นิ้วกระตุ้นอารมณ์ซึ่งกันและกัน ก่อนมีการสอดใส่ การใช้นิ้วแบบนี้กับฝ่ายรับ จะเพิ่มโอกาสของการฉีกขาดของเยื่อบุให้มากขึ้น และก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อให้มากขึ้นเช่นกัน


ชักว่าว
ปลอดภัย

เลียหัวนมล่ะ
ทำไปเลย ไม่มีอะไร ไม่ติดโรค เว้นแต่พวกซาดิสต์ เลียแล้วยังกัดจนเลือดออก อันนี้หมดปัญญาป้องกัน

ลิ้นกับตูด
โดยทฤษฎีแล้ว ทวารหนักมีเชื้อไวรัสน้อยกว่าน้ำลายด้วยซ้ำ หรือแทบจะไม่มีเลย การใช้ลิ้นกับก้นจึงมีโอกาสติดเชื้อน้อยมากๆ ที่ว่าน้อยมากๆ เพราะว่ายังอุตส่าห์มีรายงาน1caseที่ติดเชื้อทางนี้ แต่ในรายงานบอกไว้ด้วยว่า มีการสัมผัสถูกบาดแผลที่บังเอิญอยู่ตรงบริเวณนั้นและมีเลือดออก

Sex toys และ Vibrator
การใช้อุปกรณ์ ที่จริงก็ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่ของอย่างนี้ บางทีอารมณ์มันถึง ก็อาจจะมีอะไรที่คาดไม่ถึงได้ เช่น ฝ่ายหนึ่งหลั่งเสร็จแล้ว เอาอุปกรณ์ที่เลอะน้ำไปใส่ก้นของอีกฝ่ายอย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าจะว่ากันตามทฤษฏีแล้ว ถือว่าปลอดภัยครับ

เลสเบี้ยนติดเอดส์ได้หรือเปล่า
ได้สิ แต่ยากมาก มีรายงานเลสเบี้ยนที่ติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงเหมือนกัน บอกว่าใช้ลิ้นกับจิ๋มที่ประจำเดือนยังไม่หมดแห้งดี ก็เลยติด ถ้าจะให้บังเอิญกว่านั้น ก็คือ ฝ่ายทอมลิ้นยาวจนแหย่เข้าไปในจิ๋มได้ลึกพอจะโดนน้ำหล่อลื่น แล้วปลายลิ้นนั้นยังเสือกเป็นแผลอีก

แปลงเพศแล้วติดโรคได้หรือไม่
ไปปรึกษาศัลยแพทย์ที่ทำผ่าตัดให้คุณ ว่าเขาใช้อะไรมาเป็นจิ๋มเทียมให้คุณ ส่วนใหญ่แล้วคุณหมอจะใช้ลำไส้ใหญ่ตรงส่วนปลายติดกับทวารหนัก ซึ่งก็เป็นเซลล์แบบเยื่อบุผิวเหมือนกัน หมายความว่ามันก็ฉีกขาดได้เหมือนกัน ก็แปลว่ามันติดเชื้อได้เหมือนกัน

ยุงนำเชื้อได้หรือไม่
ไม่ได้ อันนี้นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าไม่ เพราะว่า เชื้อเข้าสู่ร่างกายยุงได้ยาก หรือแม้จะเข้าได้ ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้

ใช้ถุงยางยังไงถึงจะปลอดภัย
ถ้าใช้ถุงยางที่ได้มาตรฐาน ไม่หมดอายุ ไม่มีรอยฉีกขาด ไม่หลุดหรือแตกระหว่างร่วมเพศ และใส่อย่างถูกวิธี สามารถป้องกันโรคทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเอดส์หรือโรคอื่นๆที่ติดทางเพศ สัมพันธ์ ได้ถึง 99%
- ก่อนซื้อถุงยาง หรือก่อนใช้งาน มองดูวันหมดอายุเสียก่อน ถ้าหมดอายุแล้ว หรือหาวันหมดอายุไม่เจอ ก็ไม่ควรเสี่ยงใช้
- ฉีกซองถุงยางด้วยนิ้วมือเท่านั้น ห้ามใช้เล็บจิก ห้ามใช้กรรไกรหรือของมีคมตัด
- ใส่ถุงตอนที่จู๋แข็งเต็มที่แล้ว จะได้ไม่มีรอยย่นบนผิวถุงยาง ซึ่งก็อาจจะเสี่ยงต่อการแตกตอนเสียดสีอีก
- การใส่ถุงยางที่ถูกต้อง ควรจะใช้นิ้วบีบตรงปลายถุงเบาๆเพื่อไล่ลมออก แล้วค่อยวางลงบนปลายจู๋ มิฉะนั้นเมื่อใส่ถุงแล้ว อาจทำให้ปลายถุงยางโป่งออกเป็นกระเปาะ ซึ่งเมื่อเสียดสีแรงๆแล้วจะทำให้แตกออกได้ ใส่ให้ถูกทางด้วยคือให้มันรูดลงมาได้ง่ายๆ รูดลงมาจนถึงโคน
- ถ้าเกิดสงสัยว่าถุงยางแตกหรือหลุด หยุดเพศสัมพันธ์ทันที
- ตอนเอาถุงยางออก ถ้าเป็นไปได้ ควรใส่ถุงยางไว้อย่างนั้นแม้จะหลั่งแล้ว รอจนเสร็จเรียบร้อยและเตรียมจะอาบน้ำแล้ว ค่อยถอด ถ้าจะให้ดีก็เอาสบู่ฟองไปบนจู๋ที่มีถุงยางใส่อยู่ซะก่อน แล้วค่อยๆรูดถุงยางออก โดยพยายามให้ส่วนนอกที่สัมผัสกับเชื้อไม่ให้สัมผัสกับผิวของเรา
- ล้างมือ อาบน้ำ ฟอกสบู่

ใช้อะไรหล่อลื่นดี
ก้นของคนเรานั้น ธรรมชาติไม่ได้สร้างมาให้เป็นที่ร่วมเพศ เซลล์เยื่อบุผิวทวารหนักจึงไม่มีต่อมสร้างสารหล่อลื่น เหมือนที่ช่องคลอดของผู้หญิง เพราะฉะนั้น ถ้ารักจะร่วมเพศทางนี้ ก็ควรเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้สารหล่อลื่น เพื่อลดการบาดเจ็บต่อเยื่อบุผิวทวารหนัก และยังช่วยลดโอกาสการเกิดถุงยางแตกหรือหลุดระหว่างร่วมเพศ
แม้ว่าถุงยางอนามัยส่วนใหญ่จะเคลือบด้วยสารหล่อลื่นแล้ว หากท่านซื้อถุงยางอนามัยที่ไม่มีสารหล่อลื่นก็ควรจะซื้อสารหล่อลื่นเพื่อลด อาการเสียดสีซึ่งอาจจะทำให้เกิดแผลหรือถุงยางแตกอันจะก่อให้เกิดการติด เชื้อได้ง่าย
สารหล่อลื่นก็ควรเป็นสารที่ผลิตขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ(ปัจจุบันมีวาง ขายหลายรูปแบบและสะดวกต่อการใช้) ต้องเป็นชนิดน้ำเท่านั้น ห้ามใช้สารหล่อลื่นที่มีส่วนผสมของไขมันโดยเด็ดขาด เช่น vasaline, baby oil ,lotion ทามือหรือลำตัว ,cold cream หรือน้ำมันนวด เพราะจะทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพ

สติถูกทำลายด้วยสุรา
ความรู้และการศึกษารวมทั้งถุงยางที่ซื้อมาอาจจะช่วยชีวิตคุณไว้ไม่ได้ ถ้าสติสัมปัชชัญญะของคุณถูกทำลายลงด้วยสุราและของมึนเมา จากสถิติพบว่า โรคเอดส์แพร่กระจายในสถานบันเทิงประเทศเธค ผับ และซ่าวน่า มากกว่าสถานประกอบการที่ทำเป็นอาชีพเช่นร้านนวด บาร์ออฟ เพราะพวกหลังนี้ เขาทำกันเป็นอาชีพ มีการป้องกัน และการรณรงค์เข้าถึงมากกว่า มีมาตรการต่างๆมาช่วยดูแล แต่พวกแรกนั้นเรื่องเซ็กส์เกิดจากความพึงพอใจในขณะมึนเมาทำให้ระดับการ ป้องกันลดลง พูดง่ายๆก็คือ คนเราเวลาเมาแล้วก็มักคึกและรักสนุก ต้องการความมัน มากกว่าความปลอดภัย เพราะฉะนั้นอีกอย่างที่ช่วยคุณได้ ก็คือเพื่อน และตัวคุณเองถ้าไม่เมาก็ต้องเตือนเพื่อนด้วย
“ถ้าเพื่อนเมามายมากๆ อย่าปล่อยให้ออกไปมีเซ็กส์นะครับ ถ้ารักกันจริง” 

การจะติดโรคไวรัสHIVได้ ต้องถึงพร้อมซึ่งองค์ประกอบ สองอย่าง คือ 1. เชื้อ และ 2.ทางเข้า

เชื้อไวรัส เชื้อไวรัสHIV ไม่เหมือนเชื้อไวรัสที่นำไข้หวัด คือ หายใจรดกันไม่ติดกันได้ เชื้อHIV มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ใน

1.เลือดและน้ำเหลือง มากที่สุด มากมายมหาศาล
2.น้ำอสุจิของผู้ชาย รองลงมา แต่ก็ถือว่ามากเหมือนกัน
3.น้ำในช่องคลอดของผู้หญิง เป็นอันดับสาม แต่ก็มากพอจะทำให้ติดโรคได้

สารคัดหลังอื่นๆที่เป็นที่อยู่ของไวรัสได้ เช่น น้ำลาย น้ำตา น้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ มีไวรัสอยู่ก็จริง แต่
1.ปริมาณน้อย ไม่เพียงพอต่อการติดต่อไปยังคนอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัสสาวะ อุจจาระ และเหงื่อ นั้น น้อยมากๆเสียจนแทบจะไม่สามารถเพาะเชื้อออกมาได้ในหลอดทดลองด้วยวิธีธรรมดา
2.สภาวะทางกายภาพ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง อุณหภูมิ ไม่เหมาะแก่การเจริญของเชื้อ ทำให้เชื้อที่มีนั้น อยู่ในสภาพไม่แข็งแรง ความสามารถในการติดต่อลดลง

ทางเข้า เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายคนได้ ต้องมี แผลเปิด แผลที่ผิวหนังก็ได้ ถ้ามีแผลเปิด ซึ่งหมายถึงแผลที่จะนำเชื้อไปหากระแสเลือดได้
- ผิวหนัง ลักษณะของผิวหนังมนุษย์ เป็นปราการอันประเสริฐ มีป้องกันชีวิตมนุษย์จากการรุกรานของเชื้อโรคและพยาธิสภาพทั้งหลายได้ ปราการนี้มีช่องโหว่อยู่ที่แผลครับ ไม่ว่าจะเป็นแผลฉีกขาด ถลอก มีดบาด หมากัด ฝี หรือการเอาเข็มฉีดยาไปจิ้มแทง แค่นี้เท่านั้น ถ้าผิวหนังของเราเป็นผิวหนังปกติ ไม่มีแผลไม่มีผื่น ต่อให้ไปเปื้อนเลือดที่มีแต่เชื้อHIV แล้วไปล้างออก เอาหัวเป็นประกัน ว่า ไม่ติดแน่นอน
- เยื่อบุผิว เยื่อบุต่างจากผิวหนัง ตรงที่ชนิดของเซลล์ เอาเป็นว่า เยื่อบุที่เรามองเห็นจากภายนอก ก็คือ ในปาก และริมฝีปาก (ที่เราเห็นเป็นสีชมพู) นันย์ตา ด้านในของรูจมูก ปลายองคชาติ ปากช่องคลอดไปจนถึงช่องคลอด แค่นี้เอง พื้นที่ส่วนอื่นนั้น อบอุ่นและปลอดภัยอยู่ภายใต้การห่อหุ้มของผิวหนัง(ถ้าไม่มีแผล) เยื่อบุนี้ ปกติเชื้อโรคก็เข้าไม่ได้เหมือนกัน แต่ว่า ข้อเสียคือ เซลล์เยื่อบุ มันเรียงตัวกันบางๆ ไม่ได้หนาแน่นเหมือนผิวหนัง จึงฉีกขาดได้ง่าย เกิดแผลได้ง่าย เกิดช่องให้เชื่อมันเข้าไปได้ง่าย ซึ่งบางทีก็เป็นแค่รอยแผลเล็กๆที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แค่ไวรัสมันดันมองเห็นนะ

ถ้าองค์ประกอบสองประการนี้ถึงพร้อมแล้ว จึงจะมีโอกาสติดโรค (ซึ่งก็อาจจะติดหรือไม่ติดก็ได้ แล้วแต่ดวงชะตา) แต่ถ้าองค์ประกองสองประการนี้ ไม่ครบถ้วนแล้ว ไม่ติดแน่นอน

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที