ชนิตพล

ผู้เขียน : ชนิตพล

อัพเดท: 18 ม.ค. 2014 06.10 น. บทความนี้มีผู้ชม: 797371 ครั้ง

"ประสบการณ์ยิ่งมากยิ่งมีคุณค่าควรรู้และยิ่งมีค่ามากที่สุดเมื่อถูกถ่ายทอดออกมาจากใจ"


วันที่ 30 บทสรุปความเป็นเลิศของการบริหารองค์กร (8)

ตอนที่ 123

วันที่ 30

บทสรุปความเป็นเลิศของการบริหารองค์กร (7)

อาจารย์แดน :  บุญบารมี……เป็นการสร้างกุศลธรรมอย่างแน่วแน่และต่อเนื่องตามลำดับของ…ความตั้งใจและการปฏิบัติคือ การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา…..ปัญญาบารมี เป็นความรอบรู้ อย่าง มีเหตุ มีผล เพื่อเข้าใจในสภาวะความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงที่ปรากฏในโลก ที่มากระทบผัสสะทั้ง6   เป็นหนทางไปสู่การกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปจากใจ…..ก่อให้เกิด“ นิรามิสสุข

อาจารย์ดอน :   ปัญญาบารมี…ทำให้มนุษย์มีความรู้อย่างถ่องแท้ในตัวตนในธรรมชาติ….ไม่หลงตน…เกิดความสว่างหลุดพ้น จากความลุ่มหลง มัวเมา หลงผิด ในกิเลสทั้งปวง  มุ่งสู่ทางแห่งความสว่างไสว และความเจริญรุ่งเรืองของชีวิต….ที่สุดคือความสงบและสุขที่ยั่งยืน

                         ปัญญาบารมี…ของมนุษย์เกิดได้สามระดับ…..ระดับเริ่มต้นคือ สุตมยปัญญา ที่เกิดจากการจดจำ ท่องจำ และการกระทำจนเคยชิน….ระดับกลาง มีการพัฒนาจนสามารถคิด หาเหตุและผลมาอ้างอิงในความคิดเป็น จินตมยปัญญา…..ระดับเจริญปัญญา  ด้วยตนเองเกิดจากการมีสติเพื่อให้จิตมีสมาธิและทำภาวนา เป็นปัญญาที่รู้ในเหตุ และผล อย่างแท้จริง คือ ภาวนามยปัญญา….ซึ่งต้องอาศัยการอบรม ฝึกฝน การพร่ำสอนจากอริยบุคคล  และด้วยความเพียร มานะ ของตนเองเป็นที่ตั้ง…… การสร้างปัญญาบารมี สามารถเริ่มจากการกราบ ครูบาอาจารย์ที่เป็นอริยบุคคล  และอริยสงฆ์  ซึ่งเป็นผู้รู้จริงและรู้แจ้ง ในสัจธรรม ในธรรม ผู้นำพาความสว่าง ในการเบิกธรรม การเตรียมจิตให้กระจ่างในธรรมญาณ  

อาจารย์แดน :    บารมีคือ ความดีที่พึงบำเพ็ญ เพื่อยกระดับจิตใจของมนุษย์ จากปุถุชนเป็นอริยชนมี 6 ประการ คือ…..ทานบารมี เป็นการสร้างบุญด้วยการให้สิ่งที่ผู้อื่นมีความต้องการหรือขาดแคลน –ศีลบารมี การยึดถือปฏิบัติตามหลักของพุทธธรรม –ขันติบารมีป็นการยึดมั่นกับสิ่งดีงาม อดทนต่อการกระทำที่ผิดศีลและสิ่งที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง เพื่อสู่ความสุขกายและจิต –วิริยะบารมี ความตั้งมั่นในการรักษาและทำความดีไม่ย่อท้อ ทั้งการปฏิบัติดี การพูดดี มีน้ำใจดีงาม ที่สุดคือเป็นพลเมืองดีของสังคม–ฌานบารมี เป็นการถือครองสติ รักษาศีล เพื่อเจริญสมาธิ  -ปัญญาบารมี มีความรู้ที่ถูกต้องในสิ่งที่เห็น ที่เป็น ที่สัมผัส มีความศรัทธา และปฏิบัติอย่างแท้จริงในความรู้ เห็นเป็นสัจจธรรม เพื่อการครองสติ และสร้างความเจริญทางปัญญา เพื่อประโยชน์และสันติสุขของมวลมนุษย์

อาจารย์ดอน :   ความละเอียดอ่อนของระดับปัญญาบารมี….เป็นไปตามสภาพทางผัสสะ…..ทั้งที่เป็นปฏิฆะสัมผัส – คือ สิ่ง/อารมณ์ ที่มากระทบอย่างปกติ…และที่เป็นอธิวจนะสัมผัส – คือเวทนาและตัณหาที่เป็นผลจากปฏิฆะสัมผัส เมื่อเข้าถึงจิต….. ขึ้นกับ การรักษาปกติภาวะของตน สภาวะแห่งจิต และการเจริญปัญญา….ของสัปปุริสหรือสัตบุรุษ จนถึงอริยบุคคล….จึงจะมีชัยต่อโลกทั้งสี่ได้!

ศิษย์โดม :  ท่านอาจารย์ครับ….ความปกติของ อริยบุคคล และสัตบุรุษ….ทำไมจึงต้องชนะโลกทั้งสี่….ผู้นำ/ผู้บริหารองค์กร….สามารถเป็นได้ไหมครับ!

อาจารย์ดอน :   สัตบุรุษ และ สัปปุริส  หมายถึง….ผู้ที่มีศีล มีธรรม  เป็นบุคคลที่ประพฤติ ปฏิบัติดี ทั้ง ทางกาย วาจา และใจ   ส่วน…..อริยบุคคล หมายถึง ผู้เจริญ ผู้ที่ประเสริฐ และไกลจากกิเลส  เช่น อริยสงฆ์  ผู้บรรลุธรรม  บรรพชิต  นักบวช  หรือฆราวาสที่ได้พบผู้แนะนำคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องและนำมาปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ  เรียกว่า พบสัตบุรุษ…เมื่อนำมาปฏิบัติก็ย่อม เอาชนะผัสสะได้ เป็นการชนะตนเองและโลกทั้งสี่….คือเอาชนะปัจจุบันโลก หรือมนุษย์โลก  เทวโลก พรหมโลก และมารโลก นั่นเอง !

ศิษย์โดม :  เราสามารถนำบารมีพึงปฏิบัติของของคนดี….มาประยุกต์ ใช้กับหลักการบริหารเพื่อความสำเร็จและความเป็นเลิศได้อย่างไรครับ!

อาจารย์แดน :   อาจารย์ถือว่า….เป็นหลักกว้างๆในการประยุกต์จะเป็น….ปุถุชนหรืออริยชน…..ก็สุดแต่การพึงบำเพ็ญบารมีทั้ง 6 ประการ….ของผู้นำ / ผู้บริหาร….แต่ละบุคคล ในองค์กร ที่ปฏิบัติ ดังนี้

  1. ทานบารมี.ผู้นำ / ผู้บริหาร ต้องเป็นบุคคลที่มีการให้ทาน….เป็น อามิสทาน คือ ให้สิ่งของเป็นทาน ธรรมทาน คือ ให้ธรรมะเป็นทาน และ วิทยาทาน คือ ให้ความรู้เป็นทาน  อภัยทาน คือ ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธเคืองเป็นทาน….ให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน และสมาชิกในองค์กร หรือบุคคลอื่นที่เห็นสมควรจะได้รับ…..การให้ต้องมีวาระ โอกาส และเวลา ที่เหมาะสม ซึ่งผู้รับทานนั้นมีความต้องการ หรือขาดแคลน
  2. ศีลบารมี….ผู้นำ / ผู้บริหาร ต้องเป็นบุคคลที่มีการประพฤติตนอยู่ในทำนองครองธรรมด้วยการใช้….คุณธรรม จริยธรรม ในการบริหารองค์กร….เป็นการใช้หลักธรรมปฏิบัติ  อย่างเสมอภาคต่อพนักงาน และผู้บริหาร ทุกระดับ ได้ผลดีทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพสูง……:ซึ่งเป็นคุณลักษณะความเป็นผู้นำที่ดี (Good  Leadership)  ก่อให้เกิด ความเจริญรุ่งเรือง สันติสุข  และความมั่นคงถาวรขององค์กร!......หลักธรรมเบื้องต้นตามที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว คือ หลักธรรม 4 ประการได้แก่…หลักการครองตน…หลักการครองงาน…หลักการครองคน  และ หลักธรรมาภิบาล เป็นต้น
  3. ขันติบารมี ของ ผู้นำ / ผู้บริหาร…..คือ การมีความอดทน อดกลั้น ต่อสิ่งที่ไม่ดีทั้งปวงและอดทนต่อการกระทำความดีทั้งปวง….ด้วยหลักเบื้องต้นของการทำงานคือ ความอดทนและอดกลั้น….ความอดทน คือ ความความตั้งใจแน่วแน่ในการทำงาน ด้วยความสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานาน ไม่ย่อท้อ แม้ประสบปัญหาและอุปสรรคใดๆก็ตาม!…..วามอดกลั้น คือ การข่มใจในเวลาที่มีเหตุการณ์หรือเผชิญกับปัญหาต่างๆ…..รวมถึงกิเลสที่เข้ามาครอบงำรบกวนสมาธิของเรา…..ซึ่งอาจจะทำให้ไม่เกิดความเสียหายหรือเป็นต้นเหตุแห่งการทำความผิด หรือทุจริตในหน้าที่….. จิตใจที่มี ความเข้มแข็ง และหนักแน่นสามารถที่จะยืนหยัดต่อสู้กับอุปสรรค ทุกสภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้….ในที่นี้รวมถึงความอดทนและอดกลั้นต่อความเจ็บป่วย ความลำบากตรากตรำ โดยไม่แสดงอาการใดๆออกมา!
  4. วิริยะบารมี ของ ผู้นำ / ผู้บริหาร….. คือการถึงพร้อมด้วยความพยายาม  ความไม่ย่อท้อในการทำความดี ความชอบ…..ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว วิริยะ…อยู่ในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาในหมวด….อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ซึ่งเป็น คุณธรรมที่นำไปสู่จุดมุ่งหมายและความสำเร็จที่ได้บำเพ็ญมา! ผู้นำ / ผู้บริหาร ที่ต้องการความเป็นเลิศในการปกครองการบริหารองค์กร….ควรเริ่มต้น ด้วยการมี ความเพียร ความพยายาม และความกล้าที่จะใช้ภาวะความเป็นผู้นำ ต่อองค์กรของตนเอง…. และใช้เป็นแนวทางให้ดำเนินงานเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามประสงค์

ศิษย์โดม :  ผู้นำ / ผู้บริหาร…..จำเป็นต้องปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดี ต่อพนังงานและเจ้าหน้าที่ทุกระดับในองค์กร…ลงมือปฏิบัติงานด้วยความพากเพียรพยายาม ไม่ย่อท้อ มีความกล้าหาญ ที่จะเผชิญกับความทุกข์ยาก ปัญหาและอุปสรรคที่จะเกิดขึ้น จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายและผลความสำเร็จของงานและนำพาความเจริญก้าวหน้ามาสู่องค์กรให้ได้!

อาจารย์แดน :  บารมี ข้อที่ 5 คือ…..สมาธิบารมี คือความถึงพร้อมด้วยสติ ความสงบ  การรู้ตัว…ว่าขณะนี้เราเป็น ผู้นำ/ผู้บริหาร….องค์กร  เราต้องทำอะไร/ทำอย่างไร/ …..จึงเกิด สมาธิ ตามที่ได้ตั้งใจไว้ ตั้งมั่นไว้ วางแผนไว้ เพื่อให้ใจสงบ……จนเกิดตัว..สติ..ที่เป็น เจตสิกสามารถทำงานอย่างอัตโนมัติ…มีหน้าที่ดึงความจำของสัญญามากระทบผัเพื่อให้อยู่กับปัจจุบัน…..ตามมรรค8…..สุดแล้วแต่ที่สติจะแสดง ความจริง หรือความเห็นที่ชอบออกมา….ตามระดับของ สมถะภาวนา คือฝึกให้เกิดความสงบ..…วิปัสสนาภาวนา คือฝึกให้เกิดปัญญาเท่าทันตัวตนและความจริง…..ท่านอาจารย์ดอนจะช่วยเสริมในข้อนี้ได้ดี !

อาจารย์ดอน : สมาธิ คือการตั้งมั่นของจิต…. เพราะฉะนั้น การฝึกสมาธิก็คือการปฏิบัติเพื่อ ทำจิตให้นิ่ง จิตเมื่อหยุดนิ่งก็ทำให้เกิด ศูนย์รวมของ…พลังสมองที่ควบคุมความคิดและการกระทำ….ตามที่ปรารถนา  สมาธิที่ใช้ในการบริหารองค์กร มี 3 ระดับ  ได้แก่…..ขณิกสมาธิ สมาธิขั้นต้นที่ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน….เป็นสมาธิที่ทุกคนในองค์กรต้องมีเพื่อใช้ในการทำงานตามหน้าที่…..เป็นจุดเริ่มของการเจริญวิปัสสนา ซึ่งทุกคนในองค์กรจำเป็นต้องมี….อุปจารสมาธิ สมาธิที่มีการตั้งมั่นของจิตจนสามารถกำจัดเครื่องกั้นความดีไม่เข้าถึงจิตคือนิวรณ์5….ผู้นำ/ผูบริหาร ผู้สร้างความเจริญให้กับตน….จนสามารถสร้างความเจิญให้กับองค์กรได้  และเป็นก้าวแรกที่เข้าสู่ อัปปนาสมาธิ  

  ศิษย์โดม : ท่านอาจารย์ช่วยขยายนิวรณ์ที่  ผู้นำ/ผูบริหาร จำเป็นต้องกำจัด….ด้วยครับ!

อาจารย์ดอน : นิวรณ์ เริ่มที่…การหลงใหลยึดมั่น ถือมั่น กับความพอใจใน กามฉันทะ….ซึ่งเมื่อมัวเมาลุ่มหลงแล้วย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจในสิ่งที่ทำให้ตนไม่สมปรารถนา เสมือนมีบ่วงกรรมคอยคล้องคอ อยู่ตลอดเวลาจนทำให้เกิดความ พยาบาท อาฆาต ….ผู้นำ/ผูบริหาร จำเป็นต้องตัดทั้งสองประการนี้ให้หลุดออกจากวงจรชีวิตการบริหารองค์กร ให้ได้…..ผลที่เกิดขึ้นทำให้ไม่หลงใหลไปกับคนที่ประจบสอพอ ดีแต่พูด ใส่ร้ายผู้อื่น พูดเอาอกเอาใจเก่ง โยนความผิดให้ผู้อื่น ไม่ค่อยทำงานให้เกิดความสำเร็จได้เท่าที่ควร ก่อให้เกิดความแตกแยกภายในองค์กร….ข้อที่สำคัญของผู้นำคือต้องกำจัดถีนมิทธะ  คือ การขาดพลังขับเคลื่อน ในการสร้างกำลังใจให้กับสมาชิกขององค์กร ความสิ้นหวัง ท้อแท้ในการต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวงในการพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ…ผู้นำ/ผู้บริหาร ต้องสามารถปฏิบัติตนให้ เป็นตัวอย่างของบุคลากรขององค์กรได้…..สองประการสุดท้ายคือ วิจิกิจฉา  คือความรวนเรไม่แน่นอน ขาดความตั้งใจ มั่นใจ ในการดำรงอยู่ ตั้งอยู่ และปฏิบัติการใดๆ พร้อมกับ อุทธัจจะกุกกุจจะ คือการขาดความคิดที่มั่นคง ฟุ้งซ่าน ขาดความสุขุมรอบคอบ…..อุปจารสมาธิ เป็นการเจริญกรรมฐาน  ที่ทำให้จิตตั้งมั่น โดยละนิวรณ์ทั้ง5 ได้     ถ้ามองในแง่การกำหนดอารมณ์กรรมฐาน     ก็เป็นช่วงที่เกิดปฏิภาคนิมิต คือพร้อมจะแน่วแน่โดยสมบูรณ์ คือใกล้จะถึงฌาน  ย่างเข้าสู่ อัปปนาสมาธิ หรือองค์แห่งฌาน  เป็นสมาธิที่แน่วแน่สงบนิ่งโดยแท้ (attainment concentration) เป็นผลสำเร็จของการเจริญสมาธิ

ศิษย์โดม :  ท่านอาจารย์ครับ…การเจริญสมาธิ ต่างจากการเจริญสติปัญญา อย่างไร ครับ!

อาจารย์ดอน :  สองประการนี้ดูเหมือนคล้ายกันแต่มีความแตกต่างกัน…..เริ่มที่เข้าใจใน ไตรลักษณ์ (ได้เคยกล่าวใน Emptiness Management ) ซึ่งเป็น ธรรมชาติ ของสรรพสิ่ง มีความธรรมดาของลักษณะที่ปรากฏอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นสังขารธรรม มี 3 ประการ อนิจจตา….หรืออนิจจลักษณะ….คือความไม่เที่ยงของขันธ์….สิ่งที่เกิดกระทบกับขันธ์…อาการที่เกิดขึ้นคงอยู่และเสื่อมลงกับขันธ์….                                                                                    
ทุกขตา….เป็นทุกขลักษณะ…..เป็นทุกข์ของขันธ์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการขัดแย้งกับความรู้สึกจนเกิดความไม่คงที่ของขันธ์และปัจจัยปรุงแต่…..

อนัตตตา…..เป็นอนัตตลักษณะ….การไม่มีตัวตน หลุดจากขันธ์ ไม่มีสิ่งกระทบขันธ์ จึงไม่ทุกข์และไม่มีอำนาจจึงไม่มีผลที่จะมาพึ่งพิงขันธ์…….เมื่อเข้าใจไตรลักษณ์แล้ว….มาเข้าใจ เจตสิก ที่ประกอบกับจิตอยู่  เกิดในจิต มีความเป็นไปต่อเนื่องกับจิต  ปรุงแต่งประกอบกับจิต ด้วยลักษณะการ  เกิดและดับ พร้อมกับจิต…อาศัยอยู่และมีอารมณ์ ร่วมเดียวกับจิต…..สติถือว่า เป็นเจตสิก ทำหน้าที่ดึงความจำ ที่เป็นทั้งความจริงและความเห็น ในรูปของสัญญาในจิตออกมา….เมื่อรับกระทบกับผัสสะ ก็สามารถดึงความจริงและความเห็นเหล่านั้น ออกมากระจ่าง แจ่มแจ้ง ได้สะดวก กว่าผู้ที่ไม่มีสัญญาในเจตสิก        

 

///////////////////////////////////////

2/1/2557

 


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที